ถึงพี่น้องทุกคน ครับ
คืนวันนี้( ๒๘ พย.) กำนันสุเทพ ได้ออกมาตอกย้ำเรื่องเจตจำนงของการก่อกำเหนิด "สภาประชาชน" อันเป็นการโต้แย้งนายกฯยิ่งลักษณ์ที่อ้างว่าสภาประชาชนนั้นไม่มีในรัฐธรรมนูญ และดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ นักนิติศาสตร์คนสำคัญที่ได้ศึกษามาจากเยอรมันนีได้กล่าวตอกย้ำสิทธิ และหน้าที่ของพลเมืองตามมาตรา ๖๙ มาตรา ๗๐ และมาตรา๓ ของรัฐธรรมนูญ ว่าเราสามารถสร้าง "สภาประชาชน"ที่ปกป้องพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และมีอำนาจอธิปไตยที่จะปั้แต่งอนาคตและออกกฎหมายได้ ควบคุมรัฐบาลได้
หลัง จากที่ผมได้ครุ่นคิดทบทวน เรื่องสภาประชาชนและสมัชชาประชาชนและส่งความเห็นมาให้พวกเราได้พิจารณาไปแล้ว เมื่อวันก่อน วันนี้หลังจากที่กำนันสุเทพและอาจารย์กิตติศักดิ์ได้พูดถึงเรื่องนี้ ทำให้ผมต้องรีบเขียนถึงพี่น้องมิตรสหายอีกครั้ง..
ในข้อเขียนสุด ท้ายผมได้ย้ำเตือนเรื่องต้องระมัดระวังการทำ "เสียของ" คือทำ"สภาประชาชน"ที่เราปรารถนาจะให้เกิดนั้น ไม่ก่อเกิดพลังปัญญาและความสามารถพิเศษในการควบคุมทิศทางการพัฒนาแผ่นดิน ไทย เพราะเราไม่สามารถเลือกสรร กลั่นกรองคนดีมีความสามารถจากกลุ่มชนและอาชีพหลากหลายมาสู่สภาประชาชนได้ ผมได้เห็นบุคคลที่"เยี่ยนตำแหน่ง เยี่ยนสายสะพายและเยี่ยนเกียรติยศจอมปลอมมามาก ทำการออกแบบดีๆดังตัวอย่าง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจสังคม ที่มีการล้อบบี้ บล็อตโหวต กลุ่มอาชีพมาแล้ว..เราต้องไม่ให้ "สภาประชาชน"ทำผิดซ้ำเป็นอันขาด เพราะมันเท่ากับทำลายความตั้งใจและความหวังในการสร้างอนาคตของชาติให้เป็น อัมพาตไปเพราะเราไม่สามารถสร้างกระบวนการที่ไร้ช่องโหว่ป้องกันคน "เยี่ยนอำนาจและอัตตาสูง"มาเข้าสภาประชาชนได้..ผมจึงให้ความสำคัญของ สมัชชาหรือสภาที่ "ไม่เป็นทางการ"...ซึ่งจะเป็นการจัดตั้งตนเองแบบวิถีธรรมชาติ
แต่ วันนี้ผมพบว่านอกจาก สมัชชาประชาชนหรือสภาประชาชนที่ไม่เป็นทางการแล้ว เราจำเป็นต้องมีสภาประชาชนที่เป็นทางการในระดับชาติด้วย เพื่อควบคุมทิศทางการปฏิรูปการเมืองและปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยทุกด้าน อีกทั้งสภาประชาชนนี้ควรมีอำนาจในการออกกฎหมาย เพื่อทำให้นโยบายปฏิรูปดำเนินไปอย่างไม่หยุดยั้ง มีพลังและมั่นคง ไม่หมุนกลับมาสู่สภาพอำนาจเดิม สภาประชาชนจะวางรากฐานการปฏิรูปใหญ่ให้มั่น คง ทั้งเชิงโครงสร้างและกระบวนการ เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปให้ลุล่วงในระยะยาว เพราะมีบางเรื่องที่ทำได้ง่ายใช้เวลาไม่นาน แต่บางเรื่องเป็นเรื่องยากต้องใช้เวลานาน ดังนั้นสภาประชาชนที่ต้องทำงานให้สำเร็จเป็น"โครงการแห่งความหวัง"(project of hope) จึงต้องใช้เวลาประมาณ ๑ ถึง ๒ปี
ผมจึงใคร่ฝากให้เราช่วยกันครุ่นคิด สนทนาหารือกันถึง
๑)ที่มาของกลุ่มคนจากทุกสาขาอาชีพที่จะส่งตัวแทนมาเข้าสู่ภาประชาชน
๒)จำนวนที่เหมาะสม ที่ไม่น้อย แต่ไม่มากจนเกินไปจนทำให้สภาฯทำงานยาก ทำให้ปริมาณและคุณภาพ ไมสมดุลกัน
๓) กระบวนการสรรหา และเลือกสรร หรือเลือกตั้งแบบใด ที่ได้คนที่ตั้งใจทำงานเพื่อชาติโดยไม่หวังผลตอบแทนทางการเมือง และผลประโยชน์ส่วนตัว
๔) หลักการ ปรัชญาและจิตวิญญาน รวมทั้งกฎ กติกา มารยาทของการประชุม ที่จะได้ทั้งคุณภาพในทุกๆด้าน
๕) โครงสร้างที่สร้างสรร (innovative infrastructure)และโปร่งใส ที่จะเอื้ออำนวยการทำงานของสภาประชาชน ในสถานการณ์ที่ไม่ปรกติ หรือในสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่าน (Phase of Transition)
อยากฝากพวก เราแต่ละจังหวัด แต่ละองค์กร ช่วยตั้งวง dialog แล้วเสนอข้อสรุปมาทางผมภายใน ๗ วัน (ขอร้องอย่าคิดคนเดียว ไม่มีใครจะเห็นรอบด้าน)
ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์
๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕