ไม่ฉลาดดูจิตของผู้อื่น ก็ควรฉลาดในการดูจิตของตน

 เราควรดูจิต อ่านจิตใจของเรา...เหมือนที่เราหมั่นส่องกระจกดูหน้าตา รูปร่าง ว่า...ตัวตนของเราเอง ฉะนั้น...

 

๑.  ควรดูจิตว่า  เรามีความโลภมากกน้อยเพียงใด 
๒.  ควรดูจิตว่า  เรามีความพยาบาทมากน้อยเพียงใด  
๓.  ควรดูจิตว่า  เรามีความหดหู่มากน้อยเพียงใด  
๔.  ควรดูจิตว่า  เรามีความฟุ้งซ่านมากน้อยเพียงใด  
๕.  ควรดูจิตว่า  เรามีความความลังเลสงสัยมากน้อยเพียงใด
                   ( ส่วนใหญ่ หมายถึงพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ )
๖.  ควรดูจิตว่า  เรามีความโกรธแค้นมากน้อยเพียงใด   
๗.  ควรดูจิตว่า  เรามีจิตเศร้าหมองหรือไม่ เพียงใด
๘. ควรดูจิตว่า  เรามีการวุ่นวาย กระสับกระส่ายมากน้อยเพียงใด   
๙. เรามีความเกียจคร้าน หรือมีความเพียรเพียงใด
๑๐.  เรามีจิตตั้งใจ ( มั่นคง ) เพียงใด ยิ่งกว่านั้นขึ้นไป ควรพิจารณา จิตของตนในอีก ๒ 

       ข้อ คือ         

     ๑.   เรามีความสงบแห่งจิต ( เจโตสมถะ ) หรือไม่

     ๒.  เรามีปัญญาอันเป็นเครื่องรู้แจ้งธรรมะ ( อธิปัญญา ) หรือไม่

                หากมีทั้งเจโตสมถะและอธิปัญญาพร้อมูลแล้ว ควรทำความเพียร เพื่อตั้งอยู่ในกุศลธรรมเหล่านั้น และเพื่อ ให้บรรลุถึงความสิ้นไปแห่ง อาสวะ



๑.  ขออย่าให้แก่
๒.  ขออย่าให้เจ็บ
๓.  ขออย่าให้ตาย
๔.  ของที่ตามธรรมดาจะต้องสิ้นไป อย่าได้สิ้นไป
๕.  ของที่จะต้องพินาศไปตามธรรมดา อย่าได้พินาศเลย

          ต้องพิจารณาว่าทั้ง  ๕  นั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องประสบ

          ทีนี้อีตาลุงเหมยก็เชื่อแน่ว่าท่านคงจะดำเนินการตามที่ลุงได้พูดจาให้ฟัง ส่วนใครจะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติหรือเอาไว้เป็นเครื่องประดับสติปัญญาก็ตาม แต่สิ่งที่ลุงได้บำเพ็ญ(พูดคุญมาตั้งแต่ต้น ตอนที่ ๑ ถึง ณ ตรงนี้  ลุงก็เป็นสุขใจ ที่มีส่วนช่วยชี้ทางแนะนำเพื่อร่วมโลกยกฐานะเป็นกัลยาณธรรมและรัตนมิตรลุงก็มีมีความสุขใจ และลุงก็อธิษฐานจิตแผ่บุญกุศลที่ได้ทำทั้งในอดีตชาต ปัจจุบันชาติ และอนาคตชาติที่กำลังจะมาถึงให้ทุก ๆ ท่่านอยูแล้ว ลุงก็เป็นสุขใจ...สาธุครับ