ถ้า "ระบบคิด" ของเขาเลิกเป็น "มนุษย์เงินเดือน" เมื่อไหร่ ชีวิตเขาน่าจะดีขึ้น โดยไม่ต้องลาออกจากงานที่ทำ
สิ่งที่มนุษย์เงินเดือน (Salary earners) ไม่เคยเข้าใจ
.................................................................
ว่าการหาเงินมาใช้แบบนี้ มีเท่าไหร่ก็หมดเท่านั้น
หรือหมดมากกว่านั้น..............ติดลบตลอด..........
(เลยไม่เคยพอ แม้จะรายได้เดือนละเป็นแสนเป็นล้าน)
..........................................................
บางท่านอาจจะงงว่าผมกำลังพูดเพ้อเจ้ออะไร...........
ผมมิได้กล่าวถึงคนที่มีเงินเดือนโดยทั่วไป........
ผมพูดถึง "มนุษย์เงินเดือน" ผู้น่าสงสาร มากกว่า

"มนุษย์เงินเดือน" ที่ภาษาอังกฤษใช้ว่า "Salary earners" นั้น

จะมีระบบชีวิตคิดวนเวียนว่า
1. ตัวเองมีเงินเดือน เดือนละเท่านั้น เท่านี้ และอีกกี่ปีจะเป็นเท่านั้นเท่านี้ 
2. จะใช้จ่ายเงินโดยไม่คิดว่าระบบ "เงินเดือน" จะมีปัญหา
3. ด้วยความเชื่อมั่นในระบบ "เงินเดือน" ก็จะไปก่อหนี้สิน ภาระผูกพัน มากมาย เกินกำลัง

จึงทำให้เกิดภาวะที่ว่า .........
4. แม้จะมี "เงินเดือน" เท่าไหร่ก็มักจะ "ติดลบ" เสมอ

ตัวอย่างง่ายๆที่ผมเคยคุยกับคนขับรถแท๊กซี่ใน กทม................

ก่อนมาขับรถแท๊กซี่ เขาทำงานบริษัทผลิตรถยนต์ เงินเดือน 3 หมื่นกว่า แต่ติดลบตลอดทุกเดือน
แต่พอมาขับรถแท๊กซี่ รวมๆรายได้ต่อวันเป็นเดือนแล้ว ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่กลับมีเงินเก็บทุกเดือน เดือนละหมื่นกว่า...............

นี่แสดงว่า สมัยทำงานรับเงินเดือน เขาเป็นและคิดแบบ "มนุษย์เงินเดือน"
และเมื่อเขาเลิกคิดแบบ "มนุษย์เงินเดือน" ระบบชีวิต ครอบครัว และฐานะทางการเงินของเขา ดีกว่าเดิมอย่างต่อเนื่องตลอดมา

ที่โดยนัยแล้ว ถ้า "ระบบคิด" ของเขาเลิกเป็น "มนุษย์เงินเดือน" เมื่อไหร่ ชีวิตเขาน่าจะดีขึ้น โดยไม่ต้องลาออกจากงานที่ทำ

ฟังแล้วเข้าใจยากนิดหน่อย

ผมก็ยอมรับว่า ในบางช่วงในชีวิตของผมที่ผ่านมา ผมก็เคยทำตัวแบบ "มนุษย์เงินเดือน" ที่พิสูจน์ได้ว่า "ทุกข์" ทุกครั้ง
พอเลิกคิดเมื่อไหร่ ก็ดีขึ้นโดยลำดับ

จนสามารถตั้งตัว ตั้งครอบครัว มีรถใช้ มีบ้านในฝัน มีนาทำ 10 กว่าไร่ในเขตเมืองขอนแก่น มีเงินเก็บไว้ใช้ยามจำเป็น และมีมรดกไว้ให้ลูกทะเลาะกัน อิอิอิอิอิอิอิอิ
ก็เพราะ........

ผมเลิกคิดแบบ "มนุษย์เงินเดือน"

นั่นเอง

พูดไปก็ยาว

คนเข้าใจก็จะเข้าใจ ไม่เข้าใจคงจะ "รำคาญ"

5555555555555555555555555555555555555555555