ขอกราบอาราธนาความเจริญในธรรม จงตั้งมั่นในดวงจิตของกัลยาณมิตรและกัลยาณธรรมผู้เจริญทั้งหลายอยู่ทุกเมื่อ......เป็นเวลาที่นานพอสมควรที่อีตาลุงไม่ได้มากราบเรียนท่านที่เคารพทั้งหลาย เพราะมีภารกิจมากมายตั้งแต่ก่อนออกพรรษา นี่ก็ต้องเตรียมการบุญกฐิน ลอยกระทง อีกเยอะแยะเลย นึกว่าตอนแก่เฒ่าจะได้ใช้ชีวิตที่สงบ สุขสบายกลับกลายเป็นว่าต้องอุทิศเวลาช่วยสังคมอีก..นึกแล้วก็ดีไปอย่าง เป็นการโปรดเมตตานะท่านนะ....ขออนุญาตวกเข้าเรื่องการฝึกจิตต่อนะ ... ตามที่เราได้เจริญวิปัสสนาในแนวสติปัฏฐาน ๔ จะทำลายวิปลาสธรรม คือ ความเห็นผิดจากสภาวะธรรมที่เป็นจริงได้  ๔  อย่าง คือ

          ๑.  กานานุปัสสนา       ทำลายสุภวิปลาสธรรม

          ๒.  เวทนานุปัสสนา     ทำลายสุขวิปลาสธรรม

          ๓.  จิตตานุปัสนา        ทำลายนิจจวิปลาสธรรม

         ๔.  ธรรมานุปัสสนยา    ทำลายอัตตวิปลาสธรรม

ดังนั้นเมื่อโยคาวจรผู้ใด ได้เจริญวิปัสสนาในในวสติปัฏฐาน ๔ ดังกล่าวมานี้ ผู้นั้นก็จะตัดมูลแห่งวัฏฏะลงเสียได้ ไม่หลงผิดในสภาวธรรม มองเห็นสิ่งทั้งหลายได้ตามความเป็นจริง จิตของผู้นั้น ก็จะมีแต่ความสงบ เย็น เป็นสันติสุขอย่างแท้จริง

          ทีนี้อีตาลุงก็จะขอแนะนำท่านกัลยาณธรรมและรัตนมิตรทั้งหลายว่า....เครื่องร้อยรัดสัตว์โลกให้ติดอยู่กับวัฏฏสงสาร ที่เรียกว่า สังโยชน์มีอยู่ ๑๐ ประการ คือ

          ๑.  สักกายะทิฏฐิ  ความยึดมั่นถือมั่นในความ เป็นตัวตน

          ๒.  วิจิกิจฉา   ความลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้น

          ๓.  สีลัพพตปรามาส   ความปฏิบัติผิดในศีลพรต

          ๔.  กามราคะ  ความยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์

          ๕.  ปฏิฆะ   ความโกรธ

          ๖.  รูปราคะ   ความยินดีในรูปฌาน

          ๗.  อรูปราคะ   ความยินดีในอรูปฌาน

          ๘.  มานะ   ความถือตัว

          ๙.  อุทะธัจจะ   ความฟุ้งซ่าน

          ๑๐.  อวิชชา   ความไม่รู้แจ้ง

ทั้ง ๑๐ ข้อนี้ เราต้องละ จะต้องละ จะต้องปล่อยว่าง เสียให้ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้คือกิเลส หรือ มาร ที่จะคอยขัดขวางเราไม่ให้พบความสุขสงบ และไม่จำเป็นว่าผู้ปฏิบัติจะต้องเป็นนักบวชเสมอไป ผู้ไมี่ได้บวช อย่างเราท่านทั้งหลาย ก็สามารถปฏิบัติธรรมได้(บางครั้งมันก็แอบมาทำให้เรายุ่งเป็นบางครั้งเหมือนกันนะ) เพราะการชำระจิตให้บริสุทธิ์ เป็นเรื่องความจริงของชีวิตเป็นเรื่องของธรรมชาติ จึงไม่จำกัพดในเรื่องเพศ ผิวพรรณวรรณะ เชื้อชาติ หรือศาสนา เมื่อเข้ามาปฏิบัติแล้ว ย่อมจะได้รับผลเช่นเดียวกันหมหด แต่จะต่างกันว่าช้าหรือเร็วเท่านั้น เช่นเดียวกับทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย เช่น กฎแห่งความถ่วง ถ้าเราโยนของขึ้นไปบนอากาศ ไม่ว่าผู้โยนจะะเป็นใคร โยนที่ไหน โยนเมื่อไร ของนั้นย่อมจะตกลงบนพื้นเสมอไป

          ท่านกัลยาณธรรมและท่านรัตนมิตรทั้งหลายครับ พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสว่าแม้สมบัติทั้งสามโลก คือ มนุษโลก เทวโลก และพรหมโลก รวมกันแล้วยังสู้การเป็นโสดาบันไม่ได้เลย เพราะสมบัติทั้งสามโลกใครเป็นเจ้าของแล้วก็ยังตกอบาย แต่โสดาบันไม่ตกอบาย ปิดอบายได้ ฉะนั้น จึงขอให้ท่านจงพยายามเอาสมบัตินี้ติดตัวไป จะได้ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารอีกต่อไป  จงพยายามทำสิ่งที่ติดตามไปไม่ได้ ให้เป็นสิ่งที่ติดตารมได้ จงพยายามสลัดตนให้พ้นจากภาระอันหนักที่ได้ติดตามเรามาตลอดสังสารวัฏฏอันยาวนาน เพื่อเข้าจุดจบของชีวิตอันมี พระนิพพาน เป็นที่สุด มดังที่พระพุทธองค์ทรงพร่ำสอนและเตือนสาวกของพระองค์อยู่เนืองนิตย์ว่า นิพพานก็มีอยู่ ทางไปนิพพานก็มีอยู่ เราผู้ชี้ทางไปนิพพานก็มีอยู่ ถ้าเธอไม่เดิน แล้วเธอจะนิพพานได้อย่างไร ?