การเจริญเติบโตของพืชนั้นใช่ว่าจะต้องการแต่เพียง ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ซึ่งเป็นธาตุหลักแต่เพียงเท่านั้น ดังที่พฤติกรรมของพี่น้องเกษตรกรไทยเราได้ใส่เสริมเติมแต่งลงไปในดินเพื่อให้พืชตอบสนองต่อการเจริญเติบโตได้ตามที่เราต้องการโดยส่วนใหญ่จะมีแต่เพียง ยูเรีย 46-0-0,  16-20-0 และ 15-15-15, 25-7-7   ความจริงอีกด้านหนึ่งพืชนั้นยังคงต้องการธาตุรอง (แคลเซียม, แมกนีเซีย, กำมะถัน, ธาตุเสริม (เหล็ก, ทองแดง, แมงกานีส, สังกะสี, โบรอน, โมลิบดินั่ม, คลอรีน และ นิกเกิล) หรือแม้แต่ธาตุพิเศษอย่าง ซิลิก้า, ไคโตซาน ด้วยซึ่งพืชจะต้องใช้เป็นส่วนประกอบในการเร่งเจริญเติบโตทุกตัวเพียงแต่ปริมาณจะมากน้อยก็เรียงลำดับตามความสำคัญลงไป ความจริงธาตุอาหารหลักๆ ที่สำคัญอีกสามตัวอย่าง ออกซิเจน, คาร์บอน และไฮโดรเจน นั้นก็เป็นสิ่งที่พืชต้องการเป็นอย่างยิ่ง แต่มนุษย์ไม่ต้องใส่เสริมเพิ่มเติมลงไปเนื่องด้วยพืชสามารถที่จะดูดกินได้จากอากาศและน้ำได้เพียงพออยู่แล้ว

แร่ธาตุและสารอาหารที่พืชใช้นั้นก็จัดเป็นทรัพยากรธรรมชาติ คือเมื่อใช้แล้วก็จะหมดไปตามความสมดุลหรือสอดคล้องต้องกันกับการดูดกินของพืช เมื่อพบว่าพื้นที่ที่ผ่านการเพาะปลูกมาเป็นเวลายาวนาน และมีการใส่แต่เพียงธาตุอาหารหลักอย่าง ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม แต่เพียงอย่างเดียว นั้น ในระยะยาวสามารถที่จะสังเกตุเห็นด้วยตนเองได้อย่างชัดเจนว่าพืชจะให้ผลผลิตหรือเกิดการแตกกอต่อยอดไม่เหมือนเดิม คือ อาจจะชะงักงัน แคระแกร็น ผลผลิตติดผลน้อย เนื่องด้วยธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมนั้นมีไม่เพียงพอ ซึ่งในอดีตเราอาจจะคิดว่าธาตุอาหารปลีกย่อยเหล่านี้มีเพียงพอ โดยลืมคิดไปว่า เรามีการเพาะปลูกที่ต่อเนื่องยาวนาน ยิ่งพื้นดินที่มีแต่การใช้ปุ๋ยเคมีแต่เพียงอย่างเดียวด้วยแล้ว ธาตุอาหารปลีกย่อยเหล่านี้ก็จะมีน้อยลงมากขึ้นไปอีก เพราะแร่ธาตุอาหารปลีกย่อยนี้จะกำเนิดเกิดขึ้นได้ดีจากการย่อยสลายของจุลินทรีย์กับอินทรีย์วัตถุซึ่งก็คือปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกนั่นเอง เมื่อแร่ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมมีมากเพียงพอ ก็จะช่วยให้พืชนั้นนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างกิ่งก้านใบและผลิตดอกออกผลได้อย่างอุดมสมบูรณ์เพียงพอ

แต่ในกรณีที่พี่น้องเกษตรกรต้องการปรับปรุงบำรุงดินอย่างเร่งด่วนโดยสามารถที่จะสร้างเสริมแร่ธาตุอาหารรองและธาตุพิเศษอย่างซิลิก้าเข้าไปได้อย่างทันทีทันใดก็สามารถที่จะกระทำได้ เพียงแต่ใช้กลุ่มของหินแร่ภูเขาไฟที่ผ่านแรงกดดันและความร้อนมหาศาลมากกว่า 980-1,200 ล้านองศาเซลเซียส เมื่อระเบิดเปิดตัวออกมาจากใต้ชั้นเปลือกโลกก็จะทำให้เกิดรูพรุนมหาศาลเนื่องด้วยอากาศและน้ำระเหยออกไป และตัวเนื้อของ หินชั้นภูเขาไฟ, ลาวา ยังคงอยู่ในรูปที่เป็นเนื้อสุก (ไม่เหมือนหินหรือแกลบดิบ) จึงพร้อมต่อการย่อยสลายปลดปล่อยตัวเองให้กลายเป็นปุ๋ยแก่พืชไปทีละน้อย  (ชื่อการค้า : พูมิซัลเฟอร์) ช่วยทำให้รากของพืชได้รับอากาศและอ๊อกซิเจนในปริมาณเพิ่มขึ้น สิ่งมีชีวิตในดินอย่างไส้เดือน จุลินทรีย์ แอคติโนมัยซีท ก็สามารถที่จะกระทำกิจกรรมตามระบบธรรมชาติบวกกับ แร่ธาตุสารอาหารรองและเสริมต่างๆ จากหินแร่ภูเขาไฟเข้าไปด้วย จึงช่วยให้พืชเจริญเติบโตแข็งแรงได้อย่างแตกต่างจากพืชที่ได้รับแต่เพียงธาตุอาหารหลักเพียงอย่างเดียว

 

มนตรี  บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com