"เวลาฆ่ากาย"

           รู้สึกไหมว่า เวลาเดินไปไวมาก..โดยเฉพาะผู้ที่ทำงาน อาจรู้สึกว่ามันไวมาก เว้นแต่ผู้ทำงานแบบใจไม่เต็มร้อย มาคิดดูแล้ว ไม่ว่าใครก็ต้องผ่านกาลเวลาย่ำยี กัดกินทุกคน..รู้ยังละว่า เราไม่มีทางฆ่าเวลาได้ เพราะมันไม่เคยตาย ที่ตายคือ นาฬิกาและตัวเรา

           เดือนนี้เป็นเดือนแห่งการบอกลาปีเก่า และเตรียมตัวทักทายสวัสดีปีใหม่กัน ทำให้อยากทบทวนมวลกรรม ที่เราได้ทำมาตลอดปีและเราได้อะไรบ้าง เราเสียอะไรบ้าง ทุกๆปีผู้เขียนสังเกตดูผู้คน พลโลกชื่นชม ยินดีกับวันปีใหม่ ฉลองกัน กินเที่ยว ตามต่างจังหวัดหรือแหล่งบันเทิง ทำให้คิดว่า นี่คือ ทางเสี่ยงในการดำเนินชีวิตหรือการลุ่มหลงกาลเวลาไปหรือไม่ อันที่จริง ก็ใช่เรื่องแปลก เพราะโลกคือ หมู่สัตว์ที่ดำรงไปตามกระแสสากลเช่นนั้น ทำอย่างไรจะได้ข้อคิดจากกาลเวลานี้ มิใช่ปีใหม่แล้วมานับศพเป็นสถิติแต่ละปีกัน

            เพื่อให้เกิดข้อคิด มุมมองที่จะสื่อไปถึงสัจธรรมได้คือ เข้าใจตนกับกลกาลได้อย่างละเอียดขึ้น  จะได้ไม่ประมาทและขาดสัญชาตญาณการตื่นตัว ก่อนอื่นอยากถามว่า กาลเวลา คือ อะไร มันเกิดมาจากไหน มันอยู่ที่ไหน เราจะปรับตัวเข้ากับกาลให้เกิดประโยชน์แก่ตนได้อย่างไร  "เวลา" (Time) คือ ขณะอณูที่กำลังเคลื่อนไปอยู่อย่างต่อเนื่อง (Continous present moment) แบ่งได้ ๓ ภาค คือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต กุญแจแห่งการเคลื่อนไหวเป็นเวลาอยู่ในภาคปัจจุบัน เหมือนอยู่ตรงกลาง และมันจึงเหมือนเป็นพ่อแม่ของอนาคตและปัจจุบัน

            เวลาเกิดมาจากไหนนั้น เป็นเรื่องละเอียดมาก หากจะกล่าวหยาบๆต้องกลับไปศึกษาเรื่อง จักรวาลวิทยานิดหน่อย ตั้งแต่กำเนิดของจักรวาล ซึ่งเริ่มจากยุคบิ๊กแบง ไปสู่ยุคโกลาหล เป็นกาแล๊กซี่ เป็นระบบสุริยะ จุดนี้เรามีอาณาจักรของตนเองคือ มีดวงอาทิตย์ และดาวบริวาร (ดาวเคราะห์) อีก ๙ ดวง (ขณะนี้ พลูโต ถูกลดเป็นเทหวัตถุ จึงเหลือ ๘ ดวง) ดาวฤกษ์คือ ดวงอาทิตย์ ที่มีกัมมันตในตัวเอง ส่วนดาวเคราะห์อาศัยรัศมีของมัน แรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ทำให้ดาวบริวารต้องโคจรรอบมัน ซึ่งแต่ละดาวโคจรรอบมัน กินเวลายาวนานต่างกัน 

             จุดกำเนิดของเวลาตามระบบดาราศาสตร์จึงนับเอาจากการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์และหมุนรอบตัวเอง หมายความว่า โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ กินเวลา ๑ ปี หรือ ๓๖๕ วัน ทำให้โลกเกิดฤดูกาลขึ้น ไปตามโซนต่างๆ ของโลก เช่น ไทย มี ๓ ฤดู (ร้อน หนาว ฝน) ในขณะเดียวกันโลกก็หมุนรอบตัวเองด้วยกินเวลา ๒๔ ชั่วโมง เพราะโลกมีสัญฐานกลมจึงทำให้เกิดภาคกลางวันกลางคืน ซึ่งกินเวลาไปภาคละ ๑๒ ชั่วโมง

             ฉะนั้น เวลาจึงกำเนิดมาจากยุคปฐมกาล (บิ๊กแบง) และเกิดจากการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ และรอบตัวเอง ถือว่าเป็นเวลาตามธรรมชาติ จุดนี้ถือว่าเป็นปฐมกาลในโลกมนุษย์ตามมา นั่นคือ เรามาสร้างเวลาขึ้นมาโดยประดิษฐ์นาฬิกาขึ้น เพื่อบอกให้รู้ว่า เวลาเท่าไหร่ และบอกให้รู้ว่า วัตถุหรือชีวิตนั้นๆ อยู่บนโลกยาวนานเท่าไหร่นั่นเอง ส่วนดวงจันทร์นั้น มีผลต่อโลกในฐานะเป็นเครื่องบ่งบอกยามราตรี เพราะเราจะเห็นดวงจันทร์เด่นในเวลากลางคืน และมันเองหมุนรอบโลกกินเวลา ๒๙-๓๐ วัน แบ่งเป็น ๒ ภาคๆละ ๑๔ - ๑๕ วันเรียกว่่า วันขึ้น วันแรม ซึ่งมีผลต่อพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตบนโลกด้วย  

             หากจะถามอีกว่า เวลาอยู่ที่ไหน คำตอบคือ โลกอยู่ในตัวเรา หมายความว่า โลกเดินอยู่ตลอดเวลา เมื่อโลกเดินอยู่เช่นนั้นเป็นวัฏจักร ก็กลายเป็นการหมุนวนอยู่อย่างต่อเนื่อง เราจึงจับเอาอาการหมุนซ้ำแล้วซ้ำอีกมาเป็นเครื่องวัดเป็นกาลเวลา เวลาประจำวันคือ ตะวันขึ้น เป็นเช้า สาย บ่าย ค่ำ พอดึกจนเที่ยงคืนก็หมุนวนอยู่อย่างนี้ ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงผลิตเครื่องบอกเวลาขึ้นมา เรียกว่า "นาฬิกา" คำว่า "นาฬิกา" มาจากคำภาษาบาลีว่า นาฬิเกร (นา-ลิ-เก-ระ) แปลว่า มะพร้าว ทั้งนี้เพราะเครื่องบอกเวลา ตั้งแต่เริ่มแรกนั้นใช้กะลามะพร้าวเจาะรูลอยน้ำ เมื่อกะลานั้นจมครั้งหนึ่ง ก็เรียกว่า นาฬิกาหนึ่ง (http://campus.sanook.com)

             ในอดีตมนุษย์อาศัยธรรมชาติเป็นเครื่องบอกเวลา คือ นาฬิกาน้ำ แดด ทราย ปัจจุบันเรามีเครื่องบอกนาฬิกามีตัวเลขบอกเวลาแค่ ๑๒ ชั่วโมง แต่เวลาจริงจะเดินไปอีก ๑ รอบ รวม ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งจะเริ่มด้วยเข็มเล็กหมุน ๑ รอบ ๑๒ ขีด (ถึงเลข ๑๒) เรียกว่า ๑ นาที เท่ากับ ๖๐ วินาที เมื่อมันหมุนต่อไปเเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นชั่วโมงเรียกว่า ๑ ชั่วโมง เท่ากับ ๖๐ นาที เข็มชั่วโมงก็จะตรงกับเลข ๑ เมื่อเข็มชั่วโมงตรงเลข ๑๒ เท่ากับ ๑๒ ชั่วโมงหรือครึ่งวัน ในเวลากลางวัน กลางคืนเรียกว่า เที่ยงคืน

              การดำเนินของเวลานี้ เราทุกคนรู้ดีอยู่แล้ว แต่เราตระหนักดีไหมว่า เวลาเหล่านี้ให้คุณ ให้โทษอย่างไร มันทำงานอย่างช้าๆ แต่สม่ำเสมอและเที่ยงตรงมาก ชีวิตเราก็ถูกมันกำหนดอย่างช้าเช่นกัน มันจะค่อยๆกัดกินเราไปเรื่อยๆ ในขณะเรากลับใช้มันสร้างประโยชน์แก่ตนเองหรือใช้เป็นเวลาสนุกสนานร่าเริง  บันเทิงตามความต้องการของเรา วันแล้ว วันเล่า ปีแล้ว ปีเล่า จนมาถึงช่วงหนึ่ง เมื่อสุขภาพเราบกพร่อง เสื่อมลง ชราลง เราเริ่มรู้ว่า เราแก่ชราแล้ว ในขณะเด็กกลับเริงร่าหน้าบานไปกับกาลเวลา

              เมื่อคนชราหรือคนทั่วไปพบกัน มักจะถูกถามว่า อายุเท่าไหร่แล้ว แต่ใครละจะไขความจริงจากเวลาที่ผ่านกายได้ นอกจากยอมรับมันตามสภาพความจริงที่เรียกว่า "ธรรมดาหรือธัมมตา" แปลว่า เส้นทางที่ดำเนินไปเช่นนั้น อะไรคือ สิ่งที่ดำเนินไปเช่นทางนั้น กายเรามี กฏต่างๆ ผ่าน ถึง ๓ กฏ คือ ๑) กฏแห่งกาล หมายถึง กายถูกกาลเวลาหลอมจนเสื่อมลงตั้งแต่เกิด จนกระทั่งสลายไป ๒) กฏแห่งกรรม หมายถึง เมื่อกาลหลอมกายให้เติบโต กายก็แสดงออกหรือกระทำตามความต้องการตามสัญชาตญาณและการคิด นึกของเรา จนเกิดผลต่างๆ หลายคนเกิดมาไม่ได้แก่ เพราะมีผลกรรมตัดรอน หรือการกระทำที่ผิดปกติในตัวเอง ๓) กฏแห่งกฏ หมายถึง กฏที่แอบแฝงแต่งโลก สรรพสิ่งให้เป็นไปเช่น แรงโน้มถ่วง กฏตามธรรมชาติต่างๆ ที่ผลักดันให้เราดำเนินไปตามมัน 

               เมื่อเห็นเส้นทางหรือกระแสชีวิตมีครรลองของมันเช่นนี้ เรามีอะไรในกายที่ถูกกาลกลืนกินไปบ้าง ผู้เขียนคิดๆ ดู และสังเกตเห็นร่างกายคนชรา ที่บอกเราให้รู้สัจธรรม นั่นคือ หนังเหี่ยวย่น ฟันหลุด ผมหงอก แรงเสื่อมลง โรคภัยบ่อยขึ้น ความปวดเข่า ปวดข้อ ความเหนื่อยล้า ตาฝ้าฟาง ฯ อาการหรือลักษณะเหล่านี้คือ ผลของกาลที่ค่อยๆทำลายกายเราให้เผชิญกับสิ่งเหล่านี้ เราเห็นแล้วได้อะไรจากปรากฏการณ์เช่นนี้บ้าง

               ด้วยเหตุนี้ จึงพอมองเห็น "สิ่งที่ได้ สิ่งเสีย" ดังนี้ ส่วนได้ คือ ๑) ได้เกิดมาสู่โลกนี้ ๒) ได้เติบโตมาเผชิญกับโลก ๓) ได้ประสบการณ์โดยอาศัยกาย จิต พิสูจน์ความมีอยู่จริงของโลกเหมือนที่เดการ์ดบอกว่า "ข้าพคิด ข้าพเจ้าจึงรู้ตัวตน" ๔) ได้ปัญญา รู้โลก รู้ชีวิตละเอียดขึ้น ส่วนที่เสียคือ ๑) มีอายุโดยควบคุมไม่ได้ ๒) เสียความสมดุล ความสมบูรณ์ไปกระทั่งแก่ชรา ๓) เสียชีวิต คือ เสียกายไป ๔) เสียเสรีภาพ เพราะยิ่งแก่หรือยิ่งอยู่นานเสรีภาพทางกายเราก็เหลือน้อยลง ๕) หลงทาง หากขาดปัญญา ในการแก้ไขภพของตนที่จะต้องมาเวียนวนเกิดในโลกนี้อีกไม่รู้จบ

               การดำเนินไปของสรรพสิ่งมีเส้นทางของมันเอง ที่อยู่เหนือกาลคือ การอาศัยปัจจัยอันเนื่องกัน มันมีเสมือนไม่มี อดีตก็ไม่มี อนาคตก็ไม่มี ยิ่งปัจจุบัน ยิ่งจับยาก เพราะมันเดินอยู่ไม่หยุด ลื่นไหลไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเมื่อไหร่เรามีกาย เมื่อนั้น กาลย่อมปรากฏชัดแก่เรา หากเราอยากเกิดแบบมีอายุยืนยาว ให้ไปเกิดที่ดาวอื่น เช่น ดาวเสาร์ ยูเรนัส หรือพลูโต เช่น เนปจูนโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นเวลา ๑๖๕ ปี (โลกกินเวลา ๑ ปี) เนื่องจาก ดาวเหล่านี้ โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นเวลาหลายปี (เท่ากับปีโลก) จึงกลายเป็นปีดาวนั้นๆ  แต่ถ้าอยากอายุสั้นก็ไปเกิดที่ดาวพุธและดาวศุกร์ เพราะมันมีวงจรรอบดวงอาทิตย์สั้นกว่าโลก ชีวิตเราก็สั้นตาม

              ดังนั้น เวลาที่ปรากฏในกายนั้น มีไม่แน่นอน เนื่องจาก ชีวิตมีความเสี่ยงเสมอ หลายคนที่เกิดมา แล้วตายในครรภ์ ตายหลังคลอด ตายในวัยเด็ก ตายในช่วงวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ ฯ เนื่องจากว่า กายเรามีความบอบบางและมีความไม่แน่นอนอยู่ เท่าๆ กับขณะปัจจุบันกาล ใน ๑ ภพ ๑ ชาติ เมื่อเราเกิดมา อาจมิได้ตายภายในอายุ ๑๐๐ ปี ๑ คน ๑ ชาติหนึ่ง อาจมีเวลาอยู่บนโลกแค่ ๑ วัน ๑ เดือน ๑ ปี ฯ ก็ได้ ชีวิตเราจึงสามารถเกิดได้หลายชาติ ภายใน ๑๐๐ ปี

               สมมติว่า เรากำหนดเวลา ๕๐๐ ชาติ สัตว์โลกเกิดมาจะใช้เวลากี่ปี หากสัตว์อายุสั้น เช่น ยุง แมลง สุนัข แมว ปลา ฯ สัตว์เหล่านี้ภายใน ๑๐๐ ปี อาจมีหลายภพ หลายชาติเป็นแน่ ถ้ารวมตามเวลาที่กำหนดไว้ ๕๐๐ ชาติ ภพ ชาติ ของสัตว์เหล่าจะมากมายขนาดไหน  ชีวิตมนุษย์ก็อาจเป็นเช่นนี้ได้ ภายใน ๕๐๐ ชาติ เราอาจจะเกิดได้เป็นพันชาติ พันภพก็ได้ นี่คือ ผลลัพธ์จากที่เราอาศัยกาลเกิดมา เมื่อนำหลักความเชื่อในพุทธศาสนามาจับ เราอาจเกิดไม่รู้กี่ภพ กี่ชาติ คือ เกิด (มีกาย) แล้วตาย เป็นอยู่เช่นนี้ไม่รู้จบ เนื่องจากมีกาย ผ่านภพ ผ่านกัปป์กัลป์ เป็นอสงไข เพราะกาลนี่เอง

----------------<>----------------------