วันนี้ผมมีเรื่องต้องบันทึกไว้เป็นประวัติในสถาบันการศึกษาที่ผมทำงานอยู่นั้นคือ กรณี เด็กยิงกันในราชภัฏเมื่อวานนี้ โดยเมื่อวานนี้หลังจากเลิกงานแล้ว เป็นปกติที่ผมจะยังไม่ออกจากที่ทำงานเพราะจะต้องให้เวลากับการไปออกกำลังกาย อีกอย่างหนึ่ง หน้าราชภัฏช่วงเวลา ๑๖.๐๐ น. - ๑๘.๓๐ น.นั้นเป็นช่วงที่รถติดมาก ส่วนหนึ่งเกิดจากมีสะพานกลับรถเยื้องราชภัฏไปเล็กน้อย

   ๑๖.๓๐ น. ผมเก็บของเดินออกจากห้องทำงาน ไปเปลี่ยนกางเกงในรถ หลายวันที่ผ่านมาผมมีงานต้องสะสาง กว่าจะไปถึงหน้าคณะเทคโนฯ ก็เลยเวลา ๑๗.๐๐ น. แต่เมื่อวานต้องการไปขึงตาข่าย เตรียมสถานที่ไว้ ก็เลยรีบไปถึงก่อน อนึ่ง สถานที่ที่เราเล่นแบตฯกันนั้น เป็นลานหน้าคณะเทคโนฯ ข้างๆ เป็นที่จอดรถของอาจารย์ ฝนตก ลมพัด เราก็เล่นกัน เป้าหมายคือ การออกกำลังกายให้เหงื่อออก

   ผมไปถึงก็มีสมาชิกทยอยกันมา ๓ คน จึงครบทีมฝ่ายละ ๒ เตรียมไม้ ลูกขนไก่ ขึงตาข่ายเรียบร้อย ฝึกซ้อมเบาๆก่อน นับคะแนน ระหว่างนั้น มีรถจักรยานยนต์เสียงดัง ประมาณว่า น่าจะเป็นรถพวกสี่สูบ กำลังจะผ่านสนามที่เราเล่นกันอยู่ และมีจักรยานยนต์อื่นๆตามมา ๕-๖ คัน เรารู้สึกเฉยๆ เพราะหน้าเทคโนฯ เป็นถนนที่คนทั่วไปสัญจร โดยขับรถมาทางหลังราชภัฏ-ออกหน้าราชภัฏ เป็นถนนพหลโยธิน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติ ผู้เล่นคนหนึ่งฝ่ายผมเป็นเจ้าหน้าที่ ได้ถามเจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งฝ่ายตรงข้ามว่า รถนี้น่าจะเป็นรถ...(รถที่พวกเล่นรถชอบเล่นกัน พวกรถอินวอยอย่าง SR400, CB1300 เป็นต้น เจ้าหน้าที่ก็ตอบว่า รถนี้เสียงดังอย่างนี้เป็นรถ... ไม่นานนักรถนั้นไปหยุดอยู่ที่หน้าอาคารช่างยนต์ ตรงนั้นมีร้านค้าภายในคณะอยู่ด้วย และมีนักศึกษานั่งดูทีวีกันอยู่เป็นกลุ่มๆ เด็กคนหนึ่งที่ซ้อนจักรยานยนต์มา ชัดมีดยาววาววับ วิ่งเข้าไป คนอื่นๆที่จักรยานยนต์ก็วิ่งเข้าไปที่กลุ่มนักศึกษา คนหนึ่งชักปืนขึ้นมา และวิ่งเข้าไปยิง แต่พวกที่นั่งอยู่เป็นกลุ่มๆ เห็นเด็กที่ซ้อนจักรยานยนต์ชักมีดออกมา ก็วิ่งกรูกันไปหลังตึก ด้วยความรวดเร็ว (จริงๆ คือทุกคนระมัดระวังตัวไว้ก่อนแล้ว เพราะสองสามวันที่ผ่านมามีการทะเลาะกันระหว่างนักศึกษาเทคโนฯ ซึ่งเป็นคณะเดียวกัน เอกเดียวกันแต่งต่างรุ่น ผมทราบภายหลังว่า เป็นการข่มกันเกี่ยวกับผู้หญิง-แย่งผู้หญิง) ไอ้หนุ่มที่ถือปืนยิงจนหมดกระสุน แล้วเติมกระสุนลงไปใหม่ บางช่วงก็วิ่งกลับมาที่รถ (ผมได้ยินเสียงปืนอีกฝั่งหนึ่ง/อาคารกั้นจึงมองไม่เห็น เห็นเฉพาะกลุ่มที่ซ้อนจักรยานยนต์มาเปิดฉากยิงก่อน และกลุ่มนักศึกษาที่นั่งกันเป็นกลุ่มๆภายใต้อาคารที่มีร้านค้า ก่อนมาที่เล่นแบต ผมต้องผ่านอาคารนี้และกลุ่มอื่นๆในอาคารช่างยนต์) น่าจะรีบหลบเพราะอีกฝ่ายหนึ่งก็ดูจะมีปืนด้วยเช่นกัน ระหว่างที่เปิดฉากกันอยู่นั้น ผม เจ้าหน้าที่ ๒ คน และอาจารย์เทคโนฯอีก ๒ คน ยืนห่างที่เกิดเหตุประมาณ ๓๐-๕๐ เมตรเห็นจะได้ เจ้าหน้าที่ ๒ คนซึ่งเคยเป็นนักศึกษาในคณะเทคโนฯมาก่อน พอเห็นรถจักรยานยนต์จอด และเด็กชักมีขนาดยาวออกมา เห็นเด็กถือปืนห้อย และยิงใส่อีกฝ่ายหนึ่ง (อีกฝ่ายหนึ่งก็มีมีดขนาดยาวเช่นกัน) ก็รีบวิ่งไปหลบริมอาคารเทคโนฯ "เฮ้ยๆ หลบๆ ๆ ๆ ๆ มันมีปืน มันยิงกัน เดี๋ยวจะโดนลูกหลง" อาจารย์เทคโนฯ ๒ ท่าน ก็รีบเดินหลบไปด้วย เพราะบรรยากาศแบบนี้ คงต้อง รักษาตัวรอดไว้ก่อน ส่วนผมยังยืนดูอยู่ที่ข้างตาข่ายที่เราเล่นแบตฯกันนั้น จนเจ้าหน้าที่ที่เป็นคู่ผมรีบมาดึงมือและบอกว่า "หลบๆ ๆ ๆอาจารย์หลบ เดี๋ยวโดนลูกหลง" ผมก็เลยรีบเดินไปสมทบริมอาคารด้วย พักใหญ่กว่าปืนจะสงบ และกลุ่มจักรยานยนต์ที่เข้ามายิงนั้นรีบล่าถอยไปทางด้านหลังราชภัฏ โชคดีที่ผมไม่ทราบข่าวว่ามีการบาดเจ็บกันเกิดขึ้น

   เรื่องราวเป็นอย่างไร ? ผมทราบมาว่า ก่อนนั้นมีการบาดหมางกันระหว่างเด็กต่างชั้นปี กรณี แย่งผู้หญิง จึงมีการชกต่อยกัน วันถัดมา เด็กคู่อริไปทำร้ายคู่อริของตนที่หอพักนอกมหาวิทยาลัย ใบหูฉีกขาด เย็บ ๑๐ เข็ม (ทราบจากเจ้าหน้าที่คณะเทคโนฯ-เมื่อวานก็เห็นเด็กที่โดนเย็บสิบเข็มนั้นด้วย) และดูเหมือนว่า เรื่องนี้จะไม่หยุด เมื่อวานซืน ระหว่างที่ผมเล่นแบตฯกันอยู่ อาจารย์เทคโนฯ ๒-๓ คน ก็เที่ยวเสาะหาว่า เด็กๆ แอบซ่อนอาวุธกันไว้ที่ไหนบ้าง พบมีดขนาดยาวใต้ศาลาเล็กๆ ที่เด็กๆ ไว้นั่งพักกันเป็นกลุ่มๆ จำนวน ๑ ด้าม จึงเก็บใส่รถกระบะไป แต่ก็ทราบว่า ต้องมีอาวุธที่เด็กๆซ่อนกันไว้อีก เพียงแต่หาไม่เจอเท่านั้น และดูเหมือนคณบดีและรองคณบดีก็รู้อยู่ว่ามันมีปัญหาบางอย่างในกลุ่มนักศึกษา เพียงแต่ไม่มีใครทำอะไรให้เกิดการเข้าใจกัน (ขออภัยเถอะ คณบดีติดเมรัย เมาทุกวันแบบนี้ ก็น่าอนาถอยู่เหมือนกัน) ฝ่ายอาจารย์หรือก็ไม่กล้าไปยุ่งเกี่ยวกับกับนักศึกษา คำหนึ่งที่ผมได้ยินกับหูคือ "ปล่อยให้มันฆ่ากันให้ตาย" อนึ่งระหว่างที่กำลังยิงกันนั้น อาจารย์เทคโนฯท่านหนึ่งบอกว่า "ตะกี้มีนักศึกษาหญิงวิ่งมาบอกให้อาจารย์ช่วยโทรแจ้งตำรวจให้หน่อย อาจารย์บอกว่า ปล่อยมัน ปล่อยให้มันจัดการกันเอง" ฟังข้อความนี้แล้วอย่าเพิ่งได้มองเป็นอื่น เพราะถ้าเราพยายามที่จะปรามแล้ว แต่ไม่เป็นผล และอำนาจที่หมายถึงเกียรติที่นักศึกษาให้กับเรานั้น ไม่เท่าพ่อแม่หรือแม้แต่พ่อแม่ก็เอาไม่อยู่ อาจารย์น้อยๆหรือจะทำอะไรได้

  หลังจากกลุ่มจักรยานยนต์ล่าถอยไป พวกเราก็มาเล่นแบตกันต่อ แต่ไม่เห็นอันเล่น เพราะกำลังตื่นเต้นและครุ่นคิดอะไรบางอย่างกับกรณีที่เกิดขึ้น ไม่นานมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งขับจักรยานยนต์เข้ามา (ซึ่งผมจำเจ้าหน้าที่หน้าตาหวานๆนี้ได้ดี เพราะเห็นอยู่บ่อยๆ) ถามว่า อาคาร ๙ อยู่ที่ไหน เจ้าหน้าที่ที่เล่นแบตฯอยู่ก็ตอบว่า ที่นี่คืออาคาร ๙ นี้คือหน้าอาคาร ๙ ผมคิดในใจว่า เด็กยิงกัน มีตำรวจมา ๑ คนเนี่ยนะ แตกต่างจากที่ผมไปอบรมจิตที่มหาจุฬาอาศรมฯ ชายแดนระหว่างโคราชกับสระบุรี ขโมยย่องเอาทรัพย์สินในเต้นท์ของผมไปเกลี้ยงเลย ระหว่างไปฝึกจิต มีเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมรถกระบะเปิดไฟเข้ามาตรวจสอบพร้อมกันมากกว่า ๘ คน อย่างไรก็ตาม ไม่นานนัก บรรดาอาจารย์ เจ้าหน้าที่ รปภ.ฯลฯ ก็เริ่มทยอยมาที่เกิดเหตุ น่าจะเพื่อสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น บรรยากาศเป็นอย่างไรฯลฯ ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มาสมทบในภายหลังหลายนาย เพื่อค้นหาหลักฐาน ส่วนพวกเราก็ยังเล่นแบตฯกันแบบเฮฮาตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือ เราพูดถึงเรื่องนี้กันตลอด จนไม่เป็นอันเล่น หลังจากเลิกเล่น เราก็ยังคุยกัน อาจารย์เทคโนฯท่านหนึ่งบอกว่า ก่อนนั้นไม่เคยมีเรื่องแบบนี้เลย ช่วงหลังมานี้ คณบดีปล่อยให้เด็กจัดการกันเอง มีการแบ่งพวกโดยการใส่เสื้อสี จากนั้นจึงเห็นเด็กเริ่มแยกกลุ่มกันนั่ง กลุ่มใครกลุ่มมัน สีใครสีมัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย ผม (อาจารย์เทคโนฯ) มองว่า ฝ่ายบริหารไม่ได้เอาใจใส่กับเรื่องนี้ ดูแล้วไม่มีความปลอดภัยในชีวิตเลย (เมื่อหลายเดือนก่อน เราได้ทำบันทึกถึงฝ่ายบริหารกรณี เด็กเอาระเบิดปิงปองมาปาในพื้นที่เดียวกันกับเมื่อวาน เสียงดังลั่น น่าจะประมาณว่า เมากันด้วย แต่ฝ่ายบริหารทำได้เพียงให้ช่วยกันดูแล) เรายังคุยกันอีกหลายเรื่อง  อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับวงการศึกษาไทย ทำนึกถึงคำของพุทธทาสภิกขุทีว่า "การศึกษาหมาหางด้วน"

หมายเหตุ ข้อความที่เขียนนี้อาจจะเขียนสับไปสับมา ยังไส่ได้ตรวจความกลมกลืน แต่ขอปล่อยไว้ก่อน การเขียนนี้เพียงเพื่อบันทึกเหตุการณ์ในชีวิตที่พบไว้เท่านั้น