...นักเรียนที่น่ารักของผม ทำกันไป คุยกันไป ไม่ต้องรีบร้อน บ้างก็ปลูกต้นไม้ ถากหญ้า บางคนก็เก็บกวาดใบไม้และยกกระถางต้นไม้ช่วยครู ทักษะการทำงานแบบนี้เขามีกันอยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องใช้ให้ถูกที่ถูกเวลา..ภาพแบบนี้เด็กในเมืองจะพบเห็นได้น้อยมาก เนื่องจากปัจจัยบางอย่างไม่เอื้อ ก็เลยเข้าทางครู..ที่มุ่งให้ความรู้สู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ..แต่ทำงานร่วมกับผู้อื่นไม่ได้ ฟังใครไม่เป็น ตังเองเป็นใหญ่..บ้านเมืองถึงได้วุ่นวายไม่จบไม่สิ้น...

ใครที่ไม่ได้อยู่โรงเรียนขนาดเล็ก จะไม่รู้สึกเหมือนผมหรอก คือ รู้สึกว่าเป็นหนี้บุญคุณนักเรียน บางช่วงบางตอน เราทำเองได้ แม้งานนั้นอาจทำให้รู้สึกเหนื่อย สกปรก ต่ำต้อย ทำแล้วดูไม่เหมาะสมกับตำแหน่งอันทรงเกียรติข้าราชการซีแปดแก่ๆ ก็ช่างเถอะ บ้านของเรา เราทำเราเห็นเป็นสุขใจ ก็พอ..

 

บางกิจกรรม..ต้องคิดก่อนเสมอ ถ้าง่ายและปลอดภัย เหมาะสมกับวัยนักเรียน และดูแล้วว่า ครูกับผู้บริหาร สามารถจะประยุกต์ให้เป็นสนามฝึกประสบการณ์กับเด็ก ในการเรียนรู้มิติทางสังคม การทำงานร่วมกันและภูมิใจในความสำเร็จร่วมกัน ถ้าภาพปลายทางแบบนี้ชัดเจน ผมจะลงมือสู่ภาคปฏิบัติทันที

 

การไม่มีตำแหน่งนักการภารโรง..นับวันจะไม่ใช่ปัญหาหนักอกหนักใจแต่ประการใด ปัญหาอยู่ที่เราจะบริหารจัดการเวลาและตัวเอง อย่างไร การมองพื้นที่โรงเรียนอย่างรอบด้าน เป็นศาสตร์หนึ่ง ที่ยังไม่มีคนเขียนถึง แต่ผู้บริหารต้องใช้สามัญสำนึกของความรับผิดชอบ..ทำงานภายใต้การมีส่วนร่วมบนพื้นฐานของการเป็น"ผู้นำ" ถ้างานใหญ่ใช้คนเยอะ ก็ต้องออกปากขอแรง "ชุมชน" ถ้าเป็นไปเพื่อการเรียนรู้ ครูต้องขยับขับเคลื่อนเอง และถ้าเรื่องง่ายใกล้ตัว พอทำได้ และยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับโรงเรียนและเด็ก ผู้บริหารอย่างผมจะ ท ท ท  ใช้เป็นหลักยึดเสมอมา

 

คราวนี้ก็ต้องดูกันอีก ถ้าเราลงไปทำ ๓ วันเสร็จ จริงๆก็รอได้ ไม่เป็นไร แต่ถ้าเราจะแปลงเป็น แบบฝึกหัด จะดูดีกว่าไหม..ดังนั้น วันศุกร์หรรษา จึงเป็นวันที่ต้องกลับมาคิดแล้วว่า เด็กจะเห็นด้วยกับเรามากน้อยแค่ไหน แน่นอน จิตอาสามีในตัวเด็กทุกคน แต่ไม่ควรทำในเชิงบังคับ เด็กจะรู้สึกต่อต้านและปฏิเสธอยู่ในใจเมื่อได้ทำงานภาคสนาม.. แม้ว่าจะได้ตกลงกันไปแล้วก็ตามว่า ทุกวันศุกร์ พวกเราต้องให้เวลากับงานพัฒนาสิ่งแวดล้อมของโรงเรียน อย่างน้อย ครึ่งชั่วโมง

 

ผมเรียกเด็ก ป.๓ - ๔ มารวมตัวกัน วันนี้ เราจะทำอะไรกันดี..เด็กบางคน ขอไปดูแลกล้วยน้ำว้าที่ปลูกไว้ริมน้ำ บางคนขอไปหลังอาคาร เพื่อถอนหญ้าที่ขึ้นปกคลุมว่านหางจระเข้ ผมจึงบอกว่าถ้าครูจะเปลี่ยนให้ไปพัฒนาอีกแห่งหนึ่งเธอจะไปไหม..นักเรียนนิ่ง ไม่คัดค้านแต่รอฟังด้วยใจจดจ่อว่าคำตอบจะเป็นที่ใด

 

การนำเข้าสู่บทเรียนแบบนี้..เป็นการเตรียมความพร้อม ให้เด็กเตรียมตัวเตรียมใจ หลอมรวมความคิดและพลังเป็นหนึ่งเดียวก่อน ครูต้องบอกที่มาที่ไปและจุดประสงค์อย่างน้อยเด็กก็จะได้พูดอภิปราย..เป็นการแสดงออกซึ่งความเคารพและให้เกียติซึ่งกันและกัน(ฟังดูแล้วเว่อนะ แต่อย่าลืมว่าเด็กก็มีจิตวิญญาณเหมือนเรา) ครูอย่าทำแบบที่เคยๆ คือ ดีแต่สั่ง แต่ไม่สอน ง่ายสุด คือโยนจอบเสียมให้นักเรียนแล้วก็จบ

 

บอกเด็กว่า สนามเด็กเล่นของอนุบาล ที่มีอุปกรณ์วางอยู่ รถตัดหญ้าเข้าไม่ถึง ทำให้มีหญ้าขึ้นรก น้อง ๆ ของเราก็ไม่อยากเข้าไปเล่น ต้นไม้บริเวณนั้น เราจะทำอย่างไรกันดีให้มันสวยงาม ..วันนี้..ถ้าเราจะไปพัฒนากันตรงนั้นเธอจะเห็นด้วยไหม..

 

ผอ.พูดอย่างนุ่มนวลขนาดนี้ มีหรือจะเป็นอื่น..แต่ธรรมชาติของเด็กก็คงหนีไม่พ้นแรงจูงใจที่ประกอบกัน กับประสบการณ์ที่เขาเห็นและเป็นอยู่ ในจุดต่างๆของโรงเรียนซึมซับรับอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทำให้เด็กพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า..

 

"..ที่ตอไม้..เราก็ปลูกต้นไม้รอบๆสิคะ..."

"..โคนต้นไม้..ในสนามเด็กเล่น เราก็ถากหญ้า แล้วปลูกต้นไม้สิครับ.."

"..ที่โรงรถครู วางกระถางต้นไม้ด้วยสิคะ.."

 

พอผมถามว่าต้นไม้อะไรดี เด็กยิ้ม ตอบไม่ได้..ผมรู้แล้วเด็กพยายามนึกถึงต้นไม้ประจำโรงเรียน เป็นไม้ประดับที่เป็นมงคล นำมาซึ่งความเจริญงอกงามแก่จิตใจและเงินทอง(ไม่เชื่ออย่าลบหลู่) ใครเห็น ใครชอบ ขอไปปลูก รับรองไม่มีเจ็บไม่มีจน(แต่ต้องขยันทำกินด้วยนะ)

 

"..ต้นหาบเงินหาบทอง...กับ..ต้นเงินไหล..ไงล่ะ" เด็กเฮกันใหญ่ ที่เฮเพราะว่าเป็นต้นไม้ที่ปลูกง่ายที่สุดในโลกใบนี้

 

...นักเรียนที่น่ารักของผม ทำกันไป คุยกันไป ไม่ต้องรีบร้อน บ้างก็ปลูกต้นไม้ ถากหญ้า บางคนก็เก็บกวาดใบไม้และยกกระถางต้นไม้ช่วยครู ทักษะการทำงานแบบนี้เขามีกันอยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องใช้ให้ถูกที่ถูกเวลา..ภาพแบบนี้เด็กในเมืองจะพบเห็นได้น้อยมาก เนื่องจากปัจจัยบางอย่างไม่เอื้อ ก็เลยเข้าทางครู..ที่มุ่งให้ความรู้สู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ..แต่ทำงานร่วมกับผู้อื่นไม่ได้ ฟังใครไม่เป็น ตังเองเป็นใหญ่..บ้านเมืองถึงได้วุ่นวายไม่จบไม่สิ้น...

 

                                                              ชยันต์ เพชรศรีจันทร์

                                                               ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

 

                                                http://bannongphue.com