แล้วของไทยเป็นไง..ยัดเยียดวิชาการให้หนักหนาตั้งแต่อนุบาล.. มีการเตรียมและติวเพื่อสอบเข้าโรงเรียน...ระดับประถมฯเรียนพิเศษและกวดวิชากันทั่วประเทศ รัฐบาลระดมทรัพยากรทั้งงบประมาณและครุภัณฑ์อย่างมโหฬาร หวังเห็น"คุณภาพ"ทางการศึกษา สิ่งที่ได้..เด็กไทย(ส่วนใหญ่)ไม่รู้เรื่องของตัวเอง ไม่รู้จักหน้าที่ ไม่มีความรับผิดชอบ คลั่งสื่อออนไลน์/ สื่อสารกับใครไม่เป็น ขาดจิตอาสา ไม่อยากสนทนากับสมาชิกครอบครัว..ทำตัวลอยไปลอยมา แบบ"มือห่างตีนห่าง" กร่าง....แต่สมองกลวง..

วันวาน..ที่เหมือนจะว่าง แต่แท้จริงกลับเป็นงานเป็นการ..พาคนที่บ้านไปพบแพทย์ตามนัด ระหว่างที่รอตรวจเลือด สังเกตเห็นผู้ป่วยมากมายทั้งที่เดินไปมาและนั่งอยู่บนรถเข็น ทำให้ความรู้สึกอย่างหนึ่งแว็บเข้ามา..คิดถึงพ่อกับแม่(ครูใหญ่และภรรยา) ที่เคยอยู่ด้วยกันตอนที่บรรจุเป็นครูครั้งแรกเมื่อปี๒๕๒๙ ที่โรงเรียนบ้านไพรพะยอม จังหวัดศรีสะเกษ

.

พ่อกับแม่อายุ ๗๓ ปีแล้ว..ผมรีบโทรหาทันทีด้วยความคิดถึงและห่วงใยอย่างบอกไม่ถูก เสียงพ่อดูเนือยๆ บอกผมว่าเจ็บขา เดินไม่ค่อยไหว..เหล้าบุหรี่เลิกหมดแล้ว ส่วนแม่เป็นเบาหวาน ต้องไปหาหมอเป็นประจำ พ่อกับแม่บอกว่าบ่นคิดถึง "ชยันต์"เป็นประจำ ว่างๆอยากให้ไปเที่ยวบ้าน ผมรับปากและอยากไปใจจะขาด

.

พ่อคุยให้ฟัง..เด็กนักเรียนในหมู่บ้านอ่านหนังสือไม่ค่อยออก กีฬาไม่ค่อยเก่ง..ไม่เหมือนสมัยที่ผมอยู่ ผมก็เลยบอกว่า เป็นเหมือนกันหมดเลยนะพ่อ แต่พอนึกอีกที ก็แปลกเหมือนกัน ทั้งที่สมัยก่อนเด็กเรียนแค่ ๔ กลุ่มประสบการณ์เท่านั้น คือ ทักษะ (ไทย-คณิต) สปช.(สังคม/ชีวิต) สลน.(นิสัย/นาฎศิลป์) กพอ.(เกษตร) เด็กมีโอกาสได้อ่านหนังสือหลากหลาย ปัจจุบัน มี ๘ สาระ มีกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และมีนโยบายเรียนฟรี/ มีทัศนศึกษาและไอซีทีครบครัน แต่ปัญหาครอบคลุมไปทั่ว คือ เด็กอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้....โอ...แม่เจ้า

.

ตอนที่บรรจุใหม่ๆ..๑๕.๓๐ น. นักเรียนกลับบ้าน ครูจะรวมตัวกันที่ห้องพักครู พูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ก่อนแยกย้ายกันไปทำกับข้าว เสาร์อาทิตย์..ขึ้นทำงานสะสางเอกสารและพัฒนาอาคารสถานที่ มีเวลาทุ่มเทให้กับงานโดยไม่รู้สึกคับข้องใจ เป็นพื้นฐานติดในจิตสำนึกมาถึงทุกวันนี้..

.

พอได้รับผลการตรวจเลือดแล้ว ก็ต้องไปยื่นให้พยาบาล แล้วรอตรวจช่วงบ่าย ผมบอกลูกชายให้นั่งรอเป็นเพื่อนแม่..ผมขอตัวไปนั่งอ่านหนังสือที่ห้องสมุด ชั้นที่ ๙ ที่บรรณารักษ์เปิดแอร์เย็นเฉียบ อ่านหนังสืออย่างสบายใจ เกือบ ๒ ชั่วโมง

.

สิ่งที่น่าสนใจในห้องสมุด คือคำพูดของพยาบาลที่สนทนากับบรรณารักษ์ เกี่ยวกับการศึกษาไทย..ว่าไทยจัดการศึกษาผิดทาง..ทำไมไม่เอาอย่างสิงคโปร์และญี่ปุ่น ที่เด็กอนุบาล-ประถมฯจะเรียนรู้ทักษะพื้นฐานด้านภาษา ครูจะสอนให้นักเรียนรู้จักดูแลตนเอง เอาตัวรอดให้ได้เมื่อมีเหตุเภทภัย ครูจะสอนให้เด็กข้ามถนน เข้าป่า/ว่ายน้ำ ทำกับข้าว เก็บกวาดเช็ดถูบ้าน และใช้เวลาก้มหน้ากับICTหรือสื่อออนไลน์แต่น้อย โดยให้ไปเน้นที่มัธยม..ดังนั้นเด็กจะมีเวลาเรียนรู้ทักษะชีวิต มีการสื่อสารใกล้ชิดกับผู้ปกครอง

.

แล้วของไทยเป็นไง..ยัดเยียดวิชาการให้หนักหนาตั้งแต่อนุบาล.. มีการเตรียมและติวเพื่อสอบเข้าโรงเรียน...ระดับประถมฯเรียนพิเศษและกวดวิชากันทั่วประเทศ รัฐบาลระดมทรัพยากรทั้งงบประมาณและครุภัณฑ์อย่างมโหฬาร หวังเห็น"คุณภาพ"ทางการศึกษา สิ่งที่ได้..เด็กไทย(ส่วนใหญ่)ไม่รู้เรื่องของตัวเอง ไม่รู้จักหน้าที่ ไม่มีความรับผิดชอบ คลั่งสื่อออนไลน์/ สื่อสารกับใครไม่เป็น ขาดจิตอาสา ไม่อยากสนทนากับสมาชิกครอบครัว..ทำตัวลอยไปลอยมา แบบ"มือห่างตีนห่าง" กร่าง....แต่สมองกลวง..

.

ออกจากโรงพยาบาลช่วงบ่ายสามโมง..ยังพอมีเวลา ไปเลือกซื้อกระเบื้องปูพื้นหน้าห้องอนุบาล..เลือกสีฟ้า ๗๐ กล่อง กล่องละ ๑๓๗ บาท/พร้อมยาแนว ๗ ถุง จ่ายเงินไป ๙,๘๐๐ บาท ทางร้านจะส่งให้ถึงโรงเรียนในบ่ายวันที่ ๑๗ ตุลาคม..ขับรถออกจากตัวเมือง เห็นข้างทางมีโรงงานขนาดใหญ่ขายโต๊ะเก้าอี้หินขัดสีขาวสวย นึกกึง "คุณระพี" ที่ท่านบริจาคเงินสนับสนุน"มุมอ่านหนังสือและที่ซ้อมดนตรี" ที่ควรมีโต๊ะนั่งที่แข็งแรงและเพียงพอ

.

ผมมัวแต่ยุ่งๆกับภารกิจหลายเรื่อง..วันนี้..ตัดสินใจต้องซื้อกลับไปให้ได้ โดยให้เขาส่งถึงโรงเรียน...เขาบอกซื้อ ๑๐ ชุด ถึงจะส่งให้..แต่สำหรับอาจารย์..๔ ชุดผมก็ส่ง(อ้าว..ผมเป็นคนน่าสงสาร..ไปแล้วหรือเนี่ย)

.

หกโมงเย็น..พนักงานส่งโต๊ะเก้าอี้หินขัดสีขาว มาส่งของและจัดวางตามจุดต่างๆ อย่างเรียบร้อย... ความมืดเริ่มครอบคลุมไปทั่วบริเวณโรงเรียน..แต่ใจผมรู้สึกดีและแช่มชื่นสว่างไสว..เขียนไปเขียนมา..จากอดีตถึงปัจจุบัน..หมดวันพอดี..

.