เป็นประจำทุกปีที่เราจะได้เห็นการรายงานผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก (World university ranking) ซึ่งหน่วยงานซึ่งเป็นเจ้าของรายงานผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกที่มักได้รับความสนใจจากทั่วโลกนั้นก็น่าจะเป็น Times Higher Education (THE) และ Quacquarelli Symonds (QS) ซึ่งก่อนหน้านั้น THE เคยร่วมมือกับ QS ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกมาตั้งแต่ปี 2004 ในชื่อ Times Higher Education–QS World University Rankings ทั้งสองรายเพิ่งแยกกันออกไปทำการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกของแต่ละเจ้าในปี 2010 โดย THE เปลี่ยนมาร่วมกับ Thomson Reuters ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกโดยได้ร่วมกันคิดค้นตัวชี้วัดขึ้นมาใหม่ ในการจัดอันดับและเผยแพร่ The Times Higher Education World University Rankings ตั้งแต่ปี 2010 จนถึงปัจจุบัน ดังนั้นผลการจัดอันดับครั้งล่าสุดที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2013 ที่ผ่านมาจึงเป็นผลการจัดอันดับต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ที่ THE ร่วมกับ Thomson Reuters ส่วน QS นั้นก็ยั้งคงใช้ตัวชี้วัดเดิมที่เคยจัดอันดับร่วมกับ THE มาจนถึงปัจจุบันในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกในชื่อ QS World University Rankings® โดยมีสื่อยักษ์ของอเมริกาอย่าง US News & World Report และ Chosun Ilbo ของประเทศเกาหลีใช้ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกไปเผยแพร่ในสื่อของตนเอง ตัวชี้วัด (Indicators) ของ The Times Higher Education World University Rankings และ QS World University Rankings® สรุปไว้ในตาราง
QS World University Ranking
Academic Reputation 40%
Employer Reputation 10%
Faculty per Student 20%
Citations per Faculty 20%
International Faculty 5%
International Students 5%
THE World University Ranking
Teaching 30%
Total student/Academic staff 4.5%
PhD/Bachelor 2.25%
PhD/Academic staff 6.0%
Teaching reputation survey 15.0%
Institution income/Academic staff 2.25%
Research 30%
Scholarly paper/Academic staff 6.0%
Research income /Academic staff 6.0%
Research reputation survey 18.0%
Citation 30 %
Citation/Papers 30.0%
International Outlook 7 .5%
International/Domestic staff 2.5%
International/Domestic student 2.5%
International co-authorship 2.5%
Industry Income 2.5%
ตัวชี้วัดที่ QS ใช้ในการจัดอันดับนั้นนอกจากจะเน้นไปในเรื่องภาพโดยรวมของสถาบันการศึกษาที่นำมาจัดอันดับแล้ว ยังมีการวัดถึงมุมองของผู้จ้างงานที่มีต่อผู้ที่จบจากสถาบันการศึกษาต่างๆด้วย โดยสำรวจจากนายจ้างทั่วโลกให้ระบุชื่อสถาบันการศึกษาที่นายจ้างเหล่านั้นคิดว่าผลิตแรงงานลูกจ้างได้ดีที่สุด ในขณะที่ ตัวชี้วัดที่ THE ใช้นั้นเน้นไปที่เฉพาะภาพโดยรวมของสถาบันการศึกษาเท่านั้น
อย่างไรก็ตามตัวชี้วัดของทั้ง QS และ THE นั้นมีทั้งตัวชี้วัดวัดเชิงคุณภาพ (Qualitative Indicators) และตัวชี้วัดเชิงปริมาณ (Quantitative Indicators) ตัวชี้วัดวัดเชิงคุณภาพ
(Qualitative Indicators) นั้นคือตัวชี้วัดที่เกี่ยวกับข้อมูลที่เป็นนามธรรม (Subjective) เป็นการสำรวจความคิดเห็นหรือความพึงพอใจ (Satisfaction survey) ดังนั้นผลการสำรวจจึงขึ้นกับตัวของผู้ที่เราไปสอบถามความคิดเห็นเป็นหลัก ซึ่งอาจมีเรื่องของอคติหรือความลำเอียงของผู้ตอบแบบสำรวจมาเกี่ยวข้องได้สูง
ตัวชี้วัดของ QS ที่เป็นตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ ได้แก่ ความมีชื่อเสียงด้านวิชาการ (Academic reputation) และ ความมีชื่อเสียงของผู้ที่จบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาจากความคิดเห็นของนายจ้าง (Employer reputation) ทั้งสองตัวชี้วัดมีค่าน้ำหนักรวมกันถึง 50% หรือครึ่งหนึ่งของค่าน้ำหนักจากตัวชี้วัดทั้งหมดโดยเป็นความมีชื่อเสียงด้านวิชาการ (Academic reputation) ถึง 40% มากที่สุดในตัวชี้วัดต่างและอีก 10% เป็นความคิดเห็นของนายจ้าง (Employer reputation)
ส่วนตัวชี้วัดของ THE ที่เป็นตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ ได้แก่ ชื่อเสียงด้านการเรียนการสอน (Teaching reputation) กับ ชื่อเสียงด้านการวิจัย (Research reputation) ซึ่งมีค่าน้ำหนัก 15% และ 18% ตามลำดับ รวมเป็นค่าน้ำหนักที่จากตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ 33% ของค่าน้ำหนักจากตัวชี้วัดทั้งหมด
เมื่อพิจารณาตัวชี้วัดจะเห็นได้ว่าตัวชี้วัดด้านความมีชื่อเสียงด้านวิชาการ (Academic reputation) ของ QS นั้นเป็นการสำรวจความคิดเห็นที่คลอบคลุมทั้งในด้านการเรียนการสอนและการวิจัยของนักวิชาการจากทั่วโลก ซึ่งก็คล้ายกับตัวชี้วัดชื่อเสียงด้านการเรียนการสอน (Teaching reputation) กับ ชื่อเสียงด้านการวิจัย (Research reputation) ของ THE รวมกัน และเมื่อเปรียบเทียบดูค่าน้ำหนักของ QS ที่ให้ผลสำรวจความมีชื่อเสียงด้านวิชาการ (Academic reputation) เท่ากับ 40% ค่าน้ำหนักกับค่าน้ำหนักของ THE ที่ให้ผลสำรวจชื่อเสียงด้านการเรียนการสอน (Teaching reputation) กับ ชื่อเสียงด้านการวิจัย (Research reputation) รวมกันเท่ากับ 33% ก็เท่ากับว่าค่าน้ำหนักของตัวชี้วัดด้านดังกล่าวของ QS มากกว่า THE เพียงแค่ 7% เท่านั้น ทาง QS อ้างว่าผลสำรวจดังกล่าวมาจากการตอบกลับของนักวิชาการทั่วโลกประมาณ 62,000 คน ส่วน THE นั้นได้รับการตอบกลับผลสำรวจด้านชื่อเสียงด้านการวิจัยจากนักวิชาการทั่วโลกมาประมาณ 10,000 คนและมีการตอบกลับผลสำรวจด้านชื่อเสียงด้านการเรียนการสอนประมาณ 16,639 คน ตามหลักสถิติว่าด้วยกฎของจำนวนมาก LAW OF LARGE NUMBER คือการคาดคะเนหรือคำนวณโอกาสของความน่าจะเป็นจะมีความน่าเชื่อถือสูงขึ้น หากจำนวนของตัวอย่าง (ข้อมูล) ที่ใช้ในการพยากรณ์นั้นมีมากขึ้น ดังนั้นถึงแม้ว่าการสำรวจจากความคิดเห็นของนักวิชาการในเรื่องชื่อเสียงทางวิชาการและการเรียนการสอนของแต่ละสถาบันอาจมีความลำเอียงจากผู้ตอบแบบสำรวจ แต่จากการที่ผลสำรวจนั้นมาจากนักวิชาการจำนวนมากทั่วโลกก็จะช่วยลดความเบี่ยงเบนที่เกิดจากอคติและความลำเอียงได้
อย่างไรก็ตามต้องพิจารณาประกอบด้วยว่านักวิชาการในกลุ่มตัวอย่างที่ตอบกลับผลสำรวจนั้นมีการกระจุกตัวในสถาบันการศึกษาใดหรือในภูมิภาคใดหรือไม่ เนื่องจากหากมีการกระจุกตัวตามที่กล่าวมาข้างต้น อาจมีผลต่อต่อความน่าเชื่อถือของผลสำรวจเนื่องจากโอกาสที่สถาบันใดสถาบันหนึ่งหรือกลุ่มของสถาบันการศึกษาภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งอาจได้รับคะแนนสูง เพราะนักวิชาการของสถาบันนั้นๆหรือภูมิภาคนั้นๆอาจจะเลือกเฉพาะสถาบันของตนหรือสถาบันในภูมิภาคของตนได้ จากเหตุผลดังกล่าว QS ได้ให้นักวิชาการแต่ละสถาบันสามารถให้คะแนนกับสถาบันอื่นที่ไม่ใช่สถาบันของตนเพื่อเป็นการลดความลำเอียงที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ยังมีข้อเสียคือถึงแม้จะให้นักวิชาการจากแต่ละสถาบันให้คะแนนแก่สถาบันอื่น แต่ก็อาจเกิดการให้คะแนนแก่สถาบันการศึกษาในภูมิภาคของตนมากกว่า เพราะนักวิชาการบางคนอาจไม่รู้จักสถาบันการศึกษาที่อยู่ภูมิภาคอื่นๆ ดังนั้นการกระจุกตัวของผลสำรวจที่ตอบกลับมา อาจมีผลต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลในประเด็นนี้ ส่วนของ THE นั้นไม่ได้อธิบายถึงวิธีการที่ให้นักวิชาการให้คะแนนสถาบันการศึกษาในการตอบผลสำรวจ
ตัวชี้วัดอีกประเภทหนึ่งที่ทั้ง QS และ THE ใช้ในการวัดเพื่อจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกก็คือตัวชี้วัดเชิงปริมาณ (Quantitative Indicators) ซึ่งนิยมใช้วัดสิ่งของที่เป็นรูปธรรมวัดจำนวนได้ ตัวชี้วัดเหล่านี้จึงไม่มีความลำเอียงที่เกิดจากตัวบุคคลมาเกี่ยวข้องเนื่องจากข้อมูลที่วัดไม่ได้ออกมาจากความคิดเห็นหรือความรู้สึกของผู้ตอบผลสำรวจ
ตัวชี้วัดของ QS ที่เป็นตัวชี้วัดเชิงปริมาณเพียง 4 ตัว ได้แก่ สัดส่วนของอาจารย์ต่อนักศึกษา (Faculty per student) 20 %, สัดส่วนงานผลงานทางวิชาการที่ได้รับการอ้างอิงต่อจำนวนอาจารย์ (Citation per faculty) 20%, สัดส่วนอาจารย์ที่เป็นชาวต่างชาติต่อจำนวนอาจารย์ทั้งหมด (International faculty ratio) 5% และสัดส่วนนักศึกษาที่เป็นชาวต่างชาติต่อจำนวนนักศึกษาทั้งหมด (International student ratio) อีก 5% รวมค่าน้ำหนักของตัวชี้วัดเชิงปริมาณทั้งหมด 50% ส่วนของ THE นั้นมีตัวชี้วัดเชิงปริมาณจำนวนมากกว่าของ QS โดยมีตัวชี้วัดเชิงปริมาณทั้งหมด 11 ตัวชี้วัดด้วยกัน ได้แก่ จำนวนนักศึกษาต่อจำนวนอาจารย์ (Total student/Academic staff) 4.5%, จำนวนนักศึกษาปริญญาเอกต่อนักศึกษาปริญญาตรี (PhD/Bachelor) 2.25%, จำนวนนักศึกษาปริญญาเอกต่อจำนวนอาจารย์ (PhD/Academic staff) 6%, รายได้ของสถาบันต่อจำนวนอาจารย์ (Institution Income/Academic staff) 2.25%, จำนวนผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ต่อจำนวนอาจารย์ (Scholarly paper/Academic staff) 6%, รายได้ด้านวิจัยต่อจำนวนอาจารย์ (Research income/Academic staff) 6%, จำนวนผลงานวิชาการที่ได้รับการอ้างอิงต่อจำนวนผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ทั้งหมด (Citation/papers) 30%, และยังมีสัดส่วนอาจารย์ชาวต่างประเทศต่ออาจารย์ที่เป็นคนในประเทศ (International/Domestic staff), สัดส่วนนักศึกษาชาวต่างประเทศต่อนักศึกษาที่เป็นคนในประเทศ (International/Domestic staff), สัดส่วนผู้เขียนงานวิจัยร่วมที่เป็นชาวต่างชาติ (International co-authorship) และรายได้ที่มาจากภาคอุตสาหกรรมต่างๆ (Industry income) อีกอย่างละ 2.5% รวมแล้ว THE มีค่านำหนักของตัวชี้วัดเชิงปริมาณทั้งหมด 67%
เมื่อเปรียบเทียบตัวชี้วัดเชิงปริมาณของ QS และ THE จะพบว่ามีบางตัวชี้วัดที่เหมือนหรือคล้ายกัน ได้แก่ สัดส่วนของอาจารย์ต่อนักศึกษา (Faculty per student) ของ QS ซึ่งเหมือนกันกับตัวชี้วัดจำนวนนักศึกษาต่อจำนวนอาจารย์ (Total student/Academic staff) ของ THE แต่ QS ให้ค่าน้ำหนักในตัวชี้วัดนี้ถึง 20% สูงกว่า THE ที่ให้ค่าน้ำหนักตัวชี้วัดนี้เพียงแค่ 4.5% เท่านั้น ส่วนอีกหนึ่งหัวข้อที่ทั้ง QS และ THE นำใช้ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกในครั้งนี้เหมือนกันคือความสามารถในการผลิตผลงานทางวิชาการและคุณภาพของงานวิชาการที่ตีพิมพ์ โดย QS วัดสัดส่วนงานผลงานทางวิชาการที่ได้รับการอ้างอิงต่อจำนวนอาจารย์ (Citation per faculty) ที่ให้น้ำหนักไว้ 20% ส่วน THE วัดผลงานวิชาการที่ได้รับการอ้างอิงต่อจำนวนผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ทั้งหมด (Citation/papers) และจำนวนผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ต่อจำนวนอาจารย์ (Scholarly paper/Academic staff) ซึ่งมีน้ำหนักรวมกันถึง 36% หัวข้อสุดท้ายอีก 2 หัวข้อที่ทั้งสองรายนำมาใช้เป็นตัวชี้วัดคือสัดส่วนอาจารย์ชาวต่างประเทศ (International faculty) และสัดส่วนนักศึกษาชาวต่างประเทศ (International student) โดย QS ให้ค่าน้ำหนักทั้งสองตัวอย่างละ 5% ส่วน THE ให้ค่าน้ำหนักของตัวชี้วัดทั้งสองตัวอย่างละ 2.5 %
นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งตัวชี้วัดของทั้ง QS และ THE ต่างออกเป็นมิติที่เป็นการวัดปัจจัยนำเข้า (Input) และผลผลิต (Output) ของสถาบันการศึกษา การวัดปัจจัยนำเข้าเปรียบเสมือนการวัดปริมาณความอุดมสมบูรณ์ของและคุณภาพของทรัพยากรที่มีของแต่ละสถาบัน ส่วนการวัดปัจจัยที่เป็นผลผลิตก็เปรียบเสมือนการวัดปริมาณและคุณภาพของผลผลิตเมื่อเทียบกับการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ โดยตัวชี้วัดของ QS ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยนำเข้า ได้แก่ สัดส่วนของอาจารย์ต่อนักศึกษา (Faculty per student), สัดส่วนอาจารย์ชาวต่างประเทศ (International faculty) และสัดส่วนนักศึกษาชาวต่างประเทศ (International student) คิดเป็นค่าน้ำหนักรวมกัน 30% ส่วนตัวชี้วัดปัจจัยนำเข้าของ THE ได้แก่ จำนวนนักศึกษาต่อจำนวนอาจารย์ (Total student/Academic staff), จำนวนนักศึกษาปริญญาเอกต่อนักศึกษาปริญญาตรี (PhD/Bachelor), จำนวนนักศึกษาปริญญาเอกต่อจำนวนอาจารย์ (PhD/Academic staff), รายได้ของสถาบันต่อจำนวนอาจารย์ (Institution Income/Academic staff), รายได้สนับสนุนการวิจัยต่อจำนวนอาจารย์ (Research income/Academic staff), สัดส่วนอาจารย์ชาวต่างประเทศต่ออาจารย์ที่เป็นคนในประเทศ (International/Domestic staff), สัดส่วนนักศึกษาชาวต่างประเทศต่อนักศึกษาที่เป็นคนในประเทศ (International/Domestic staff), สัดส่วนผู้เขียนงานวิจัยร่วมที่เป็นชาวต่างชาติ (International co-authorship) คิดเป็นค่าน้ำหนักรวมกัน 31%
ตัวชี้วัดผลผลิตของ QS ประกอบด้วยความมีชื่อเสียงด้านวิชาการ (Academic reputation), ความคิดเห็นของนายจ้างต่อผู้ที่จบการศึกษาจากสถาบันการศึกษา (Employer reputation) และ สัดส่วนงานผลงานทางวิชาการที่ได้รับการอ้างอิงต่อจำนวนอาจารย์ (Citation per faculty) โดยทั้งสามตัวชี้วัดมีค่านำหนักรวมกัน 70% ในด้านของ THE ก็มีตัวชี้วัดผลผลิตซึ่งประกอบด้วยจำนวนผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ต่อจำนวนอาจารย์ (Scholarly paper/Academic staff), จำนวนผลงานวิชาการที่ได้รับการอ้างอิงต่อจำนวนผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ทั้งหมด (Citation/papers), ชื่อเสียงด้านการเรียนการสอน (Teaching reputation) และชื่อเสียงด้านการวิจัย (Research reputation) ซึ่งมีค่านำหนักรวมกัน 69%
จะเห็นได้ว่าทั้ง QS และ THE ต่างก็ให้ค่าน้ำหนักตัวชี้วัดในมิติปัจจัยนำเข้าและผลผลิตที่ใกล้เคียงกันมาก โดยทั้งสองรายต่างก็เน้นให้ความสำคัญกับการวัดมิติด้านผลผลิตของสถาบันการศึกษา เนื่องจากเป็นตัวชี้วัดที่สามารถบอกได้เป็นอย่างดีว่าสถาบันการศึกษานั้นมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด ส่วนปัจจัยนำเข้านั้นสามารถบอกได้ว่าสถาบันนั้นมีทรัพยากรในการผลิตมีคุณภาพและมีปริมาณเหมาะสมมากน้อยเพียงใด
ขอบคุณ ความรู้ใหม่นี้นะคะ