นี่คือส่วนหนึ่ง ที่ผมคิดว่า นอกกรอบแล้ว ไม่ยากเลย แต่นักวิชาการระดับสูงอาจมองว่าไร้สาระ และนักบริหารการศึกษา อาจมองว่ายาก จึงไปคิดเรื่อง ขึ้นเงินเดือนครู ซึ่งเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าเยอะ..ซึ่งพวกเขาคิดกันได้แค่นี้จริงๆ ให้แต่สวัสดิการ แต่ไม่เคยคิดจะให้สติปัญญาแก่ครูไทยเลย

อ่านหนังสือเรื่อง..ครูนอกกรอบ กับห้องเรียนนอกแบบ เป็นหนังสือแปล ต้นฉบับเขียนโดย เรฟ เอสควิท อ่านมาหลายวันแล้ว วันนี้จบได้เสียที รู้สึกคุ้มค่าที่ได้อ่านหนังสือดีๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพโดยตรง และก็รู้สึกได้ว่า เราก็มีลูกบ้าหน่อยๆ เหมือนผู้เขียนเหมือนกัน คือ ไม่ชอบคิดตามที่เอ่ยอ้างในหลักสูตร..ไม่รู้สึกสนุกเลย ทั้งเด็กและครูที่จะต้องกางหลักสูตร แล้ว ก็ สอน สอน แล้วก็สอน อะไรก็ไม่รู้

 

ถ้อยคำสำคัญจากหนังสือ มีประเด็นที่น่าคิด หลายประเด็น อาทิ

 

- เวลาสอนหรือเวลาเลี้ยงลูกต้องพยายามมองจากมุมมองของเด็กเสมอ อย่าใช้ความกลัวเป็นทางลัดไปสู่การให้ความรู้

 

- หากห้องเรียนของคุณไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ก็ไม่มีอะไรดีๆตามมาหรอก

- จงทำตัวเป็นที่พึ่งของเด็กๆ

 

- ความถ่วงความสามารถในการอ่านที่เป็นตัวหาผลประโยชน์จากเด็ก และถ่วงพัฒนาการของเด็ก ได้แก่ ทีวี วีดีโอเกมส์ ครูที่สอนห่วงความยากจน ครอบครัวแตกแยก และการที่ไม่มีผู้ใหญ่คอยให้คำแนะนำ

 

- เพื่อแก้ปัญหาเด็กอ่านหนังสือไม่ออก จึงมี "literacy coach" ทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญให้คำแนำวิธีแก้ปัญหา โดยผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้น มาจากครูที่ไม่เคยประสบความสำเร็จในการสอนเลย

 

ประเด็นสุดท้าย ประเทศไทย โดยกระทรวงศึกษาธิการ กำลังทำอยู่ โดยให้นักวิชาการของ สพฐ. เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งนั่งอยู่ในตึก ๑๐ ชั้น ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ ไม่เคยสอนมาก่อน เรื่องประสบความสำเร็จด้านการสอนจึงไม่ต้องพูดถึง

 

ดังนั้น..การคิดไปเรื่อย ในกรอบธรรมดา โดยไม่ฝึกหรือกระตุ้นครู ให้คิดนอกกรอบ จึงอาจเป็นปัจจัยที่ถ่วงความสามารถในการอ่านของเด็กก็ได้

 

ปัญหาของเด็กในแต่ละห้องเรียน เป็นปัญหาของครูแต่ละคน ที่ต้องคิดค้นวิธีแก้ไข ไม่จำเป็นที่กระทรวงฯจะไปคิดแทนครูทั้งประเทศ..คิดง่ายเกินไป

 

 

การแก้ปัญหา "การอ่าน"ของนักเรียน ถ้าครูจับหลักได้ ใช้วิธีการหลากหลาย น่าจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่การสอนเขียน จะยากกว่า ซึ่งครูส่วนใหญ่จะไม่ชอบและไม่ถนัด เมื่อเจอปัญหาที่ตัวเด็ก ครูก็จะสอนแบบขอไปที แล้วก็บ่นว่า เด็กเขียนไม่ได้เรื่อง ทั้งที่ครูเองก็เขียนไม่เป็น และไม่เข้าใจกระบวนการสอนเขียน ซึ่งแท้จริงไม่มีอะไรซับซ้อนเพียงแค่ครูใส่ใจ และคิดนอกกรอบบ้าง

 

ผมเข้าไปช่วยครู เพราะเห็นว่า นักเรียนชั้น ป.๓ จะต้องสอบ NT ในปลายปีการศึกษานี้ แบบทดสอบอัตนัย จะมีการให้นักเรียนเขียนเรื่อง ซึ่งครูก็มักจะโยนกระดาษให้นักเรียนเขียนเลย นำภาพให้นักเรียนดูแล้วให้เขียนบรรยายภาพ จะมีเด็กที่มีพรสวรรค์สักกี่คน ที่เขียนได้ในทันที

 

ผมพานักเรียนไปที่แปลงเกษตร..ซึ่งเป็นสถานที่ที่เป็น ภาพใหญ่ มากๆ บอกเด็กว่าไปทำงานกัน ใช้เวลา ..๐๗.๕๐ - ๐๘.๑๕ น. หลังจากนักเรียนทำเขตเสร็จแล้ว บอกนักเรียนว่า..ทำไปคุยกันไปนะ ครูจะไม่ให้เขียนอะไรหรอก จากนั้นนักเรียนก็เริ่มถอนหญ้า พรวนดิน ปรับตกแต่งแปลงเกษตร จนแล้วเสร็จได้ ๑ แปลง

 

ถามนักเรียนว่า..ถ้าบริเวณแปลงเกษตร..เป็นภาพ นักเรียนคิดว่าภาพใหญ่หรือเล็ก

บริเวณนี้ มีอะไรบ้างครับ นักเรียน( สระน้ำ ศาลา ต้นไม้ ศาลพระภูมิ บ่อปลา นา)

ที่นักเรียนบอกมา นักเรียนชอบอะไรมากที่สุด /ทำไมล่ะ/ทำจากอะไร/ที่บ้านมี

ไหมในแปลงเกษตรของนักเรียน พบอะไรบ้าง ดินสีอะไร/ อยากปลูกอะไร/

ทำไมล่ะ

 

ขณะที่ครูถาม นักเรียนตอบ บรรยากาศต้องเป็นกันเอง มีตลกขำขัน พูดเล่นพูดล้อกันไป เด็กจะรู้สึกว่าครูไม่ได้ยัดเยียดความรู้ ตอบผิดตอบช้าไม่เป็นไร ขณะเดียวกันครูก็ต้องใจเย็น และเสริมต่อการเรียนรู้เป็นระยะ

 

การสอนเขียน จึงควรเริ่มจากการที่เด็กฟัง พูด เล่าเรื่อง ตอบปากเปล่า ทำกับภาพใหญ่ ผ่านกิจกรรมที่เด็กสนุก.. สัก ๔ - ๕ ครั้ง แล้วค่อยลงมือเขียน ซึ่งผมทำแล้ว  ประสบความสำเร็จ ครูอย่างผมก็มีความสุข เด็กก็สนุกและเกิดการเรียนรู้

 

นี่คือส่วนหนึ่ง ที่ผมคิดว่า นอกกรอบแล้ว ไม่ยากเลย แต่นักวิชาการระดับสูงอาจมองว่าไร้สาระ และนักบริหารการศึกษา อาจมองว่ายาก

 

จึงไปคิดเรื่อง ขึ้นเงินเดือนครู ซึ่งเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าเยอะ..ซึ่งพวกเขาคิดกันได้แค่นี้จริงๆ ให้แต่สวัสดิการ แต่ไม่เคยคิดจะให้สติปัญญาแก่ครูไทยเลย

 

 

                                                               ชยันต์ เพชรศรีจันทร์

                                                                 ๖  พฤศจิกายน  ๒๕๕๖

                                                              http://www.bannongphue.com