สัญญาประชาคมและทุนนิยม

BM.chaiwut
ประเด็นนี้ ผุดขึ้นเมื่อวาน ว่าจะเขียนเล่า แต่บังเอิญญาติโยมมาธุระ จึงเลือนหายไป... วันนี้ ก็ผุดขึ้นมาอีก จึงคิดว่า เขียนเล่าๆ บ่นๆ ไว้ คงจะดีกว่าย้ำคิดย้ำตรองอยู่ตามลำพัง...

ก่อนที่จะเล่าเข้าประเด็น ก็ขอโฆษณาตัวเองก่อน ตอนเรียนวิชารัฐศาสตร์เบื้องต้นนั้น สมภารได้ A รูปเดียวในห้อง ซึ่งรู้สึกว่าฟูใจมาก นึกถึงเมื่อไหร่ก็เป็นปลื้มเมื่อนั้น... แต่พอมาเรียนวิชาปรัชญาการเมือง ก็ต่างไปอีกแบบ กล่าวคือ กลางภาคเรียนนั้น อาจารย์ให้เขียนบทความเพื่อเป็นคะแนนเก็บ เรื่องอะไรก็จำไม่ได้แล้ว ซึ่งปรากฏว่า อาจารย์ได้นำบทความที่สมภารส่งไปนั้น มายกย่องแล้วขยายความเพิ่มเติมในห้อง แต่ปรากฏว่า ตอนสอบนั้น สมภารกลับไม่ได้ A วิชานี้ ก็มาพิจารณาตัวเอง อาจเป็นเพราะตอนสอบนั้น สมภารกลับเขียนคัดค้านความเห็นในบทความที่เสนออาจารย์ไปในครั้งแรก

มาเข้าประเด็น ในวิชารัฐศาสตร์มีการศึกษาเรื่องการกำเนิดรัฐ ก็มีความเห็นของโทมัส ฮอบส์ ซึ่งมีแนวคิดว่า มนุษย์มีความกระหายอำนาจ แต่ถ้าทุกคนต่างก็แก่งแย่งอำนาจ โลกนี้ก็จะเกิดมิคสัญญี นั่นคือ รบราฆ่าฟันกันไม่สิ้นสุด ดังนั้น ทุกคนจึงมอบอำนาจนี้ให้ใครคนหนึ่ง และคนนี้ก็จะเป็นผู้มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวอย่างเบ็ดเสร็จ ไม่มีการเรียกร้องอำนาจคืนมา... แนวคิดนี้ เรียกว่า "ทฤษฎีสัญญาประชาคม โดยไม่มีเงื่อนไข"

ต่างจากแนวคิดของ จอห์น ล็อค ซึ่งเขามีความเห็นแย้งว่า อำนาจยังเป็นของคนทุกคนอยู่ เพียงแต่มอบให้ใครบางคนไปใช้แทนเท่านั้น แต่เมื่อไหร่ ผู้ใช้อำนาจนั้น ไม่เป็นที่พอใจ ทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องอำนาจคืนมา... แนวคิดนี้ เรียกว่า "ทฤษฎีสัญญาประชาคม โดยมีเงื่อนไข"

สมภารดูข่าวและติดตามเหตุการณ์บ้านเมืองตอนนี้ ก็รู้สึกว่า ทฤษฎีสัญญาประชาคมโดยมีเงื่อนไข ของจอห์น ล็อค กำลังเป็นไปในการเมืองไทยตอนนี้...

พักประเด็นนี้ไว้ ก็นึกถึงแนวคิดของคาล มาร์ก เกี่ยวกับทฤษฎีปฏิพัฒนาการ ซึ่งจำแนกเป็น ๔ ยุค กล่าวคือ "ยุคสังคมบุพกาล" ในสมัยแรกสุดของมวลมนุษย์ ทุกคนทำงาน ทุกคนจึงได้กิน ได้ผลประโยชนฺ์ร่วมกัน... ต่อมา ก็มีมนุษย์บางคน ที่ไม่ทำ แต่ก็ได้กิน และได้รับผลประโยชน์ เช่น หัวหน้าเผ่า หรือหมอผีประจำเผ่า สมัยนี้เรียกว่า "ยุคศักดินา"... และต่อมา ศักดินาคือหัวหน้าเผ่าหรือหมอผีประจำเผ่าเหล่านั้น ก็ค่อยๆ พัฒนาการตัวเองไปจนรวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของตนเอง คนอื่นๆ คล้ายๆ จะเป็นเพียงลูกจ้างหรือทาสที่รับใช้สนองความต้องการของพวกเค้าเท่าน้้น สมัยนี้เรียกว่า "ยุคทุนนิยม"... ส่วนสมัยสุดท้ายตามแนวคิดของคาล มาร์ก คือ "ยุคคอมมิวนิสต์" ทุกสิ่งเป็นของสังคม หรือทุกสิ่งเป็นของทุกคน ไม่มีใครเหนือกว่า อะไรทำนองนี้ แนวคิดของมาร์กยังไม่ถึงยุคนี้ เพราะประเทศคอมมิวสต์ปัจจุบัน ก็หวนกลับมาใช้แบบทุนนิยมอยู่...

มาดูเหตุการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน สมภารคิดว่า ระบบทุนนิยมเข้ามาครอบงำและมีอิทธิพลทางการเมืองมากเกินไป ทำให้มีการเรียกร้องอำนาจคืนจากประชาชนตามนัยสัญญาประชาคมโดยมีเงื่อนไข... ขณะที่การนำเสนอรูปแบบการปกครอบแบบใหม่ที่เรียกกันว่า "พิมพ์เขียว" นั้น เมื่ออ้างประชาชน โดยต่อต้านรูปแบบประชาธิปไตยที่เป็นอยู่ตอนนี้ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเอนเข้าไปหาคอมมิวนิสต์ตามแนวคิดของมาร์ก ?

แต่สมภารว่า "เป็นไปไม่ได้" ... เล่าๆ บ่นๆ มาก็ยาวเกินแล้ว ทำให้นึกถึงเรื่องเล่าที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร) เคยเขียนถึงสมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณณโก) ทำนองว่า ตอนที่ยังเป็นพระหนุ่ม ยังเป็นพระมหาฟื้น พระมหาธีร์ อยู่นั้น ก็ไปเรียนบาลีร่วมกันในพ.ศ. ๒๔๗๕ ซึ่งตอนนั้น "คณะราษฎร์" กำลังจะเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย... พระเดชพระคุณเล่าว่า บรรดาพระหนุ่มๆ สมัยนั้น ซึ่งก็สนใจการเมืองเหมือนกัน ต่างก็คิดว่า ต่อไป บ้านเมืองคงจะสุขสงบ... ก็มีแต่พระมหาธีร์รูปเดียว ที่มีความเห็นแย้งว่า ต่อไป มันจะรบกัน ทะเลาะกัน... พระเดชพระคุณเล่าว่า ตอนนั้น ไม่มีใครเห็นด้วยกับพระมหาธีร์ แต่ต่อมาเหตุการณ์ก็เป็นอย่างที่พระมหาธีร์ หรือสมเด็จพระธีรญาณมุนี ได้วิจารณ์ไว้....

เหตุการณ์ปัจจุบันจะดำเนินไปอย่างไรก็ตาม แต่สมภารคิดว่า บ้านเมืองคงจะยากที่จะสงบสุขได้ ยังคงวุ่นวายเรื่อยๆ แม้สมภารมรณภาพไปแล้ว น่าจะยังคงไม่สงบสุข ยังคงวุ่นวายต่อไป....

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ปรัชญาและศาสนา

คำสำคัญ (Tags)#ทุนนิยม#สัญญาประชาคม#จอห์น ล็อค#โทมัส ฮอบส์

หมายเลขบันทึก: 554729, เขียน: 28 Nov 2013 @ 09:43, แก้ไข, 07 Dec 2015 @ 09:03, สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, ดอกไม้: 3, ความเห็น: 4, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (4)

ชนะ
เขียนเมื่อ 28 Nov 2013 @ 11:07

กราบนมัสการครับ ผมคิดว่าทุกอย่างต้องมีทางออก ปัญหาต้องมีทางแก้ เสมือนโจทย์คณิตศาสตร์ที่เราคิดออกเสมอ แต่นี้เป็นโจทย์ของสังคมที่พวกเราทุกคนต้องช่วยกันครับ ...เป็นกำลังใจให้

ผมก็คิดว่าอีกนานเท่านานครับ มนุษย์คาดหวังจะเห็นสันติภาพ แต่สัญชาติญาณของมนุษย์ต้องการทำสงคราม.....

มะนาวหวาน
เขียนเมื่อ 29 Nov 2013 @ 12:33

นมัสการพระอาจารย์ค่ะ

กราบขอบพระคุณค่ะ หนูอ่านแล้วได้ความรู้ทางรัฐศาสตร์และ "ตรง"กับ"เป็น" อย่างที่พระอาจารย์บันทึกเลย

ได้แต่สวดมนต์ และขอให้ธรรมะชนะอธรรม ไม่ว่าจะในใจเราหรือชาติบ้านเมืองค่ะ

"พี่หนาน"
เขียนเมื่อ 29 Nov 2013 @ 18:25

ปฏิพัฒนาการทางรัฐศาสตร์ที่พระอาจารย์กล่าวถึงคล้ายกับเหตุการณ์ที่เกิดในตอนท้ายของอัคคัญญสูตรเหมือนกันนะครับ..."ยุคสังคมบุพพกาล...ยุคศักดินา...ยุคทุนนิยม...ยุคคอมมิวนิสต์"...และตอนนี้ก็วนกลับมาเป็นยุคทุนนิยมแบบมีเงื่อนไข...ไม่ใช่ประชาธิปไตยนะครับ...และหรือเผด็จการรัฐสภาหากมีสมาชิกสภาแบบพวกมากลากไปแบบนี้...อะไรก็เกิดขึ้นได้