
การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า คนที่ดูแลคนอื่นนานๆ เช่น ดูแลสามีหรือภรรยาสมองเสื่อม (dementia) ฯลฯ มีระดับความเครียดเพิ่มขึ้น เพิ่มเสี่ยงป่วย และเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
การศึกษาใหม่ ทำโดย ดร.เดวิด แอว. รอต และคณะจากมหาวิทยาลัยจอฮ์น ฮอพคินส์ สหรัฐฯ
ทำในกลุ่มตัวอย่างผู้ใหญ่ที่ให้การดูแลคนในครอบครัวที่ป่วยเรื้อรัง หรือพิการ (care-givers) 3,503 คน, เทียบกับคนที่ไม่ได้ดูแลคนอื่น (non-caregivers)
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่รู้สึกเครียดเพิ่มขึ้น
น้อยกว่า 1/5 รู้สึกเครียดเพิ่มขึ้นระดับปานกลาง
กลุ่มตัวอย่าง (ที่ดูแลคนอื่น) ส่วนใหญ่ (2/3) เป็นผู้หญิง
ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่คนอื่นเสียชีวิตด้วยสาเหตุต่างๆ ลดลง 18% = เกือบ 1/5 เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้ดูแลคนอื่น
.

ภาพ: ตัวอย่างหนึ่งของการดูแลคนอื่น คือ การเลี้ยงลูก
เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดีกับคุณลูกอย่างนี้ (ขอนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน)
- ป้องกันท้องเสีย โรคติดเชื้อ เช่น ปอดบวม ฯลฯ
- ลดเสี่ยงโรคหอบหืด ภูมิแพ้
- ลดเสี่ยงโรคซิดส์ (เด็กทารกอายุต่ำกว่า 1 ปีตายเฉียบพลัน; โรคนี้ป้องกันได้เพิ่มขึ้น โดยให้เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีนอนหงาย)
- ลดเสี่ยงโรคอ้วน
เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดีกับคุณแม่อย่างนี้ (ลดเสี่ยง หรือช่วยป้องกันโรคอะไรบ้าง)
- มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่
- โรคซึมเศร้าหลังคลอด
- เบาหวาน
- คลายเครียด

ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่า คนที่ดูแลคนอื่น โดยเฉพาะคนในครอบครัว น่าจะมีอายุยืนขึ้นจากจิตใจที่ดีงาม 3 ประการได้แก่
(1). altruism = ความเป็นผู้ใจบุญ ปรารถนาดีต่อคนอื่น
ตัวอย่างคนใจบุญในโลกท่านหนึ่ง คือ ท่านบิลล์ เกตส์ เจ้าของไมโครซอฟท์ที่ขายระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ได้บริจาคเงินทองมากมาย เช่น บริจาควัคซีนป้องกันเชื้อโรคปอดบวม-หูน้ำหนวก ซึ่งคาดว่า น่าจะทำให้เด็กๆ รอดตายอย่างน้อย 1-2 ล้านคนใน 10 ปี ฯลฯ
.
(2). spirituality = จิตวิญญาณ
เช่น คนที่ดูแลคุณแม่ คุณพ่อด้วยความเคารพ ฯลฯ
ตรงนี้มีวิธีป้องกันโดนลูกหลานทิ้ง คือ ขอให้ไปสังเกตคนที่ถูกลูกหลานทิ้งตามบ้านนอก
จะมีลักษณะสำคัญ (โหงวเฮ้ง ลักษณะประจำ ฯลฯ) 2 ข้อได้แก่
- จน
- ขี้บ่น
.
ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง ("จน + ไม่ขี้บ่น" หรือ "รวย + ขี้บ่น")... อาจจะรอด (ไม่โดนลูกหลานทอดทิ้ง)
ดูเหมือน "รวย + ขี้บ่น (นิดหน่อย)" จะปลอดภัยกว่า "จน + ไม่ขี้บ่น"
เพราะอาจมีคนดูแลด้วยเหตุที่มีมรดก ฯลฯ
แต่ถ้ามี 2 ข้อพร้อมๆ กัน ("จน + ขี้บ่น") แล้ว รอดยาก... ส่วนใหญ่จะโดนทอดทิ้ง
.
วิธีป้องกัน "โรคโดดเดี่ยว (ถูกทอดทิ้ง)" คือ
- อย่าเป็นหนี้เกินตัว
- ไม่ค้ำประกันหนี้คนอื่น
- ออมทรัพย์
- ลงทุนอย่างรอบคอบตั้งแต่เด็ก (ถ้าทำได้)
- เกษียณให้ช้าลง หรือทำงานหลังเกษียณ (เท่าที่ทำได้)
คนที่ทำงานหลังเกษียณได้... ส่วนใหญ่จะมีสุขภาพดีกว่าคนทั่วไป
โบราณท่านถึงได้ย้ำนักย้ำหนาว่า มีเงินเป็นตุ่ม (ไห) ก็คุ้มหัวคนป่วยหนักได้ไม่นาน
(สู้มีเงินสักครึ่งไห แล้วสุขภาพดีจริงไม่ได้)
.
(3). resilience = ความอดทน ความอึด
ตัวอย่างคนที่มีความอึด-อดทนมากหน่อย คงจะเป็นคนญี่ปุ่นตอนหลังซึนามิถล่ม ขนาดอดข้าว-อดน้ำ หิวตาลาย ก็ยังข่มกายไว้ไม่ให้คลั่ง ข่มใจไว้ไม่แสดงอาการหน้านิ่วคิ้วขมวด
พากันยืนเข้าแถวรับความช่วยเหลืออย่างสงบ สุภาพ ไม่ด่าทอคนที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือ แถมยังไม่แซงคิวอีกต่างหาก...
ข้อนี้น่าจะตรงกับคำว่า
- "ขันติ" = ความอดทนทางกาย วาจา
- "โสรัจจะ" = ความสงบเสงี่ยม อดทนทางใจ สังเกตได้จากหน้าไม่งอ คอไม่เกร็ง
.
ผู้เชี่ยวชาญแนะว่า ถึงแม้จะมีน้ำใจ ดูแลคนอื่น
ทว่า... ถ้าดูแลสุขภาพเราให้ดีไปด้วย จะทำให้อะไรๆ ดีขึ้นได้มาก
โดยเฉพาะกินพอดี (ไม่กินเพิ่มตามความเครียด หรือความเศร้า), นอนให้พอ, และออกแรง-ออกกำลังให้พอเป็นประจำ
ดูแล "เขา (หรือเธอ)" แล้ว, อย่าลืมดูแลตัว "เรา" ด้วยเป็นดีที่สุด
.
ถึงตรงนี้... ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
.
ขอบคุณค่ะ