เริ่มต้นนั่่งสมาธิ

           ปล่อยวางความคิด นึก  ถึงเรื่องราวต่าง ๆ ให้หมดไปจากใจ ทำสติให้จับกับความรู้สึกอยู่ที่กายอาการสามสิบสอง ทำความรู้สึกนึกคิดเห็นตัวเราว่าขณะนั่งอย่างไร......เรานั่งเอาขาขวาทับกับขาซ้ายก็ทำความรู้ว่าเรานั่งขาขวาทับขาซ้าย เรานั่งแล้วเอามือขวาทับมือซ้ายก็ให้รู้ว่าเรานั่งมือขวาทับมือซ้าย เรานั่งตัวตรงก็รู้ว่าเรานั่งตัวตรง เรานั่งหลับตาก็รู้ว่าเรานั่งหลับตา สรุปแล้วก็คือให้เรานึกเห็นตัวเราอยู่ตลอดเวลาว่างั้นเถอะ......ต่อไปเราก็น้อมจิตนึกเห็นใบหน้าของเราว่ามีลักษณะอย่างไร นึกเห็นตั้งแต่ศีรษะลงมาจรดปลายเท้า นึกเห็นรอบตัวเราเองแล้วมาพิจารณาอยู่ที่ใบหน้า นึกเห็นคิ้ว เห็นตา เห็นหูทั้งสองข้าง นึกเห็นปาก เห็นคาง นึกเห็นปลายจมูก นึกเห็นลมหายใจเข้า – ออก หายใจเข้าก็นึกว่าเราหายใจเข้า หายใจออกก็รู้ว่าหายใจออก หายใจออกยาวก็รู้ว่าหายใจออกยาว หายใจเข้าสั้นและออกสั้นก็รู้ทุกขณะ ทุกลมหายใจเข้าออก ทำความรู้สึกอยู่ที่ปลายจมูกทุกขณะ กำหนดอยู่ที่สองช่องจมูก หายใจเข้านึกว่า..พุท  หายใจออกนึกว่า ..โธ ..จนรู้อยู่แต่...พุทโธ ทุกลมหายใจเข้าออก นึกเห็นแต่ปลายจมูกสว่างเสมอไป

                    ระยะแรกนั้นการปฏิบัติฝึกกำหนดลมหายใจเข้าออกยาว ๆ  เพราะสติของเรายังอ่อนอยู่ ขณะนั่งอยู่นั้นกายสงบก็ทำความรู้ว่า " กายสงบ "  ใจสงบก็ทำความรู้ว่า " ใจสงบ "  สงบอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ทำความรู้อยู่ตลอดเวลา สุข เกิดก็รู้ ทุกข์ เกิดก็รู้ ไม่สุขไม่ทุกข์เกิดก็รู้ ทำความรู้ทั้งกายใจอยู่อย่างนี้บางครั้งทุกข์กายแต่สุขใจก็มี คิดดีก็รู้ รู้แล้วเฉย คิดชั่วรู้แล้วเฉย อะไรที่เกิดขึ้นทุกอย่าง ให้เราทำความเฉยให้เกิดขึ้นตลอดเวลา ทำเฉย ๆให้มากเท่าไรยิ่งดี จิตจะได้ตั้งมั่นได้รวดเร็ว อยู่นาน ๆ เข้าจิตก็เกิดสมาธิ แนบแน่นจนกายเบา จิตเบา หากพลั้งเผลอไปก็ดึงสติกลับมาตั้งไว้ ณ จุดเดิม ปฏิบัติอยู่เช่นนี้จนเป็นนิสัย  ลมหายใจก็จะละเอียดประณีต กายก็เบา ใจก็สบาย ในช่วงนี้หากคำภาวนา " พุท  -  โธ "ได้ละไปแล้วก็ให้พิจารณาลมหายใจเข้า – ออกเพียงอย่างเดียว ( คำว่า พุท – โธ จะหยุดรำลึกไปเองโดยธรรมชาติ อย่าหวนคำรำลึก หรือทวนความรู้สึกใด ๆ ขึ้นมาอีก )เมื่อกระแสจิตกลมกลืนกับความรู้สึกของเราเข้ากันดีแล้ว.....จิตจะนิ่งเป็นอิสระ ความเป็นสุขจะเกิด ปัญญาจะรู้เอง เห็นเอง สัมผัสได้ด้วยจิตของเราเอง......

                    การปฏิบัตินั่งสมาธิ ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติอย่าเคร่งเครียดเอาจริงเอาจังจนเกินไป หรืออ่อนเกินไป ควรทำใจให้สบาย ๆ ปฏิบัติสม่ำเสมอ จะเป็นเวลาเช้า เย็น หรือค่ำ สุดแต่ความสะดวกของตนเอง ใช้เวลาฝึกเพียงวันละครั้ง อย่าได้ขาด  ใช้เวลาฝึกวันแรกเพียง ๑๐ – ๑๕  นาที วันต่อไปเพิ่มขึ้นเป็นวันละ  ๒๐ – ๓๐ นาที จนถึง ๑ ชั่วโมง เป็นประจำทุกวัน  สิ่งสำคัญที่สุดในขณะที่เราฝึกสมาธิ อย่ามุ่งจิตคิดแต่จะเห็นนิมิตร เพราะอาจจะทำให้ตัวของเราสร้างจินตนาการไปเอง และการปฏิบัติควรปฏิบัติทุกวันอย่างน้อยวันละครั้งอย่าได้ขาด ครั้งละจะนานเท่าไรก็ขอให้จิตสงบก็เป็นพอ แต่หากคราวใดปฏิบัติไปแล้วจิตยังไม่สงบ ก็อย่ากังวล อย่าท้อใจ จงปฏิบัติไปเรื่อย ๆ และทุกวันก็จะสมเจตนา

                    สิ่งสำคัญยิ่งใหญ่ในชีวิต   คือทำจิตของตนให้ผ่องใส
        ไม่โลภ โกรธ หลง มัวเมา เอาสิ่งใด  รักษาใจได้สุขสันติ์นิรันดร

 

   วิธีการออกจากสมาธิ.....ก่อนจะเลิกจากการนั่งสมาธิ ให้มาพิจารณากาย ใจ ของเรา ตั้งแต่เบื้องบน คือปลายผม ลงสุดเบื้องล่าง คือปลายเท้า แล้วย้อนกลับจากปลายเท้าให้ถึงเบื้องบน คือปลายผม พิจารณารู้รอบตัวเอง ทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมด้วยการออกจากสมาธิ ให้จิตของเราพิจารณารูปตัวเองทั้งกายภายนอกภายใน....เมื่อรู้สึกตัวพร้อมแล้วค่อย ๆ เคลื่อนมือขวามาวางที่หัวเข่าด้านขวา เคลื่อนมือซ้ายวางที่หัวเข้าด้านซ้าย ( ทำช้า ๆ  และให้รู้สึกตัวว่าทำด้วย ) แล้วค่อย ๆ ยกมือขวาขึ้นมาระหว่าอก ยกมือซ้ายขึ้นตามมาพนมมือแบบดอกบัวตูม  แผ่เมตตาไม่มีประมาณให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ตลอดจนเจ้ากรรมและนายเวร ทั้งในอดีตชาติหรือปัจจุบันชาติจนถึงอนาคตชาติ พร้อมตั้งจิตอธิษฐานอโหสิกรรม อย่าได้เบียดเบียนและจองเวรต่อกันและกันเลย และให้ตั้งสัจอธิษฐานทำจิตตั้งมั่นในคุณความดีที่เราจะประพฤติปฏิบัติธรรมะให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป......
ตั้งใจอธิษฐานจิตของเราทุกครั้ง เมื่อจะออกจากสมาธิ.....การฝึกสมาธิทุกวัน อย่างน้อยเดินจงกรม ๓๐ นาที ทำสมาธิ ๓๐ นาที นาน ๆ ไปสมาธิจะค่อย ๆ เกิดขึ้น จิตก็จะสงบขึ้นเรื่อย ๆ ความสุขก็จะเกิด หาทางดับทุกข์ที่เกิดกับใจได้อย่างไม่ยาก.....สาธุ

       วันนี้อีตาลุงเหมยขอคุยกับท่านกัลยาณธรรมและรัตนมิตรทุกท่านเพียงแค่นี้ก่อนนะ ลุงจะไปวัดหาหลวงตาก่อน วันหน้าจะได้นำเรื่องราวดี ๆ มาคุยต่อ..ขอสัจธรรมจงตั้งมั่นในดวงจิตของทุกท่าน...เทอญ....