หายหน้าไปจาก G2K เสียนาน หลังงานวันครูโลก 2006 เพราะต้องเตรียมตัวและเดินทางไปปฏิบัติภารกิจแทนหัวหน้ากลุ่มนิเทศฯ เพื่อร่วมประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้สรุปประสบการณ์และข้อเสนอแนะจากการเข้าร่วมทดลองใช้การจัดการเรียนรู้ทักษะชีวิต เรื่องโรคไข้หวัดนกและการจัดทำแผนเตรียมความพร้อมรับอุบัติภัย ณ จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับสถาบันคีนันแห่งเอเซียและองค์การยูนิเซฟ ระหว่างวันที่ 11-13 ตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่งตัวเองไม่ได้พา Notebook ไปด้วย จึงขาดมือไม้ในการใช้ท่อง Net ชวดส่งบันทึกขึ้นบล็อก

        กลับถึงสุพรรณฯ ด้วยอาการเมาเครื่องบินนิดหน่อย นอนพักได้
4-5 ชั่วโมง ก็ต้องลุกขึ้นมาเตรียมตัวไปเป็นวิทยากรให้กับกลุ่มคุณครูที่สนใจร่วมวิจัยปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ โดยดิฉันได้รับมอบหมายจาก หน.ลำดวน หัวหน้ากลุ่มนิเทศฯ ให้เติมเต็มคุณครูเรื่องการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ส่งเสริมทักษะกระบวนการคิด

        กลับเข้าบ้านตอนเย็นก็เจอภาวะน้ำท่วม แม้จะยังไม่ถึงบ้านพักของตัวเอง แต่ก็ไว้ใจไม่ได้เพราะบ้านฝั่งตรงข้ามท่วมไปถึงเข่าแล้ว จึงต้องเตรียมพร้อมขนข้าวของขึ้นไว้ที่สูง  อยากจะบันทึกสิ่งที่ได้พบเจอที่เชียงใหม่ บรรยากาศการเติมเต็มกับเพื่อนครู ก็เป็นอันต้องพับไว้ก่อน เพราะต้องขนรีบของหนีน้ำก่อนเดินทางไปศึกษาดูงานกับสมาคมศึกษานิเทศก์แห่งประเทศไทย ณ ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหว่างวันที่
16-20 ตุลาคม 2549 จริง ๆ ออกเดินทางคืนวันที่ 15 เวลาตีสอง และกลับถึงสุพรรณบุรีในวันที่ 21 เมื่อสาย ๆ ของวันนี้ (8.50 น.) ที่ต้องใช้ระยะเวลาเดินทางยาวนานก็เป็นเพราะพวกเราใช้พาหนะรถบัสในการเดินทางนั่นเอง

       เอาเป็นว่างานอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ขอติดไว้ทยอยนำเสนอก็แล้วกัน สำหรับบันทึกนี้อยากบอกเล่าแลกเปลี่ยนสิ่งที่ได้พบเห็นมาหมาด ๆ เสียก่อน…ก็เรื่องไปเวียดนามนี่แหละ

        การไปครั้งนี้โต้โผใหญ่ในการจัดการคือ สมาคมศึกษานิเทศก์แห่งประเทศไทย ซึ่งนายกสมาคมฯ ท่านจำเริญ พรหมมาศ ได้แจ้งพวกเราว่าเป็นครั้งแรกที่สมาคมจัด ซึ่งพวกเราจะออกค่าใช้จ่ายกันเอง คนละ
8,800 บาท สำหรับชาวสุพรรณฯ 2 นั้นถ้ารวมค่ารถบัสที่ไปรับ-ส่งพวกเราที่จังหวัดมุกดาหารด้วย ก็เป็น 9,900 บาท กินอยู่อย่างดีเป็นที่พอใจของพี่น้องศึกษานิเทศก์ เหนื่อยอยู่นิดหนึ่งก็ตรงเดินทาง โดยรวมแล้วบรรยากาศดีมาก เฮฮาได้สาระและข้าวของที่พากันไปช้อปปิ้ง รวมถึงภาพถ่ายบรรยากาศอันน่าประทับใจ พวกเราพี่น้องศึกษานิเทศก์จากหลายที่หลายทางได้มีโอกาสมาพบปะพูดคุยกัน ศึกษาดูงานและท่องเที่ยวไปด้วยในตัว

        เรื่องเที่ยวค่อยพูดกันทีหลัง ขอนำเสนอเรื่องวิชาการตามประสาคนชอบเรียนรู้กันเสียก่อน การมาครั้งนี้คณะของเราได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมศึกษาดูงานสถาบันการศึกษาสองแห่ง คือ ที่โรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งชื่อ
เหวี่ยนถี่เหมียนทาย ตั้งอยู่ในเมืองเว้ และที่มหาวิทยาลัย ดานัง อยู่ในเมืองดานัง

                                           

        ที่โรงเรียนประถมฯ มีบริเวณคับแคบมาก ๆ ผู้บริหารของโรงเรียนต้อนรับคณะของเราได้เพียงสิบกว่าคนเท่านั้น เพราะห้องเขาแคบมาก จึงต้องส่งตัวแทนของพวกเราเข้าไป ตัวแทนที่ว่าก็คือ นายกสมาคมฯ คณะกรรมการสมาคมฯ และหัวหน้ากลุ่มนิเทศฯ แต่ละเขตพื้นที่ฯ บางท่าน ที่เหลือก็เดินไปพูดคุยกับครูบ้าง นักเรียนบ้าง นักเรียนตัวเล็ก ๆ ที่นี่ คุยเก่ง สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีมาก และกล้าแสดงออก

        ที่เวียดนามเขาเรียนในสัดส่วน
5-4-3 คือ ประถมฯ 5 ปี, มัธยมฯ ต้น 4 ปี และ มัธยมฯ ปลาย 3 ปี ส่วนในระดับปฐมวัยนั้น รัฐจะไม่เน้น ปล่อยให้เอกชนเป็นผู้จัดและมีการแข่งขันกันสูง นักเรียนเวียดนามจะเรียนเป็น 2 ผลัด คือ ภาคเช้าและภาคบ่าย  นักเรียนคนละชุด ครูก็คนละชุดกัน ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเขามีอาคารสถานที่จำกัดในขณะที่คนของเขามีเยอะ เขาเรียนคนละครึ่งวันแต่เรียนถึง 6 วัน ๆ ละ ประมาณ 4 ชั่วโมง เรียนทุกวิชาเหมือนกับเรายกเว้นเขาเรียนภาษาเวียดนาม แต่เราเรียนภาษาไทย อัตราส่วนครู : นักเรียน เท่ากับ 1:35-40 คน สำหรับโรงเรียนแห่งนี้มีครู 9 คน นักเรียนประมาณ 350 คน

                          


        มีข้อสังเกตว่าเขาจะจัดให้นักเรียนได้เรียนวิชาคณิตศาสตร์
4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และเรียนภาษาอังกฤษ 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่สามารถทำให้นักเรียนคิดคำนวณและสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว มีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า…แล้วเขามีเทคนิคในการจัดการเรียนการสอนอย่างไร นักเรียนของเขาจึงเก่งได้ เสียดายที่มีเวลาน้อยเกินไปในการไขข้อสงสัย

        อีกสิ่งหนึ่งที่เราสังเกตได้ในห้องเรียนของเขา คือ เขาจะไม่เน้นจัดบอร์ด ป้ายนิเทศ ตกแต่งห้องมากมายเหมือนห้องเรียนประถมฯ ของไทย ตรงนี้คงจะทำให้ครูเขาไม่ต้องคอยกังวลกับการจัดห้องหับเหมือนครูเรา มีเวลาจัดการเรียนการสอนเต็มที่ และไม่ต้องคอยควักกระเป๋าตัวเองซื้อข้าวของมาจัดห้องเตรียมไว้ให้คนโน้นคนนี้มาคอยตรวจ…ก็ไม่รู้ที่เวียดนามเขาเป็นแบบนี้ทุกโรงเรียนหรือไม่ แต่ที่นี่เขาไม่เน้นจัดห้องเหมือนของเราสักเท่าไร

        นอกจากเรื่องการเรียนการสอนแล้ว ในเรื่องการนิเทศการศึกษา เขาจะมีศึกษานิเทศก์ประจำวิชา ซึ่งแต่ละโรงเรียนสามารถร้องขอไปที่รัฐเพื่อให้ศึกษานิเทศก์ลงมาดูแล ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่ถ้าโรงเรียนไม่ร้องขอไป จะได้รับการนิเทศเพียงภาคเรียนละ
1 ครั้ง

        ส่วนที่มหาวิทยาลัยดานังนั้น หากเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยบ้านเรา ก็ถือว่ามีบริเวณที่คับแคบมากเช่นกัน พวกเราร้อยกว่าชีวิต เข้าไปนั่งอัดกันอยู่ในห้องเล็ก ๆ เพื่อฟังการนำเสนอจาก
Mr.Duong Mong Ha (Director International Relations Department) สรุปความจากการสื่อสารภาษาอังกฤษระหว่างเขากับคณะของเราได้ว่า ที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่มากของดานัง และเป็นแบบฉบับของมหาวิทยาลัยทั่วไป จะถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติเลยก็ว่าได้ มีนักศึกษาประมาณ 61,000 คน อาจารย์ประมาณ 1,600 คน มีวิทยาเขตถึง 7 แห่งด้วยกัน

        เปิดสอน
4 ด้าน คือ วิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ สถาปัตยกรรม และภาษาต่างประเทศ ซึ่งมีโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษากันระหว่างที่นี่กับของเมืองไทยด้วยหลายแห่ง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฎแถวภาคอีสาน ที่ไทยเรียกว่าโครงการริมฝั่งโขง ของดานังจะส่งไปเรียนทั่วโลกหลายแห่ง แต่ก็จะเน้นส่งไปเรียนที่เมืองไทยเพราะอยู่ใกล้กัน

        ส่วนเพื่อนบ้านที่อยู่ชิดติดกันอีกประเทศหนึ่ง คือ ประเทศลาวนั้น ขณะนี้มีนักศึกษามาเรียนต่อระดับปริญญาโทประมาณ
3,000 คน เพราะที่ประเทศลาวนั้นมีแค่ปริญญาตรี ส่วนที่ประเทศจีนก็มีนักศึกษามาเรียนที่นี่ ประมาณ 50-100 คน นอกจากนี้ก็มีมาจากแคนาดา อเมริกา และออสเตรเลียบ้าง ทราบเพิ่มเติมว่าค่าใช้จ่ายต่อปีของนักศึกษาต่างชาติในระดับปริญญาตรีประมาณ 1,000 ดอลล่าร์สหรัฐ

       
Mr.Duong Mong Ha บอกเพิ่มเติมด้วยว่านอกจากนี้ มหาวิทยาลัยดานัง ยังมีนักศึกษาทางไกลที่เรียนกับมหาวิทยาลัยดานังอยู่อีกประมาณ 9,000 คนด้วย

        นอกจากข้อมูลที่ดิฉันได้รับโดยตรงดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังได้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันระหว่างพวกเรากันเองบนรถอีกว่าชาวเวียดนามเป็นชนชาตินิยม เขาจะปลูกฝังคนในชาติตั้งแต่เด็ก ๆ ให้จดจำและปฏิบัติตามข้อบัญญัติ
5 ข้อของชาวเวียดนามที่ดีว่า

                    
1. รักประเทศชาติ
                             สังเกตว่าชาวเวียดนามรักประเทศชาติก็ตรงที่ฟังจากการบรรยายที่มหาวิทยาลัย และรับทราบข้อมูลว่า นักศึกษาเวียดนามที่ไปร่ำเรียนที่อื่นนั้นจะกลับมาทำงานและพัฒนาประเทศของตัวเอง ในขณะที่เปรียบเทียบกับข้อมูลที่เราเคยรับทราบมาว่าประเทศข้างเคียง คือ ชาวลาว จะนิยมไปทำงานที่ประเทศอื่นแล้วส่งเงินกลับมาให้พ่อแม่พี่น้องที่บ้านใช้ หรือแม้แต่คนไทยบางกลุ่มก็นิยมไปทำงานต่างประเทศ เพราะค่าจ้างสูงกว่าเมืองไทยก็มี

                    
2. ทำให้ดีที่สุด
                             ข้อนี้ดีมาก เพราะถ้าปลูกฝังให้ทำทุกสิ่งให้ดีที่สุดแล้วล่ะก้อ…จะคิดทำอะไรก็หายห่วง ไม่รู้ว่ารวมถึงความมานะบากบั่นและอดทนด้วยหรือเปล่า…เพราะมีเพื่อนศึกษานิเทศก์บางท่านทราบข้อมูลในการทำเกษตรกรรมบางเรื่องมา เช่น ปลูกข้าวครั้งเดียวเกี่ยวสามครั้ง เพราะเมื่อเขาจะเกี่ยวข้าวครั้งแรกจะปล่อยตอข้าวไว้ให้งอกขึ้นมาอีก ทำแบบนี้เพื่อให้เกี่ยวได้สามครั้ง หรือการปาดยางพาราถ้าเป็นเมืองไทยจะปาดตั้งแต่โคนขึ้นไปเมื่อเลยหัวก็เลิก…ล้มต้นแล้วปลูกใหม่ ส่วนชาวเวียดนามนั้นจะปีนขึ้นไปปาดตั้งแต่ยอดแล้วต่อท่อให้น้ำยางไหลลงมา เห็นคนเล่าบอกว่าทำอย่างนี้จะได้น้ำยางเยอะ

                    
3. ปฏิบัติตนตามกฎระเบียบ
                              เห็นได้จากการพากันยึดถือกฎจราจรที่จะขับรถกันไม่เกิน
60 กม./ชั่วโมง เขาคงมีเรื่องปฏิบัติอื่นอีกแต่พอดีตัวเองไม่ทราบ

                    
4. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง
                              ชัดเจนเรื่องอาหารการกินของเขาที่จะเน้นผักเยอะ เป็นผลดีต่อสุขภาพ การไปไหนมาไหนด้วยการปั่นจักรยานทำให้ได้ออกกำลัง สังเกตว่าชาวเวียดนามจะไม่อ้วน มีหุ่นสวยเพรียวเพราะวิถีชีวิตนี่เอง และส่วนใหญ่จะใส่เสื้อผ้าปกคลุมแขนขา มีผ้าปิดหน้าปิดจมูกกันทั้งเมืองกันฝุ่น (คงจะกันกลิ่นด้วยเพราะปัจจุบันเขาก็ใช้รถมอเตอร์ไซด์กันเยอะด้วย) กันแสงแดด ไม่กลัวร้อนไม่กลัวอบในขณะที่คนไทยเราไม่ค่อยใช้วิธีนี้ เลือกประโคมครีมกันแดดกันเสียมากกว่า และส่วนใหญ่จะกลัวร้อนพากันหลบเข้ารถแอร์กันมากกว่า
 
                              เดาว่าเป็นเพราะปั่นจักรยานกันมากด้วยหรือเปล่า ร่างกายก็จะขับถ่ายน้ำออกมาทางเหงื่อเสียมากกว่า และคงจะปัสสาวะกันน้อย จึงทำให้บ้านเมืองเขามีห้องสุขาสาธารณะน้อยมากเมื่อเทียบกับบ้านเรา แต่ละที่ ๆ เราไปแวะ จึงต้องรอต่อคิวกันยาวเหยียด แม้กระทั่งในโรงแรมก็เหมือนกัน พ้นจากในห้องพักของเราแล้วก็มีห้องสุขาน้อยจริง ๆ

                                           

                    
5. มีความภูมิใจในประเทศชาติและตัวเอง
                              ตรงนี้เราเห็นได้จากเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของนักศึกษาหญิงในระดับมหาวิทยาลัยเขาจะใส่ชุดประจำชาติ
อ๋าวหญ่าย สีขาว เป็นชุดนักศึกษา และสตรีทั่วไปเขาก็สวมใส่ชุด อ๋าวหญ่าย หลากหลายสีสวยงาม เห็นได้ทั่วเมืองดานัง เป็นเอกลักษณ์ของเขา หรือการให้เด็ก ๆ นักเรียนผูกผ้าพันคอสีแดง เพื่อบ่งบอกว่าเป็นลูกหลาน โฮจิมินท์ วีรบุรุษของชาติเขา

        เห็นอย่างนี้แล้วก็นึกว่าแล้วไทยเราปลูกฝังอะไรที่เป็นแบบ
ฝังหัว อย่างเขาหรือเปล่า ก็ไม่ถึงขนาดนั้น คงเป็นเพราะบ้านเมืองเราไม่ใช่สังคมนิยมอย่างเขานั่นแหละ… การปลูกฝังแบบ ฝังหัว ถ้าเป็นเรื่องดีก็น่าทำนะคะ เห็นคุณครูประจำชั้นหลายคนของไทยเราก็มีการตั้ง กฎของห้องเรียน ให้นักเรียนได้ถือปฏิบัติอยู่เหมือนกัน แต่หลายคนก็บ่นว่าเด็กไม่เป็นอย่างนั้น…เป็นเพราะอะไรกันน๊า….