ผมเฝ้ารอดูหนังเรื่อง Thor ภาค 2 มานานแล้วครับ และพอฉายผมก็รีบกระโดดเข้าไปดูในวันแรกๆทีเดียว เรื่องนี้ทำให้จิตนาการบรรเจิดของหลายคนดูเป็นจริงเป็นจังมากครับ คือเด็กๆ เวลาเราอ่านอะไรเกี่ยวกับอารยธรรมโบราณ เช่นอียิปต์ มักมีฤษฎีที่ทำให้เราเชื่อว่าจริงๆ อารยธรรมที่ก้าวหน้าเหล่านั้นมาจากมนุษย์ต่างดาว ที่เดินทางมายังโลกมาสอนวิทยาการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเกษตร การก่อสร้าง อันเป็นอะไรที่น่าฉงนสนเท่ห์ จนทำให้เกิดอารยธรรมต่างๆ.. โดยอารยธรรมเหล่านั้นมักอ้างถึงเทพเจ้า ที่มีตัวมีตนเหมือนคนนี่แหละ แต่มีความสามารถประหลาดล้ำ มาสอนพวกเขา.. เรื่องนี้ปรากฏขึ้นในแทบทุกอายรธรรม จนทำให้เราเชื่อว่าเทพเจ้าของชนเผ่าต่างๆก็คือมนุษย์ต่างดาวนั่นเอง.. คำถามคือถ้าเป็นจริง.. เราก็คงถามว่าในโลกของเทพเจ้านั้นมันหน้าตาเป็นอย่างไรหนอ.. ที่นั่นจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างนะ .. หนังเรื่องนี้แหละครับเป็นคำตอบ ตั้งแต่ตอนแรกแล้ว โดยแนวคิดก็คือเทพเจ้ากรีกโบราณก็คือมนุษย์ต่างดาวนั่นเอง.. เหตุการณ์ในสองตอนนี้มีตัวเอกคือธอร์ (Thor) ผู้กราดเกรี้ยว มุทะลุ เรื่องนี้เป็นตอน 2 แล้ว ตอนนี้ธอร์ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ลดความเซอ ลงมาก..
แต่ตอนนี้แอดการ์ด..เจอภัยคุกคามจากศัตรูที่น่าสะพรึงกลัว ที่จะสามารถเล็ดรอดเข้้ามาทำอันตรายกับแอดการ์ดได้ทุกเมื่อ..เรียกว่าเหตุการณ์อย่างนี้น่ากลัวมากๆ.. เรียกว่าเสี่ยงต่อสวรรค์ล่ม (สวรรค์ ในเรื่องนี้คือโลกของมนุษย์ต่างดาว นั่นเอง) .. ภัยคุกคามนี้นำไปสู่การที่ธอร์จะต้องรวมพลังกับใครบางคน ที่เดิมชั่วร้ายมากๆ.. ต้องมาทำงานด้วยกัน ในขณะเดียวกันก็ต้องทรยศกับคนที่เคยเป็นพวกเดียวกัน.. เพราะไม่ทำแอดการ์ดพังแน่ ส่วนการที่ธอร์จะเอาชนะศัตรูได้หรือไม่คุณต้องไปดูเองเอง.. เหตุการณ์นำมาสู่ตอนท้ายที่ทุกอย่างนำไปสู่ความพลิกผันพวกเดียวกันจะมาเป็นพวกเดียวกันหรือไม่ ศัตรูยังกลายเป็นมิตรเหมือนเดิมหรือเปล่า คุณไปดูเฉลยในเรื่องได้.. ส่วนพระเอกที่เป็นเทพเจ้ากับนางมนุษย์จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาได้หรือไม่ นี่ก็ต้องลุ้นตัวโก่ง
คำถามคือแล้วผมได้อะไรจากร้านนี้ ตอบได้เลยคือ "ได้ร้านกาแฟ" ครับ... คุณคงคิดว่าผมกวนโอ๊ย.. นี่อะไรชวนดูหนังก็ไม่เล่าให้หมด แถมถามว่าได้อะไรจากเรื่องดันตอบว่าร้านกาแฟอีก.. ใจเย็นครับ.. เอาหล่ะครับ.. เริ่มกันที่ผมเป็นนักพัฒนาองค์กร (Organization Development-OD) ครับ.. การพัฒนาองค์กรนี่้เกิดจากการที่เราต้องการเปลี่ยนแปลงองค์กร ซึ่งประกอบด้วย "คน" ครับ.. คนในองค์กรเป็นองค์ประกอบสำคัญครับ.. ผมทำมาหลายที่แล้ว.. ส่ิงที่น่ากลัวมากๆ คือพอทำไปแล้วเราก็ต้องให้คนข้างในทำ OD Project ครับ.. เสร็จแล้วก็มานำเสนอกัน... โอ้โห... อาจารย์ดีมากค่ะ ยอดขายขึ้น 100 ล้าน จากจุดเปลี่ยนตรงนี้ หนูทำอย่างี่อาจารย์สอน” ผมเช็คแล้วเช็คอีก.. OK น่ะ เรื่องนี้เอาไปเล่าสู่กันฟังได้... ไม่นานก็เจอผู้ใหญ่เจ้านายของเธอ.. “อาจารย์คะ ลูกศิษย์อาจารย์น่ะคนนั้นไม่ได้ทำจริงนะ...” พอมาอีกคน.. “..โอ๊ยผมรู้ไอ้ที่เขาว่า 100 ล้านนะมันไปได้มาจากไหน...”... จบข่าวครับ.. เรื่องนี้นึกธอร์ทันที...ในธอร์ เวลาธอร์มีอำนาจไปขอความช่วยเหลือจากคนที่แม้กระทั่งเป็นศัตรูกันมาก่อน..ศัตรูของธอร์ก็ช่วย... ช่วยจนธอร์พ้นภัยและกู้อาณาจักรได้.. แต่คนเดียวกันเมื่อมีโอกาสก็กลับมาเป็นศัตรูผู้จ้องล้างผลาญธอร์อีก... โดยธอร์หารู้ไม่ว่าธอร์และแอดการ์ดกำลังจะตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอีกครั้ง..
นี่แหละครับการทำ OD ก็คล้ายๆธอร์ คุณอย่างเพิ่งตื่นตาตื่นใจกับผลงานที่ลูกศิษย์หรือลูกน้อง (ของลูกค้า) สร้างขึ้นมา.. ดูเหมือนคุณได้ผลงาน อย่าเพิ่งเอาไปคุยครับ คุณต้องดูนานๆ.. ผมแนะนำให้คุณนึกถึง Kirkpatrik's Evaluation Model ครับ.. เวลาดู "ผลของการเปลี่ยนแปลง" เราดูเป็นขั้นๆ ตั้งแต่ดูว่าปฏิกิริยาตอบรับดีไหม (Reaction) ถ้าดีผลการเปลี่ยนแปลงจะยกระดับมาขั้นที่สองคือเกิดการเรียนรู้ไหม (Learning) ขั้นนี้ดูง่ายๆว่า มีการสอบถามคุณไหม..ต่อมาดูว่าพฤติกรรมเปลี่ยนไหม (Behavioral Change) ซึ่งถ้าเปลี่ยนผลการดำเนินงานจะเปลี่ยน (Organizational Performance)... การประเมินแบบนี้ช่วยได้มาก เอาเป็นว่าถ้า Reaction, Learning, Behavioral Change และ Organizational Performance ไปในทางเดียวกัน เรียกว่ามั่นใจได้เลยว่างานของคุณเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงจริง เรียกว่าเริ่มยั่งยืนแล้ว..
แต่ก็ระวังเจอภาพลวงตา ดูมันสอดคล้องกันจริง แต่ก็พลาดได้ เช่นในกรณีของธอร์ ธอร์หวังใช้ความดี รวมทั้งความโหดมาเปลี่ยนพฤติกรรมศัตรู ในหนังคุณจะเห็นศัตรูของธอร์ก็ดูมี Reaction ที่ดี.. ตลอดการต่อสู้.. แต่คุณจะเห็นว่าศัตรูคนนั้นไม่ค่อยถาม (Learning)... ถามก็ดูเป็นไปทางหยั่งเชิงมากกว่า.. พฤติกรรมดูเปลี่ยน และ Organizational Performance ก็ดีมากๆ.. แต่ที่สุดก็เปลี่ยนเป็นศัตรูของธอร์...ตรงนี้ถ้าเป็ชาว OD ที่ทำ OD เป็นจะยังคงสงสัยไว้ก่อนว่านี่เป็นมิตรแท้หรือเปล่า.. เพราะการไม่สอบถามอะไรเลย จะทำให้เราหยั่งไม่ได้ว่าพฤติกรรมมีอะไรเปลี่ยน หรือเปลี่ยนจริงไหม หรือทำเพราะจำยอมไหม.. ถ้าธอร์เป็นชาว OD จะตั้งข้อสงสัยตรงนี้ และจับตามอง เฝ้าระวังไปก่อน
เหมือนลูกศิษย์ร้อยล้านของผม.. ตอนผมไปเป็นที่ปรึกษา.. โอโห อาจารย์ดึมากค่ะ ดูยิ้มให้ทำอะไรทำ (Reaction ดีมาก)... แต่ไม่ค่อยถาม (Learning) ส่วนนิสัย "เปลี่ยนไปเป็นบวกมากขึ้นค่ะ (Behavioral Change)” ... ดูเธอก็บวกๆ.. แถมยอดขายเพิ่ม 100 ล้าน...โอ้โห สอดคล้องกันมากๆ เรียงกันเลย.. อย่างนี้เอาไปคุยได้.. พอเอาไปเล่าเท่านั้น รู้เลยว่า.. "กลวง" ครับ.. คล้ายๆศัตรูของธอร์เลย.. เรามีอำนาจเขาก็ทำตามไปก่อน..พอเราพ้นหรือเผลอก็ไม่ใช่แล้วครับ..กลารเปลี่ยนแปลงจึงมีจริงๆ แต่ไม่ยั่งยืนครับ.. นี่แหละครับชาว OD จะประเมินอะไรก็ต้องระวังอย่ารีบดีใจ ถ้าคุณไม่คลุกคลีด้วย คุณไม่รู้พฤติกรรมหรอก ดูไปนานๆ... เช่นร้านกาแฟ Markoff ร้านของลูกศิษย์ AI ของผมอันนี้ของแท้ .. ลูกศิษย์เอา Appreciative Inquiry (OD ประเภทหนึ่ง) มาพัฒนาร้านกาแฟ.. จนตอนนี้จัดเป็นร้านกาแฟที่น่าอร่อยและน่าแวะไปที่สุดของอีสาน (หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 9 พ.ย. 2556) ตัววนี้จะบอกได้ครับ.. ลูกศิษย์ผมสนใจ AI มากๆ.. ถึงขั้นมาเรียนซ้ำๆ กับผมหลายรอบ. (Reaction) .. ระหว่างนั้นก็จะสอบถาม คุยกันบ่อยๆ (Learning) และดูเขาก็เอา AI ไปใช้เยอะมากๆ ทั้งการออกแบบร้าน (Behavioral Change) สุดท้ายมียอดขายสูงขึ้น หนังสือพิมพ์ หนังสือนำเที่ยวกลาวถึง (Organizational Performance)... ส่วนลูกศิษย์ร้อยล้านของผม ถามผมครั้งเดียว... คล้ายๆกับศัตรูของธอร์ในเรื่องเลย.. ที่สุด Performance ที่ได้สำเร็จจริง แต่ลวงตาครับ...
เอาเป็นว่าถ้าเขาไม่ถาม.. การถามคือการหา Feedback ครับ แสดงว่าเขาจะเอาไปใช้จริงๆ และต้องการทำให้ถูก.. ถ้าไม่ถามแล้วละก็ยากที่จะเชื่อครับ.. บางครั้งผมถึงกับกำหนดเลยว่าใครจะผ่านวิชาผมได้ต้องถามคนละ 10 รอบ บังคับถามเลยก็พบครับว่าที่ไม่ถามนี่ พอเขาถามรู้เลยว่าถ้าเอาไปทำนี่ทำไม่ถูกแน่..เพราะเข้าใจไปคนละเรื่อง.. คุณอาจสร้าง หรือกำหนดให้ถามก็ครับ จะพอช่วยได้.. ถ้าไม่งั้น ตัวใครตัวมันครับ.. เข้าใจหรือยังครับว่าทำไมถึงดูธอร์แล้วได้ร้านกาแฟ สำหรับคอกาแฟ อย่างเจอกาแฟแท้ๆ ก็มาที่ Markoff ครับอยู่ตรงอาคารพิมานคอนโด ซอยกังสดาล ข้างมหาวิทยาลัยขอนแก่น.. ที่นี่ขายเค๊ก ที่กรุงเทพธรกิจบอกเลยว่าเป็นหนึ่งในห้าของประเทศไทยครับ.. และสำหรับคุณรชานนท์ เจ้าของร้าน ถือเป็นลูกศิย์ที่ผมภาคภูมิใจจริงๆครับ
วันนี้พอเท่านี้ เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูกันเองเอานะครับ
Reference:
The first picture retrieved September 11, 2013 from http://www.oknation.net/blog/movietalk/2013/11/09/entry-2
The second picture retrieved September 11, 2013 from http://www.gotoknow.org/posts/545198
The third picture retrieved September 11, 2013 from https://www.facebook.com/MarkoffCoffee


