จดหมายถึงแม่ ฉบับที่ ๙


                                                                       

                                                                                      เมืองเชนไน ประเทศอินเดีย

                                                18 พฤษภาคม 2552

 

กราบเท้ามายังคุณแม่  ที่เคารพอย่างสูง

                คุณแม่อยู่ทางบ้านเป็นอย่างไรบ้าง คงสบายดีนะ ส่วนผมอยู่ทางนี้ก็สบายดีเหมือนเดิม ทางบ้านไม่ต้องเป็นห่วง พี่ ๆ และหลาน ๆ ทุกคนเป็นอย่างไรบ้างสบายดีหรือเปล่า ฝากบอกด้วยว่าผมคิดถึงทุก ๆ คน ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับผมในช่วงระยะที่ผ่านมา ผมได้จัดการแก้ไขได้เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้จึงไม่มีปัญหาอะไรที่ต้องหนักใจ สำหรับประเทศอินเดียตอนนี้อยู่ในช่วงฤดูร้อน อากาศที่นี้ร้อนกว่าบ้านเรามาก อุณหภูมิสูงถึง 40-45 องศาเซลเซียส ช่วงบ่ายจะไม่มีใครออกนอกบ้านหรือสำนักงานเพราะแดดร้อนสุด ๆ และที่ผ่านมาอินเดียก็มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร พรรครัฐบาลที่บริหารประเทศมา คือ พรรคคองเกรสที่มีนางโซเนีย คานธี เป็นฝ่ายกำชัยชนะอีกครั้ง ซึ่งการเมืองที่นี้ไม่ค่อยมีอะไรวุ่นวายเหมือนบ้านเรา เพราะเขาเล่นตามกฎตามกติกาของระบอบประชาธิปไตย คาดว่าอดีตนายกรัฐมนตรี ดร.มันโมหัน ซิงห์ จะไดกลับมาเป็นนายกอีกสมัย

               สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาที่ผมจะเล่าให้คุณแม่ฟัง คือ เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา อาจารย์สาครได้เดินทางมาสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ในการศึกษาระดับปริญญาเอก ที่สถาบันการศึกษาปรัชญาชั้นสูงของศาสนาคริสต์ ชื่อว่าสถาบันสัตยา นิลายัม (Satya Nilayam) ซึ่งเป็นสถาบันที่อยู่ใต้การควบคุมของมหาวิทยาลัยมัทราสที่ผมเรียนอยู่ ซึ่งอาจารย์สาครก็สอบผ่านเรียบร้อยแล้ว โดยมาพักอยู่กับผมหนึ่งอาทิตย์ และเดินทางกลับเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2552 ทราบข่าวว่าตอนนี้กำลังสมัครสอบเข้าเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎเลย 

           เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคมที่ผ่านมา ผมได้ไปต่อวีซ่าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของเชนไน (Immigration Office) ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ต่อวีซ่าให้ผมไปจนถึงวันที่ 6 พฤษภาคม 2553 โดยในการดำเนินการต่อวีซ่าผมไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้นและได้รับการบริการเป็นอย่างดีจากเจ้าหน้าที่ของอินเดีย หลังจากนั้น วันที่ 11 พฤษภาคม ผมได้จ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษาประจำปีการศึกษา 2552-2553 ซึ่งในระดับปริญญาเอกจะมีการจ่ายค่าธรรมเนียมปีละครั้ง โดยปกตินักศึกษาต่างชาติจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการศึกษาปีละ 30,000 รูปี ส่วนนักศึกษาชาวอินเดียจะเสียค่าธรรมเนียมปีละ 6,000 รูปี แต่ในเรื่องนี้ทางสถานกงสุลใหญ่ประจำเมืองเชนไนได้เจรจาต่อรองกับอธิการบดีเพื่อขอลดค่าธรรมเนียมของนักศึกษาไทยให้เท่ากับนักศึกษาต่างชาติที่มาจากประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ นั่นคือมหาวิทยาลัยจะลดให้ 40 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นนักศึกษาไทยจึงได้จ่ายเพียง 18,000 รูปี ซึ่งการจ่ายค่าธรรมเนียมของผมครั้งนี้เป็นการจ่ายค่าธรรมเนียมของปีที่สาม เป็นปีสุดท้ายตามหลักสูตร เป็นการจ่ายครั้งสุดท้ายของผม

       สำหรับเรื่องการศึกษานั้น มีโอกาสที่จะจบภายในสามปี อย่างที่ผมเล่าให้พี่ภาณีฟัง คืออาจารย์ที่ปรึกษาของผม ศ.ดร. อาร์. โคปาลกฤษณัน ท่านเป็นหัวหน้าภาควิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยมัทราส เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของนักศึกษาไทยมาหลายคน ผมกับอาจารย์ประยูรเป็นลูกศิษย์ของท่านรุ่นสุดท้ายก่อนเกษียณ เพราะท่านจะเกษียณอายุราชการในเดือนมิถุนายน 2553 ที่จะถึงนี้ ส่วนอายุการศึกษาของผมก็จะครบหลักสูตรตามระยะเวลา 3 ปี ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2553 นี้ เพราะฉะนั้นท่านจึงน่าจะสนับสนุนช่วยเหลือให้ผมจบตามกำหนดเวลา เพราะงานวิทยานิพนธ์ของผมก็ส่งให้ท่านตรวจตามขั้นตอนทุกบท ดังนั้นท่านจึงน่าจะอนุมัติให้ผมส่งวิทยานิพนธ์ต่อมหาวิทยาลัยก่อนที่ท่านจะเกษียณอายุราชการ เพื่อขอเข้าสู่กระบวนการสุดท้ายของการศึกษาปริญญาเอก คือการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ และการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ที่เรียกว่า การสอบแบบ public viva voce examination

                ส่วนอีกเรื่องที่ผมไม่ค่อยสบายใจ คือ เรื่องที่ผมได้รับแรงกดดัน เพราะงานวิทยานิพนธ์ของผมไปเร็วกว่าคนอื่น จริง ๆ แล้วยังมีนักศึกษาไทยอีกท่านที่เขียนวิทยานิพนธ์เสร็จแล้ว คือ อาจารย์พระมหาสมศักดิ์ เพราะภาษาอังกฤษของท่านดีมาก ซึ่งท่านก็ช่วยเหลือให้คำแนะนำการเขียนวิทยานิพนธ์แก่นักศึกษาไทยมาหลายคน ตอนแรกก็ไม่มีใครสนใจ แต่ตอนนี้ทุกคนมองมาที่ผม ผมจึงบอกไปว่าผมจะไม่อาจแนะนำการทำวิทยานิพนธ์ให้แก่ใครได้ เพราะผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องการทำวิทยานิพนธ์นี้ ผมได้ช่วยพระนักศึกษาไทยท่านหนึ่ง เหตุที่ผมช่วยท่านเพราะท่านเป็นนิสิตมหาจุฬาฯ รุ่นเดียวกัน ตอนนี้ท่านเป็นอาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และอีกอย่างท่านก็เป็นเพื่อนสนิทของอาจารย์พระมหาพิน พุทฺธวิริโย และเคยอยู่วัดอินทารามมาก่อน ขณะนี้ท่านเรียนปริญญาเอกอยู่ที่มหาวิทยาลัยไมซอร์ ซึ่งผมก็ได้ให้การช่วยเหลือท่านโดยการหาข้อมูล และตำราทางวิชาการที่เกี่ยวกับงานวิทยานิพนธ์ของท่าน หนังสือส่วนใหญ่เกี่ยวกับงานวิจัยของท่าน ก็ได้ไปจากการช่วยของผม ในบางครั้งเวลาที่ท่านมีธุระมาที่เมืองเชนไน ท่านก็มาพักอยู่กับผม โดยผมก็อำนวยความสะดวกแก่ท่านเพื่อการสืบค้นข้อมูลและแลกเปลี่ยนความรู้กับอาจารย์และนักศึกษาที่เมืองเชนไน ถือว่าเป็นโอกาสดีของผมที่ได้ช่วยเหลือท่านเล็ก ๆ น้อย ๆ

          สุดท้ายนี้ ผมขออ้างอิงเอาคุณพระศรีรัตนตรัย คือ คุณพระพุทธ คุณพระธรรมและคุณพระสงฆ์ ตลอดทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายมาช่วยอภิบาลรักษาให้คุณแม่มีแต่ความสุข ปราศจากอุปัทวันตรายทั้งหลาย และปราศจากโรคาพยาธิทั้งปวง ขอให้คุณพี่และหลาน ๆ ทุกคน จงมีแต่ความสุขความเจริญ คิดหวังสิ่งใดที่เป็นไปโดยชอบ ก็ขอให้สำเร็จสมปรารถนาทุกประการ

 

 

 

ด้วยความรักและเคารพอย่างสูง

บรรพต แคไธสง

 

หมายเลขบันทึก: 554431เขียนเมื่อ 24 พฤศจิกายน 2013 07:57 น. ()แก้ไขเมื่อ 11 สิงหาคม 2019 16:24 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (1)

ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องค่าใช้จ่ายสำหรับผู้สนใจเดินทางไปศึกษาที่อินเดียใต้ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมัทราสขึ้นค่าธรรมเนียมการศึกษา 100 เปอร์เซ็นต์ คือ ปีละ 60,000 รูปี ส่วนค่าครองชีพไม่แตกต่างจากเมืองไทยคือ เดือนละประมาณ 10,000 รูปี เพราะฉะนั้น ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 190,000 รูปีต่อหนึ่งปีการศึกษาครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี