วันที่ ๗ก.ย. ๕๖ ผมเดินทางด้วยเที่ยวบิน TG 910 ไปลอนดอน ในชั้นประหยัด โดยทางสถาบันคลังสมองได้พยายามขอเลื่อนไปชั้นธุรกิจด้วยไมล์สะสม แต่ไม่สำเร็จ ในที่สุดตอน เช็คอิน เขาบอกว่าที่นั่งชั้นธุรกิจเต็ม
สาวน้อยบอกว่า เดินทางชั้นประหยัดเสียบ้าง จะได้ไม่เสพสุขจนเคยชิน ซึ่งผมก็เห็นด้วย
แต่ด้วยพลังของบัตรทอง ผมก็ยังไปนั่งกินดื่ม และอ่าน-เขียนหนังสือในห้องรับรองของการบินไทย ได้อยู่ดี และเมื่อขึ้นเครื่องเรียบร้อยแล้ว พนักงานก็มาบอกว่า ในฐานะสมาชิกบัตรทอง ผมแจ้งเลือกอาหารเย็นและอาหารเช้าได้
อาหารเย็นในที่นี้คือเรากินตอนตี ๒ ซึ่งเป็นเวลาสองทุ่มที่อังกฤษ ผมจึงเลือกไม่กิน ขอแต่น้ำเปล่า เอามากินยา Lorazepam 0.5 mg. เพื่อจะได้นอนยาว ผมบอกคณะที่ไปด้วยกันว่าผมหลับได้ดีด้วยความช่วยเหลือ ของสาวน้อยลอร่า คนงง ลอร่า คือ ลอราซีแพม
เครื่องบินออกตั้งตีหนึ่งของวันอาทิตย์ที่ ๘ ก.ย. ดังนั้น ระหว่างนั่งรออยู่ในห้องรับรอง ผมจึงรู้สึกง่วงนอนมาก การเดินทางในเที่ยวบินที่ออกตอนตี ๑ โดยที่ไม่มีโอกาสนอนเอาแรงไว้ก่อน เป็นการเตรียมตัวเดินทางที่ไม่ดี แต่ผมก็ภูมิใจว่า ในวันเสาร์ที่ ๗ ก.ย. ผมได้ไปร่วมให้ความเห็น ต่อการวางยุทธศาสตร์ในอนาคต ของ สมาคม ควอท. เพื่อช่วยกันทำหน้าที่พลเมืองดี ขับเคลื่อน การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยไทย ให้เข้าสู่ยุคศตวรรษที่ ๒๑ เพื่อให้ได้บัณฑิตที่มีคุณภาพ และตัวอาจารย์ก็มีทักษะสำคัญด้านการจัดการเรียนการสอน และการประเมิน
ผมได้ที่นั่ง 48H แต่ดันไปนั่งที่ 44H จนเจ้าของตัวจริงเขาเอาบัตรขึ้นเครื่องมายัน ผมจึงดูของตัวเอง จึงรู้ว่านั่งผิดที่ เมื่อไม่กี่วันก่อนผมก็นั่งผิดที่ไปแล้วครั้งหนึ่ง ในสายการบินภายในประเทศ คงจะเป็นสัญญาณของการเข้าสู่ภาวะป้ำๆ เป๋อๆ
เครื่องบินเป็น B-747-400 ในชั้นประหยัดที่นั่งเรียง 3-4-3 ผู้โดยสารเต็มเกือบทุกที่นั่ง คณะของเรา ๓๑ คน มีอยู่ท่านหนึ่ง คือ รศ. ดร. สิริวุฒิ บูรณพิร คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มช. มาสมัครช้า เครื่องบินเต็ม ต้องไปก่อนตั้งแต่เมื่อวาน เจ้าหน้าที่ของการบินไทยบอกว่าช่วงนี้เครื่องบินขามามักจะเต็ม แต่ขากลับ ที่นั่งจะว่าง
ผมเตรียมผ้าปิดตา และยางอุดหูมาด้วย ช่วยให้การนอนหลับดีขึ้นมาก ผมน่าจะนอนหลับ (ที่จริงนั่งหลับ) เป็นช่วงๆ ได้รวมประมาณ ๖ ชั่วโมง ก็ตัดสินใจไม่นอนต่อ
ตอนก่อนนอนยาว ผมไปเข้าห้องน้ำ พอออกมาก็พบว่าเจ้าหน้าที่กำลังช่วยกันหามผู้โดยสารหญิงฝรั่ง อายุราวๆ ๖๐ ปี ออกมาจากห้องน้ำ ว่าเป็นลม เขาเอามานอนราบตรงที่ว่างหน้าประตูเครื่องบิน และดำเนินการปฐมพยาบาลอย่างทะมัดทะแมง สะท้อนว่าน่าจะได้รับการฝึกอบรมมาอย่างดี ผมเข้าไปช่วยด้วย โดยการพยายามจับชีพจรที่ข้อมือ แต่ไม่มีให้จับ พนักงานหญิงคนหนึ่งจับชีพจรที่คอ ว่ามี ตอนนั้นเขาสวมหน้ากาก อ็อกซิเจนให้แล้ว สังเกตได้ว่าหายใจ และเมื่อเรียกก็ตอบสนอง เจ้าหน้าที่ถามว่ามาคนเดียวหรือ เขาพยักหน้า แต่สักครู่ก็มีผู้ชายวัยเดียวกันมาดูอยู่ห่างๆ บอกว่าผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง กินยาอยู่ เจ้าหน้าที่ถามผมว่าเป็นหมอหรือ ผมตอบว่าใช่ แต่ให้ไปตามหมอที่เก่งกว่ามาช่วยดีกว่า คือหมอเฉลิมชัย บุณยะลีพรรณ นั่งอยู่ชั้นธุรกิจ สักครู่ก็มาทีเดียว ๒ หมอ คือหมอเฉลิมชัย (หมอเด็ก โรคภูมิแพ้) กับหมอวณิชชา ชื่นกองแก้ว (หมอตา) ผมก็หลบออกมา เพราะที่มันแคบ จะเห็นว่า ผมช่วยได้อย่างเดียว คือจับชีพจร ซึ่งก็จับไม่ได้ แต่ผมก็ช่วยได้มาก โดยแนะนำว่ามีหมอตัวจริงอยู่ที่ชั้นธุรกิจ
ผมนึกชมว่าเจ้าหน้าที่ของการบินไทยช่วยปฐมพยาบาลผู้ป่วยได้คล่องแคล่ว แต่ นพ. เฉลิมชัยบอกว่าระบบยังไม่ดี การวางสิ่งของเครื่องใช้ยังไม่เป็นระบบ และเจ้าหน้าที่ขาดการฝึกซ้อม ทำให้ผมคิดว่า ไม่ว่าทำอะไร ต้องหาผู้รู้มาช่วยแนะนำการจัดระบบงาน
ตอนตื่นนอน เวลาตีสามของอังกฤษหรือ ๙ น. ที่บ้านเรา ผมไปเห็นผู้โดยสารหญิงคนนี้ นอนเหยียดยาวบนที่นั่ง ๓ ที่ ถามเจ้าหน้าที่ว่าเรียบร้อยดีแล้ว
หลังจากได้ทำหน้าที่หมอแมะแล้ว สังเกตว่าเจ้าหน้าที่มีน้ำใจกับผมมาก ครั้งหนึ่งผมค้นยาในกระเป๋าสะพาย เขาถึงกับเอาไฟฉายมาส่องให้ ผมไม่เคยได้รับความเอื้อเฟื้อขนาดนี้มาก่อน
เจ้าหน้าที่ประกาศว่า อุณหภูมิที่สนามบิน ฮีธโรว์ เวลา ๗.๓๐ น. ที่เราไปถึง ๑๐ องศาเซลเซียส ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่า ผมลืมเอาหมวกและถุงมือมา สำหรับสวมตอนเช้า เวลาเดินออกกำลัง
ก่อนตีสี่เล็กน้อย (เวลาอังกฤษ) ฝรั่งหนุ่มที่นั่งด้านในสุดขอลุกออกไป ผมลุกให้ด้วยความเต็มใจ และเมื่อเขาขอบคุณผมก็ตอบ You are welcome เพื่อแสดงความสุภาพ น้องคนไทยที่นั่งกลาง ก็เลยถือโอกาสไปยืดเส้นยืดสายด้วย เช่นเดียวกันกับผม ที่ถือโอกาสไปขอแซนด์วิชกิน เพราะท้องมันร้องโอดครวญแล้ว และทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่า ผมเอาถุงเครื่องใช้ในห้องน้ำ คือยาบ้วนปาก แปรงสีฟัน ฯลฯ ไปลืมไว้ในห้องน้ำ เมื่อกลับไปเอา ก็พบว่ายังอยู่ครบดี ผมใช้ถุงกรอบแกรบ ที่โรงแรมใช้ห่อแก้วน้ำ เอามาใส่ของใช้เหล่านี้เอาขึ้นเครื่องบิน เพราะมันเบาดี
นั่งเครื่องบินชั้นประหยัดสมัยนี้ ผู้โดยสารแต่ละคนมีเครื่องให้ความเพลิดเพลิน เป็นภาพยนตร์แบบเลือกได้ จอติดอยู่ที่พนักพิงของผู้โดยสารคนข้างหน้า ขนาดใหญ่พอสมควร เมื่อผมเดินไปเดินมา เพื่อออกกำลังให้เลือดลมเดิน ก็สังเกตว่า ผู้โดยสารส่วนใหญ่นั่งดูหนัง โดยดูไม่ซ้ำเรื่องกันเลย
ผมไม่ชอบดูหนังบนเครื่องบิน ชอบอ่านหนังสือ ไอแพ็ด หรื่อนั่งสังเกต และไตร่ตรองมากกว่า ถือเป็นโอกาสพิเศษที่จะได้อยู่กับตัวเองในสภาพแวดล้อมที่แปลก คราวนี้ก็แปลกตรงที่เป็นห้องโดยสาร ชั้นประหยัด ซึ่งผมไม่ได้นั่งในเที่ยวบินระยะยาว กว่า ๑๑ ชั่วโมง มาหลายปี
ก่อนเครื่องบินลง ๒ ชั่วโมง เขาเสิร์พอาหารเช้า โดยเขาจัดให้ผมตามที่เลือกไว้ คือไส้กรอกเนื้อลูกวัวกับไข่คน ผู้โดยสารคนอื่นเลือกเดี๋ยวนั้น และถ้าอาหารที่อยากได้หมด ก็ต้องกินสิ่งที่มี แต่ผมได้สิทธิเลือกก่อน ด้วยอิทธิฤทธิ์ของบัตรทอง อาหารเช้าอร่อยดีทีเดียว
เดินทางด้วยเครื่องบินชั้นประหยัดก็ไม่ได้ลำบากอะไรนัก เพียงแต่ไม่หรูหรา และชั้นธุรกิจที่นั่งกว้างนอน(เกือบ)ราบได้ คนเราได้ฝึกอดทนความยากลำบากเล็กๆ น้อยๆ อยู่เสมอ น่าจะดีกว่าคนที่ไม่มีโอกาส
ขากลับวันที่ ๑๓ ก.ย. ๕๖ ด้วย TG 917 ผมหวังว่าจะได้นอนราบเพราะที่นั่งข้างๆ ว่าง ซึ่งคาดผิดถนัด ผู้โดยสารแน่นพอๆ กันกับขาไป
ตอนบ่ายวันที่ ๑๓ นี้ เราไปกินอาหารจีนที่ภัตตาคารแถว New China Town แล้วปล่อยให้สมาชิกไป ช็อปปิ้ง มีเวลาชั่วโมงเศษๆ ผมไปชมพิพิธภัณฑ์ British Museum โดยมีตาว นศ. PhD MD ของมหาวิทยาลัย มหิดล ที่มาทำวิจัยที่มหาวิทยาลัย อิมพีเรี่ยล ใช้ ไอโฟนนำทาง ปรากฏว่ายิ่งเดินยิ่งห่าง รศ. ดร. บุญเจริญ ศิริเนาวกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. ต้องเข้าช่วย ต้องเดินย้อนกลับ กว่าจะไปถึง British Museum ก็มีเวลาที่นั่นเพียง ๑๕ นาที ผมดันไปแนะนำให้ไปชมนิทรรศการพิเศษ คือ Pompei & Herculaneum ที่เขาติดโปสเตอร์ชักชวน กลายเป็นว่า จะเข้าชมได้ต้องจอง เราจึงได้ชม British Museum แบบเดินอย่างเร็ว ชมความใหญ่โตมโหฬารของมัน ผมไม่ได้มาที่นี่กว่า ๑๕ ปี เสียดายที่คราวนี้ไม่มีโอกาสมาชมสักครึ่งวัน ผมควรจะวางแผนมานอนพักที่ลอนดอนสัก ๒ คืน เพื่อเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์
ห้องรับรองผู้โดยสารชั้นธุรกิจ และบัตรทองของ Star Alliance ที่สนามบินฮีธโรว์ ดีมาก มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน มีห้องอาบน้ำหลายห้อง ทำให้สดชื่นขึ้นมาก จากการได้อาบน้ำและเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย
เครื่องบินการบินไทย TG 917 ใช้เครื่องบิน Boeing 747 ผมได้ที่นั่ง 39C ริมทางเดิน มีหนุ่มไทย ๒ คนนั่งข้างๆ บริการเที่ยวกลับต่างจากขามาตรงที่มีเมนูบอกรายการอาหารแจก หลังอาหาร (ซึ่งอร่อย) ผมเข้านอนเวลา ๒๓.๓๐ น. และตื่นเวลาเกือบ ๖ น. (เวลาอังกฤษ) หรือเกือบเที่ยงเวลาไทย ทำให้สดชื่นมาก ที่นั่งชั้นประหยัดสมัยนี้พนักพิงศีรษะออกแบบมาดีมาก ช่วยให้นอนหลับได้ดี และผมคิดวิธีนอนได้สบาย (ตามอัตภาพ) ในที่นั่งชั้นประหยัดได้แล้ว โดยมี ๒ ตัวช่วย ตัวช่วยแรกคือ “นางสาวลอร่า” คือยา ลอราซีแพม ๐.๕ มิลลิกรัม กินก่อนเข้านอนครึ่งชั่วโมง
ตัวช่วยที่สองคือพนักพิงศีรษะ ทำโดยหักตัวรองพนักพิงศีรษะให้มันงอเข้าหากัน เพื่อบังคับไม่ให้คอเอียงเวลาหลับ ปรับพนักพิงหลังให้เอนมากที่สุด แล้วนอนเหยียดขาไปข้างหน้า เอนตัวให้ศีรษะอยู่ระหว่างตัวรองพนักพิงศีรษะที่หักเข้าหากันและพอดีศีรษะ แค่นี้ก็นอนหลับได้สบาย
วิจารณ์ พานิช
๑๔ ก.ย. ๕๖
บนเครื่องบินการบินไทยกลับกรุงเทพ
ชอบอ่านเรื่องระหว่างเดินทางของอาจารย์ครับ