เล่าต่อจากการฟัง อ.ศศิน

* การปูพื้นฐานด้วยข้อมูลที่ย้ำเตือนด้วยการสร้างจุดสนใจด้วยการมีส่วนร่วมของทุกคนจะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนางานเเละตีเเผ่งานออกไปให้คนทุกคนได้เข้าถึงอย่างมีคุณภาพ ...

เล่าต่อจากการฟัง อ.ศศิน

 

 

          "งานสิ่งเเวดล้อมเป็นงานที่ทำไม่เสร็จเพราะมนุษย์เรามีการพัฒนาอยู่ในทุกขณะ" เป็นคำกล่าวที่ชี้ให้เรามองเห็นถึงงานสิ่งเเวดล้อมที่เป็นงานที่ทำไม่เสร็จเพราะ "ความต้องการ" ของคนเรามีอยู่ในทุกๆคนโดยที่ความต้องการนี้มาสังบริบทของสังคมที่เปลี่ยนเเปลงไปตามยุคสมัยต่างๆ  เมื่อคนเรามีความต้องการทรัพยากรมาก ทรัพยากรจะขาดเเคลนเป็นธรรมดาในสังคมที่มีความต้องการนั้นยังมีภาพของคนที่ร่วมกันรักษาไว้ซึ่งธรรมชาติในส่วนเล็กๆเเต่ก็ไม่สามารถจะรักษาไว้ได้อย่างเเท้จริงเพียงเป็นการ "รักษาไว้ให้นานที่สุดให้ลูกให้หลานได้เห็น" งานในการรักษาไว้ซึ่งธรรมชาติจึงเป็น "งานที่หนักสำหรับนักสิ่งเเวดล้อมทุกคน"  นักสิ่งเเวดล้อมทุคนจะพบกับปัญหาต่างๆมากมายในการรักษาไว้ซึ่งธรรมชาติ  ต้องหาหนทางใน "การยื้อ" ธรรมชาติให้อยู่กับเรามากที่สุดที่พอจะทำได้จนอาจกล่าวได้ว่า "นักสิ่งเเวดล้อมจะต้องเป็นตัวถ่วงความเจริญ" เพราะโจทย์หลักของงานสิ่งเเวดล้อม คือ การอนุรักษ์ธรรมให้อยู่กับเราได้นานที่สุดในบริบทที่เปลี่ยนเเปลงในสังคมเเต่ละยุคสมัย ให้ลูกหลานได้สัมผัสธรรมชาติ  ให้ลูกหลานได้สูดกลิ่นธรรมชาติ ให้ลูกหลานได้มองเห็นธรรมชาติได้อย่างชัดเจนอย่างที่เราได้มองเมื่อครั้งอดีตให้มากที่สุด เมื่อก่อนเรามีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติอยู่กับธรรมชาติเเละเรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติมากมาย อาทิ อาหาร  ภูมิปัญญาต่างๆ  วัฒนธรรมต่างๆ  ความเชื่อต่างๆ เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งความผูกพันนั้นจะเข้าถึง "ใจ" ของเราสมัยก่อนจนเรียนรู้ธรรมชาติเเล้วสามารถอยู่กับธรรมชาติได้ร่วมกัน  ในทุกวันนี้บริบทของสังคมเปลี่ยนเเปลงไปตามยุคสมัย  วิถีชีวิตเดิมเมื่อครั้งบรรพบุรุษถูกลบเลือนหรือหายไปในการดำเนินชีวิตทำให้เราห่างเหินธรรมชาติไปจากเดิมที่หากินตามไร่นาป่าลำน้ำ  เราหันเข้าในเมือง เมื่อความผูกพันต่างๆของเรากับธรรมชาติน้อยลง ทำให้เราเเสวงหาความต้องการจากธรรมชาติในการดำเนินชีวิตโดยการทำลายธรรมชาติเพื่อเปลี่ยนมาเป็นความสะดวกสบายของคนเรา..."เมื่อก่อนเราเคยมีป่าถึง 80 เปอร์เซนต์ เเต่เดี่ยวนี้เราเหลือเพียง 20 เปอร์เซนต์" ซึ่งใน 20 เปอร์เซนต์นั้น "เเม่วงศ์" เป็นหนึ่งในนั้น...การสร้างเขื่อนเเม่วงศ์จะได้อย่างเเต่เสียอย่างโดยที่ศึกษาเเล้วว่าเมื่อได้สร้างเขื่อนนั้นผลกระทบที่ออกมามีมากกว่าผลดี  เมื่อประเด็นคือภาครัฐสร้างเขื่อนโดยต้องทำลายป่าไม้ในเเมวงศ์  การรักษาเเม่วงศ์เเละธรรมชาติไว้นั้น "การต่อสู้ด้วยข้อมูล" เป็นวิถีทางในการตีเเผ่ให้ประชาชนทุกคนได้รับรู้เมื่อรับรู้เเล้วจะเป็น ฐานเสียง ในระบอบประชาธิปไตยในการคัดค้านการสร้างเขื่อนเเม่วงศ์ทั้งนี้อ.ศศินรู้ดีว่าในการดำเนินการสร้างเขื่อนของภาครัฐนั้นจำต้องอาศัยข้อมูลจากการศึกษาเป็นทุนหลักของการพัฒนางาน จึงลงเป้าไปที่ประเด็นข้อมูลที่ได้ศึกษามาก่อนที่ชี้ให้เห็นว่ามีผลเสียมากกว่าผลดี โดยการมุ่งเป้าประเด็นไปที่การหยุด EHIA ซึ่งเปรียบเสมือนฐานข้อมูลของการสร้างเขื่อน "ถ้าฐานข้อมูลวิเคราะห์ออกมาเเล้วมีผลเสียมากกว่าผลดี" ภาครัฐอาจยกเลิกการสร้างเขื่อนเเม่วงศ์เเล้วหันเป้าหมายมายังการร่วมอนุรักษ์เขื่อนเเม่วงศ์ก็เป็นได้ ...

 

          การทำงานของ อ.ศศิน เฉลิมลาภ ในการคัดค้านเขื่อนเเม่วงศ์ สามารถวิเคราะห์ได้ ดังนี้

         1. การปูพื้นฐานข้อมูล โดยการพิมพ์หนังสือออกขายที่เป็นการเน้นย้ำข้อมูลในระยะเริ่มเเรกโดยข้อมูลนี้เป็นข้อมูลการวิเคราะห์เเละรายงานผลทั้งเล่มซึ่งเป้นสิ่งที่น่าเบื่อเเละไม่มีคนอ่านในตอนนั้นขายไม่ได้เลยสักเล่ม "เเต่ทำไมผมถึงยังทำก็เพราะสักวันหนึ่งที่ได้ดำเนินงานต่อไปประชาชนจะหันกลับมาย้อนมองดู  หรือ  feedback โดยเป็นการทบทวนในสิ่งที่ผมได้ทำไป" ทั้งนี้อ.ศศินอาจมองว่าข้อมูลเปรียบเเหมือนรากฐานของการทำงาน..ก็เป็นได้

         2. การสร้างจุดสนใจ  โดยการเดิน 388 กิโลเมตร จากเดิมที่เดินกันประมาณ 3 -4 คนพอเดินออกจากเเม่วงศ์เข้ามาถึงกรุงเทพกับกลายเป็นหลายหมื่นคนทั้งนี้อาจเป็นเพราะ อ.ศศิน เป็นคนที่น่าเชื่อถือน่าศัทธาในความคิด เเล้วสื่อต่างๆในสังคมร่วมกันตีเเผ่เรื่องราวนี้ออกไปทำใก้กลุ่มคนที่มีความศัทธาหรือมีเเนวคิดเดียวกันลุกขึ้นมาร่วมเดินทางเพื่อรณรงค์ไปพร้อมกับ อ.ศศิน ทั้งนี้เมื่อได้ประชาชนเห็นตามจึงเป็นพลังสำคัญในการคัดค้านเขื่อนเเม่วงศ์ในรับอบประชาธิปไตย....เเต่วิธีการเดินนี้เราไม่สามารถทำได้ทุกคนเพราะเราไม่มีทุนเหมือนกับ อ.ศศิน ทุนที่นี้อาจหมายถึง ชื่อเสียง  คนรู้จัก  การนับหน้าถือตา  ลูกศิษย์ทั้งหลาย  ผู้ติตามการทำงาน  สื่่อหลายๆสือ่ที่ถ่ายทอด เเละอื่นๆ บางครั้งมีดารามาร่วมขบวนมีคนดังเข้าร่วมขบวนยิ่งเป็นจุดที่สามารถดึงดูดให้ประชาชนสนใจเเละเห็นตาม

         3. ผล  เป็นความคาดหวังหลังจากการดำเนินงานทั้งหมดที่ต่อสู้ด้วยข้อมูลที่ได้ศึกษาโดยการพิมพ์หนังสือออกขายในระยะเริ่มต้นเเล้วมุ่งประเด็นมายังการเดิน 388 กิโลเมตร จากเเม่วงศ์เข้ามาถึงกรุงเทพ เพื่อสร้างจุดสนใจ จากการเล่าของ อ.ศศิน ว่า "จากในระยะเเรกที่พิมพ์หนังสือออกขายปรากฎว่า หนังสือขายไม่ได้เลยสักเล่ม เเต่ผมก็ยังสั่งพิมพ์เพิ่มอีกเพผื่อสักวันหนึ่งหนังสือนี้จะสามารถเข้าถึงประชาชนก่อน...เเล้วเมื่อหลังจากเดินเสร็จเเล้วนั้นหนังสือกลับขายหมดเเล้วก็มีหนังสือจากคณะที่ร่วมเดินทางเขียนให้อีกเป็นเล่มๆ..จากนั้นไม่นานเกิดกระเเสในสังคมที่ใหญ่โตในการวิพากย์วิจารณ์การสร้างเขื่อนเเม่วงศ์ต่างๆนาๆ"  เห็นได้ว่าจากการสร้างจุดสนใจการเดินจากเเม่วงศ์เข้ามาถึงกรุงเทพสามารถทำให้คนสนใจเเละมีการกลับมาย้อนมองดูเเนวคิดในการสร้างเขื่อนอีกครั้ง...

 

           * การปูพื้นฐานด้วยข้อมูลที่ย้ำเตือนด้วยการสร้างจุดสนใจด้วยการมีส่วนร่วมของทุกคนจะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนางานเเละตีเเผ่งานออกไปให้คนทุกคนได้เข้าถึงอย่างมีคุณภาพ ...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกพอเพียง



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณบันทึกดีๆครับ

เขียนเมื่อ 

  การมีส่วนร่วม .... ของทุกคนจะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนางาน ..... ขอบคุณค่ะ