ความทรงจำอันแสนสุข : น้ำค้างเช้ากับของเล่นวัยเยาว์

เช้านี้ แสงแดดเอนกายสะท้อนบนผิวน้ำระยิบระยับ บางทีมันอาจกำลังเต้นรำอยู่ก็เป็นได้ ใครจะไปรู้

ขณะเขาพร้อมควายหนึ่งฝูงกำลังมุ่งตรงมายังแหล่งน้ำดังกล่าว

                สำหรับเด็กเลี้ยงควายรายวันอย่างเขา การได้มีข้าวกิน มีเงินกินขนมบ้าง  อดเล่นหนึ่งวันกับการเลี้ยงควายแลกเงินค่าขนม ก็เป็นอะไรที่ไม่เลวนัก 

                ย่ามสะพายถุงปุ๋ยเคมี อันเป็นงานประณีตเย็บมือของแม่เมื่อเดือนก่อน เขานำมันมาใส่เชือก ค้อน และสมอบก

ทั้งกระปุกพริกเกลือ ห่อข้าว และขวดน้ำ

เขาปล่อยฝูงควายลงเล่นน้ำ ก่อนจะเดินเก็บลูกหินริมฝั่งลงย่าม หากอาวุธของนักเขียนคือปากกา

อาวุธเด็กเลี้ยงควายอย่างเขาก็น่าจะเป็นหนังสติ๊ก ควายหลายตัวที่ถูกเขาต้อนเลี้ยงในวันหยุด

ต่างรู้ดีว่ามันควรอยู่อย่างไร และทำตัวอย่างไรเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา ที่มีหนังสติ๊กในมือ

เขาเก็บลูกหินได้ไม่นาน ฝูงควายที่แช่น้ำอยู่นั้นก็ค่อยๆ ขึ้นฝั่งทีละตัว นั่นแสดงว่าพวกมันพอใจแล้ว

กับการกินการอาบ ต่อไปก็คือ หญ้าสักตัวละหนึ่งหรือสองกระเพาะก่อนพลบค่ำ  

                เขาพาฝูงควายเทียวเลาะเล็มหญ้าตามท้องนา บนคันนาที่มีหญ้าอ่อนกำลังแทงยอดรับน้ำค้างเช้า

ควายบางตัวเล็มหญ้าอย่างประณีต มันค่อยๆ บรรจงกัดกินอย่างกับช่างตัดหญ้าในสนามฟุตบอล

บางตัวกินทางโน้นทีทางนี้ที เลือกหาสิ่งที่ดีกว่า บางตัว โดยเฉพาะตัวผู้ก็จะมีการ โชว์ขวิดดิน ต้นไม้ คันนา 

แล้วแต่จะอยากโชว์ เพื่อแสดงถึงพลัง ศักดิ์ศรีบางอย่าง  เพื่อให้ตัวเมียในฝูงหรือนอกฝูงได้รับรู้ถึงความสามารถ ความสง่างาม  เกิดความศรัทธาในตัว

 

                บนท้องทุ่งนาที่กว้างไกลตอนนี้ น้ำค้างเดินทางจากยอดหญ้าไปแล้ว

เหลือก็แต่เขาและควายอีกฝูงที่จะช่วยสร้างภาพบนท้องทุ่งให้สมบูรณ์มากขึ้น  

                เด็กเลี้ยงควายอย่างเขามักจะได้เจอเพื่อนโดยบังเอิญเสมอ

วันนี้ก็เหมือนกันขณะเขานอนหลับอยู่บนกระท่อมนั้น ก็มีเสียงร้องมาแต่ไกล แต่ไม่ทันที่เขาจะลืมตาตื่นดี

                "ปัง โปรงๆๆๆๆ ตุบ" เสียงลูกหินกระทบหลังคากระท่อมสังกะสี

ซึ่งเขากำลังนอนอยู่ก่อนจะกลิ้งตกลงท้องนา 

                "อู้นะมึง ควายมึงลงไร่แตงโมเขาแล้ว" เสียงนั้นแจ่มชัด 

                "ไงว่ะไอ้เพชร มึงไปไงมาไงว่ะ กำลังหลับสบายเลย" 

                "พอดีกูล่ากิ้งก่ามาทางนี้ เลยมาเจอคนอู้งานอย่างมึงไง"

                "อู้เอ้ออะไรว่ะ กูรู้จักควายที่กูเลี้ยงทุกตัวก็แล้วกันโว้ย" 

                "เออมึงเก่ง ว่าแต่แตงโมป้าแพรจอมขี้หนืดมึงลองชิมบ้างยังว่ะ"

                "ห่า…มึง มึงอยากนอนเล่นในคุกหรือว่ะ"

                "คุกไม่ได้มีไว้ขังแมลงวันนะโว้ย"

                "เออตามใจมึง กูขอนอนต่อละกัน ไงมึงก็ช่วยดูควายกูด้วยละกัน"

                "เอองั้นกูฝากกิ้งก่ามัดนี้ไว้กับมึงก่อนละกัน"

                เหมือนยามเย็นจะปลุกเขาตามเคย ขณะกิ้งก่าที่เพื่อนรักสมัยอนุบาลถูกฝูงมดขโมยดวงตาไปเรียบร้อยแล้ว

                เขาตื่นขึ้นมา ได้ยินเสียงเกราะที่คอควายอยู่ใกล้ๆ เหมือนกับมันมารอให้เขาพากลับบ้าน

                ย่ามถุงปุ๋ยเคมีแม่ถูกยกขึ้นสะพาย ก่อนความคิดเรื่องที่เพชรเพื่อนสมัยเรียนอนุบาลโผล่ขึ้นมา

เขาเริ่มลุกลนต้อนฝูงควายกลับบ้านด้วยความเป็นห่วงเพื่อน

พอถึงบ้าน เขาพบเพชร ชาติ เมธี สายเปล ไผ่ เพื่อนหัวโจ๊กครบทีม

ทุกคนกำลังกัดกินแตงโมอย่างเอร็ดอร่อย ซึ่งหากเดาไม่ผิดแตงโมนั่นน่าจะมาจากไร่ป้าแพรขี้หนืดอย่างแน่นอน 

                บ่อยครั้งที่เขาและเพื่อนสร้างเรื่องราวตามประสาเด็กที่ยังไม่รู้ผู้ใหญ่

ของเล่นในชนบทมีเหลือเฟือสำหรับพวกเขา

วันนี้เป็นครั้งแรกที่เขาปฏิเสธของเล่นที่เพื่อนชวน แต่ก็คงไม่เสมอไป

สำหรับของเล่นบางอย่างเขาก็ยังอยากเล่นเหมือนเดิม

บางทีเขาเองก็อดคิดไม่ได้ว่า  เมื่อไหร่หนาที่เขาจะวางของเล่นและโตเป็นผู้ใหญ่เสียที.