เมื่อเกิดมาจนเราต้องช่วยกันทำงาน

 

ตอนเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ผู้เขียนได้เรียนในภาคบ่าย ทำให้มีเวลาในช่วงเช้าช่วยครอบครัวหารายได้ จากการทำงานที่สุจริต แม้จะได้รายได้มาบางครั้งก็ไม่พอต่อการเลี้ยงครอบครัว มาถึงตอนนี้พ่อได้ทำงานในโรงงานรมควันยางพารา และแม่ก็ได้ลงทุนเล็กๆ น้อย ๆ ขายข้าวแกงหน้าโรงงานที่พ่อเป็นคนงาน ส่วนใหญ่คนงานก็เป็นคนจนที่ต้องมาใช้แรงงานแลกเงิน กินก่อนแล้วค่อยจ่ายเงิน เมื่อค่าแรงออก บางคนก็หนีไม่ยอมจ่าย ผมเคยคุยกับแม่ว่าทำไมเราไม่ขายเงินสด จะได้ไม่โดนเบี้ยว แต่บอกว่าสงสารคนงานเขาก็จนเหมือนเรา ถ้าเราไม่ให้กินก่อนแล้วจ่ายทีหลัง เขาก็ไม่ได้กินแล้วจะเอาแรงที่ไหนทำงาน สุดท้ายก็มีคนงานที่กินข้าวแกงร้านแม่ มีทั้งจ่ายสดและเชื่อไว้ก่อน ผู้เขียนและน้องๆ ก็ได้ช่วยแม่ขายข้าวขายขนมก่อนไปโรงเรียนโดยพยายามทำงานและเรียนไปในเวลาเดียวกัน วันหยุดเรียน เสาร์-อาทิตย์ ก็จะไปรับจ้างเก็บผักตบชวาและผักบุ้งในคลองใกล้บ้านให้กับป้าสีที่มีอาชีพเลี้ยงหมูด้วยค่าจ้างครั้งละ ๕-๑๐บาทต่อวัน ในช่วงปิดเทอมก็จะไปทำงานรับจ้างใช้แรงงานขนปูน ขนหิน ขนทราย ทำงานก่อสร้าง ได้ค่าแรงวันละ ๑๘ บาท ถ้าไม่มีงานก่อสร้างก็จะไปทำงานโรงรมยางเป็นงานลอกยางแผ่นลงบ่อล้าง ค่าแรงก็ ๑๘ บาทต่อวันเช่นกัน จนสามารถเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งก็ไปซื้อกระดิ่งมาอันหนึ่ง แล้วก็ไปรับไอศกรีมหิ้วกระติกขายตามบ้านเรือนได้เปอร์เซ็นต์จากการขายร้อยละ ๒๐ จนได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของร้าน เลื่อนระดับจากหิ้วกระติกมาเป็นใช้รถเข็นทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น

ผู้เขียน อยู่กับพ่อแม่ในบ้านหลังเล็ก ที่ช่วยปลูกสร้างกันเองด้วยเศษไม้เก่าในบริเวณโรงงานยางที่พ่อทำงาน พ่อแม่และลูกๆ ก็ต้องช่วยกันทำงานเพราะเราเป็นคนจนในเมือง  เมื่อไม่มีเงินใช้จ่าย ไม่มีเงินให้ลูกเรียนแม่ก็ต้องไปหยิบยืมเงินที่ต้องเสียดอกเบี้ยมาใช้จ่าย แล้วทำงานส่งชำระหนี้เป็นรายวันและหนี้ก้อนนี้ก็สะสมมากขึ้นเป็นดินพอกหางหมู แต่แม่บอกว่าในเมื่อชักหน้าไม่ถึงหลังเราก็ต้องยืมเขามาใช้ลงทุนขายข้าวเล็กๆ น้อยๆ ลูกก็จะได้มีกิน มีเงินไปโรงเรียน บางครั้งเมื่อถึงกำหนดวันนัดชำระหนี้ แม่ไม่มีเงินให้เจ้าหนี้ เขาก็ด่าว่าอย่างสาดเสียเทเสีย แต่แม่ไม่เคยหนีหนี้ แม่จะขอความเมตตากับเจ้าหนี้เสมอว่า“…มีวันไหนจะจ่ายให้ทันที...” บางครั้งเห็นแม่แอบร้องไห้  ผู้เขียนรู้สึกโกรธมากที่เขามาด่ามาต่อว่าแม่เสียๆ หายๆ แต่แม่กลับไม่โกรธ แล้วก็สอนเสมอว่า “...อย่าโกรธเขาเลยลูก มันเป็นความผิดของเรา เราผิดคำพูดเอง เขาเป็นผู้มีบุญคุณต่อเรา ไม่มีเขาเราก็ไม่มีโอกาส ไม่มีเงินลงทุนขายของ ถ้าไม่มีเงินลงทุน เราก็ไม่มีรายได้ ลูกก็อาจจะไม่ได้เรียนอีก...” แม่ถูกเพื่อนบ้านสบประมาทอยู่เสมอว่า ยากจนจะกินยังไม่มี ยังไม่รู้จักเจียมตัวเที่ยววิ่งกู้หนี้ยืมสินให้ลูกเรียน แต่แม่ก็อดทนก้มน่าก้มตาทำงานใช้หนี้และส่งให้ลูกๆ เรียน ส่วนพ่อก็จบการศึกษาเพียงแค่ชั้นประถมปีที่๒ อายุเกินวัยการศึกษาภาคบังคับก็ต้องออกจากโรงเรียนมาทำนาเช่นชาวนาคนอื่นๆ แต่รายได้ไม่พอใช้จ่าย ต่อมาพ่อก็เดินทางเข้ามาเสี่ยงโชคทำงานในเมือง โดยรับจ้างเป็นผู้ใช้แรงงาน พ่อเล่าว่า “…ตอนออกจากชนบทมาใหม่ ๆ ก็ไปเป็นคนงานรับจ้าง ทำกระเบื้องดินเผาที่เกาะยอ ได้ค่าแรงวันละ 8 บาท ต่อมาก็เป็นคนงานแบกของไปกับรถขายถ่าน เลิกงานกลับบ้านมาหน้าดำจนลูกๆ จำไม่ได้ ก็เปลี่ยนงานมาเรื่อย ๆ เคยทำงานเป็นกุลีรับจ้างงานก่อสร้างและเป็นลูกจ้างทำงานใช้แรงงานในโรงรมยาง...” ท่านทั้งสองจึงกลายเป็นคนจนเมือง ต้องเป็นหนี้เป็นสินและดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด และผลที่ตามมาคือทำให้ผู้เขียนกลายเป็นคนจนโดยกำเนิดเป็นคนจนประเภทที่ ๑ ในจำนวนคนจน ๔ ประเภท กล่าวคือ ประเภทแรก จนโดยกำเนิดที่เรียกว่าจนมาตั้งแต่เกิด ประเภทที่สอง จนเพราะไม่ประสบผลสำเร็จในการประกอบการค้าทำมาหากิน ประเภทที่สาม จนเพราะความประมาท ไปหลงติดอยู่ให้ห้วงของอบายมุข และประเภทสุดท้ายพวกที่เจ็บไข้ได้ป่วยเรื้อรังมีเงินมีทองมีทรัพย์สมบัติเท่าไร ขายรักษาตัวหมด ทำมาหากินไม่ได้ก็เลยจน

ผู้เขียนคิดอยู่เสมอว่าต้องตั้งใจเรียนให้เก่งจะได้เรียนสูงๆ จะได้มีงานทำช่วยพ่อแม่ปลดหนี้ให้ได้ปี พ.ศ.๒๕๑๙ จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๕ และสมัครสอบเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยเลือกคณะทรัพยากรธรรมชาติเพราะเห็นว่าน่าจะเรียนได้และเป็นประโยชน์กับญาติพี่น้องที่ส่วนใหญ่ทำการเกษตรหวังว่าจะได้เป็นข้าราชการที่ทำงานเกี่ยวกับการส่งเสริมการเกษตรจึงได้พยายามอ่านหนังสือทบทวนตำรับตำรา จนถึงวันสอบตรง ผลการสอบออกมา ผู้เขียนสอบไม่ผ่าน ก็เลยแก้ตัวใหม่โดยสมัครสอบกลางอีกครั้ง ครั้งนี้ปรากฏว่าสอบได้ ในวันประกาศผลมีเพื่อนๆ เบียดเสียดแย่งกันดูผลสอบ บางคนก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจที่สอบได้ บางคนก็ร้องไห้ที่สอบไม่ได้ ส่วนตัวผู้เขียนเองก็ยืนร้องไห้เพราะสอบได้แต่ไม่มีเงินเรียนจึงตัดสินใจไปหางานทำและหาที่เรียนในกรุงเทพมหานครเพื่อสร้างฝันใหม่ด้วยกำลังใจและการสนับสนุนของพ่อ ในที่สุดครอบครัวเราก็ต้องมีหนี้ก้อนใหม่เพิ่มขึ้น แม่ได้ไปยืมเงินมาอีกหนึ่งพันบาท แบ่งไว้ใช้ในครอบครัวส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเป็นค่าโดยสารรถไฟชั้นสามและติดตัวไว้ให้ใช้ระหว่างเดินทาง และส่วนที่จะเก็บไว้ใช้จ่ายเมื่อถึงกรุงเทพฯ แม่ก็ใส่กระเป๋ากางเกงและเย็บปิดปากกระเป๋ากลัวผมทำตกหายหรือถูกล้วงกระเป๋า เป็นการรอบคอบและป้องกันเงินสูญหายระหว่างเดินทาง ต้องระวังและรอบคอบไว้ก่อน