โค้ชเด็กปัญญาเลิศ
บทความเรื่อง Coaching the Gifted Child เขียนโดย Christian Fischer ตีพิมพ์ในนิตยสาร Scientific American ในปี ค.ศ. 2008 และพิมพ์ซ้ำในหนังสือ The Science of Education ในปี 2012 บอกว่า เด็กปัญญาเลิศนั้นไม่ใช่ว่าจะเรียนเก่งเสมอไป ความสมองดีอาจกลายเป็นปัจจัยลบ ทำให้การเรียนวิชา และพัฒนาการด้านอื่นๆ ล้มเหลว
ต้นเหตุสำคัญที่สุดของความล้มเหลวของเด็กสมองดี คือคนรอบข้าง รวมทั้งตัวเด็กเอง ให้ความสำคัญต่อสมองดี มากเกินไป ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า เด็กสมองดีไม่จำเป็นต้องขยัน
ตอนเรียนชั้นต่ำๆ เด็กสมองดี แม้ไม่ขยันก็อาจเรียนได้ดี ประสบการณ์นี้จะทำให้เด็กติดนิสัยไม่ขยัน ไม่อดทน ไม่มานะพยายาม พอเรียนชั้นสูงขึ้น วิชายากขึ้น เด็กเหล่านี้ขาดทักษะในการใช้ความอดทน มานะ พยายาม หรือขาดทักษะในการเรียนรู้ หรือไม่ยอมรับว่า การเรียนบางอย่างต้องใช้ความพยายาม ในที่สุดสมองดี กลายเป็นปัจจัยของความล้มเหลวในการเรียน
เมื่อเด็กที่มีธรรมชาติของสมองดีเลิศ แต่ผลการเรียนไม่ดี อย่างต่อเนื่อง ครูอาจไม่รู้ว่าเด็กคนนั้น มีความเป็นอัจฉริยะซ่อนอยู่ข้างใน ไม่เอาใจใส่ ไม่ได้ช่วย “เจียระไนเพชร” ที่ฝังอยู่ เด็กอาจกลายเป็นเด็กมีปัญหา เด็กผู้ชายอาจกลายเป็นเด็กเกเร ไม่เรียน กลายเป็นตัวตลกประจำชั้น เด็กผู้หญิงเกิดโรควิตกกังวล และมีอาการโรคจากความเครียด
หลักการสำคัญที่ช่วยป้องกันปัญหาดังกล่าว คือความเชื่อว่า ไอคิว ไม่ใช่ปัจจัยเดียวของความสำเร็จในการเรียน ปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ แรงจูงใจ ความอดทนมานะพยายามต่อเนื่อง ทักษะทางสังคม และการได้รับความรักความยอมรับสนับสนุนจากครอบครัว ครู และเพื่อนๆ
เด็กสมองดี ต้องการโจทย์ที่ยาก สำหรับเรียนรู้ฝึกฝนทักษะในการทำงานหนัก
ธรรมชาติของเด็กสมองดี คือ เขาคิดเร็ว และคิดครบถ้วนกว้างขวาง กว่าเด็กโดยทั่วไป
สิ่งที่นักเรียนสมองดีควรได้รับในการเรียน คือ Accelleration กับ Enrichment
Accelleration
หมายถึง ให้เรียนวิชาตามในหลักสูตร ของนักเรียนชั้นสูงขึ้นไป มีหลายแบบ เช่น
- ให้เริ่มเข้าโรงเรียนเร็วกว่าปกติ
- ให้พาสชั้น ขึ้นไปเรียนกับเด็กชั้นสูงกว่า วิธีนี้มีข้อเสียคือ เด็กบางคนพาสหลายชั้น ขึ้นไปเรียนและสังคมกับเพื่อนที่อายุมากกว่าหลายปี เมื่อเพื่อนเข้าสู่วัยหนุ่มสาว ตนยังเป็นเด็กอยู่ เข้ากับเพื่อนไม่ได้ เกิดพฤติกรรม over compensation
- จัดชั้นเรียนแบบคละอายุ ตามแนวของการศึกษาแบบ Montessori คือให้เด็กที่เรียนเร็วบางวิชาไปเรียนวิชานั้นกับเด็กที่อายุสูงกว่า
วิธีการ ให้เรียนเร็วขึ้น นี้ มีข้อเสียคือ ทำให้เกิดความรู้สึกว่าการเรียนเป็นการแข่งขัน ว่าใครจะเรียนได้เร็วกว่า หรือเป็นการแข่งขันกับตนเอง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การเรียนควรเป็นการฝึกฝนซึมซับความรู้ ทักษะ และเจตคติ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น วิธีการ Enrichment อาจจะดีกว่า
Enrichment
หมายถึงวิธีการให้นักเรียนสมองดีเลิศได้เรียนประเด็นที่อยู่นอกหลักสูตรปกติ ตัวอย่างเช่น
- ให้เข้าร่วมชมรม เช่น ชมรมหมากรุก ชมรมโต้วาที ชมรมคณิตศาสตร์ ชมรมถ่ายภาพ ชมรมวาดรูป ชมรมบาสเก็ตบอลล์ เป็นต้น
- ให้ทำโครงงานอิสระ โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษา (mentor)
- ให้นักเรียนที่มีคะแนนสูงสุด ร้อยละ 20-25 ของชั้น มีโอกาสไม่เข้าห้องเรียนปกติสัปดาห์ละ ๒ - ๓ ชั่วโมง ให้เลือกทำโครงงานที่ตนเลือก หรือศึกษาและทำรายงานเรื่องที่ตนสนใจ นำมาเล่าให้เพื่อนในชั้นฟัง
สิ่งที่นักเรียนปัญญาเลิศต้องการมากที่สุด (และขาดแคลนที่สุด) คือ กัลยาณมิตร (mentor) ที่เข้าใจ และช่วยให้คำแนะนำ (เป็นโค้ช)
หากจัดการดี ผลดีจะไม่ใช่ได้แก่เด็กปัญญาเลิศเท่านั้น แต่จะเกิดผลดีต่อนักเรียนทั้งชั้น หรือทั้งโรงเรียน
วิจารณ์ พานิช
๑๗ พ.ย. ๕๖