หาดทราย : รอยต่อแห่งความสมดุล ที่มนุษย์ต้องไม่คุกคาม
ชายฝั่งสะกอม อ.จะนะ จ.สงขลา พังทลายอย่างรุนแรง (ก.พ. ๒๕๕๖)
ช่วงนี้ ผู้คนในสังคมเริ่มหันมาสนใจข่าวสารเรื่องชายหาดมากขึ้น หลังจากที่ชาวบ้านสะกอม อ.จะนะ จ.สงขลา ที่รักและหวงแหนทรัพยากรชายฝั่ง ได้ลุกขึ้นมาทวงสิทธิ์ของเขา โดยการฟ้องร้องต่อศาลปกครองเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๑ ว่า การสร้างเขื่อนริมทะเลแบบต่างๆของกรมเจ้าท่า เป็นต้นเหตุแห่งการพังทลายของชายหาดและฝั่งบ้านสะกอม โดยที่ไม่ใช่เป็นเรื่องของน้ำทะเลสูงขึ้นแต่อย่างใด ซึ่งเรื่องนี้นับว่าเป็นความโชคดีของสังคมไทยโดยแท้ที่ความจริงความเท็จต่างๆ ที่สิงสถิตอยู่ในสังคมนี้มาอย่างยาวนานจะได้รับการเปิดเผยเสียที
อย่างไรก็ตามเพื่อความเข้าใจที่ถ่องแท้ต่อผู้สนใจในทรัพยากรชายหาดที่มีค่ายิ่งนี้ เราจึงต้องหันมาทำความเข้าใจธรรมชาติและพัฒนาการของชายหาด เพื่อช่วยกันรักษาทรัพยากรชายหาดที่สำคัญนี้ไว้ให้ลูกหลานได้ใช้ประโยชน์สืบไป

หาดทรายและชายฝั่ง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช พังทลายจากเขื่อนกันทรายและกันคลื่น (๒๕๔๕)
เราต่างรู้ว่าชายหาดเป็นรอยต่อระหว่างแผ่นดินและทะเล แต่มีน้อยคนที่จะเข้าใจถึงความสำคัญของมันว่า อะไรคือความวิจิตรบรรจงที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ขึ้น เรามาลองพิจารณาหลักการอย่างง่ายๆว่า แผ่นดินที่เป็นของแข็งและน้ำทะเลที่เป็นของเหลว ซึ่งเป็นสสารที่มีคุณสมบัติและสถานะต่างกันอย่างสิ้นเชิงเช่นนี้ เมื่อมามาเจอะเจอกันย่อมเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเข้ากันได้ด้วยประการทั้งปวง ดังนั้นธรรมชาติที่ชาญฉลาดจึงได้สรรสร้างตัวกลางที่มีคุณสมบัติเฉพาะขึ้น นั่นคือ “หาดทราย” ที่มีลักษณะเป็นเสมือนกึ่งแข็งกึ่งเหลวซึ่งเคลื่อนไหวได้ แต่ขณะเดียวกันก็หนักแน่นเมื่ออยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน จนแรงกระทำใดๆก็ไม่สามารถทำลายมันลงได้ หาดทรายผืนงามจึงถูกกำหนดให้หน้าที่หลักเป็นเสมือนกำแพงกันคลื่นตามธรรมชาติ ที่ป้องกันฝั่งที่เป็นแผ่นดินให้ปลอดภัยจากคลื่นลมที่มากระทำ เมื่อชายฝั่งมีความมั่นคง ต้นไม้ก็งอกงาม แผ่นดินก็ขยายใหญ่ขึ้น คนและสัตว์น้อยใหญ่ก็ได้พึ่งพิง
นี่แหละคือการกำเนิดแผ่นดินขวานทองของไทย ที่มาจากสมดุลอย่างลงตัวระหว่างคลื่นลมและตะกอนทราย ที่ไหลมาจากแม่น้ำลำธารลงสู่ชายฝั่งทะเล
หาดทรายคือรอยต่อที่อัศจรรย์ (หมู่เกาะอ่างทอง จ.สุราษฎร์ธานี)
ในความเป็นสถานะกึ่งแข็งกึ่งเหลวของหาดทรายนี้ ทำให้มันมีความซับซ้อนมากทั้งในเชิงกายภาพและนิเวศวิทยา ซึ่งในทางวิชาการถูกจัดให้เป็นบริเวณที่เรียกว่า “ช่วงรอยต่อหรือช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Zone)” นั่นคือเปราะบาง ไม่ควรที่ใครจะไปกระทบกระเทือน เพราะจะไม่สามารถอธิบายได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นและลุกลามรุนแรงแค่ไหน
ตัวอย่างอื่นๆของช่วงรอยต่อหรือช่วงแปรเปลี่ยนนี้ยังพบได้ทั่วไป เช่น รอยต่อระหว่างน้ำจืดกับน้ำเค็มในแม่น้ำ ที่รู้จักกันดีว่า “โซนน้ำกร่อย (Estuary)” อันเป็นบริเวณที่มีระบบนิเวศซับซ้อนมากที่สุดในบรรดาแหล่งน้ำทั้งหลายในโลก การรบกวนใดๆต่อโซนน้ำกร่อย ย่อมทำลายความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างฟื้นกลับไม่ได้
การดูดซับพลังงานคลื่นของหาดทรายนั้นซับซ้อนมาก
มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างมากว่า คลื่นใหญ่ลมแรงทำให้ชายฝั่งถูกกัดเซาะ ดังที่ปรากฏเป็นข่าวโดยทั่วไป ในความจริงแล้ว ชายฝั่งอ่าวไทยได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานนับพันนับหมื่นปี ธรรมชาติได้คัดเลือกจัดสรรไว้อย่างลงตัวแล้วว่า ชายหาดใดจะเป็นเม็ดกรวด เม็ดทราย หรือโคลนตม และควรมีลักษณะรูปทรงอย่างไรที่จะสามารถมั่นคงกับคลื่นลมในที่นั้นๆได้ ให้ลองนึกภาพเมื่อครั้งที่เรานั่งเล่นบนชายหาด จะเห็นว่าขณะที่คลื่นในทะเลเคลื่อนที่เข้าหาชายฝั่งนั้น เมื่อตลื่นมาถึงชายหาด คลื่นนั้นก็เริ่มไถลขึ้นไปตามความลาดของหาดทราย โดยหอบเอาเม็ดทรายเล็กๆไปกับมันด้วย เมื่อน้ำที่ไถลขึ้นหาดหมดแรงลง ก็จะกองเม็ดทรายที่หอบมาเหล่านั้นไว้บนชายหาด
คลื่นทำหน้าที่เช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเกิดเป็นกองทรายชายหาด และในที่สุดหาดทรายก็แผ่ขยายใหญ่ขึ้น
ชายหาดชลาทัศน์ อ.เมืองสงขลา ก่อนถูกทำลายจากการสร้างเขื่อนและกำแพงชายฝั่ง
(ภาพ ๒๕๔๓)
นอกจากนี้ถ้าเราสังเกตให้ดีจะพบว่า ที่ใดที่มีชายหาดมั่นคง ที่นั้นคลื่นที่เข้าสู่ฝั่งจะมีขนาดเล็กลง และไม่เกิดการกระแทกชองคลื่นที่ชายฝั่ง ทำให้ไม่เกิดการฟุ้งกระจายของไอน้ำทะเล ซึ่งเป็นอันตรายต่อสรรพสิ่งบนแผ่นดิน
เมื่อทุกอย่างดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ ระบบนิเวศของชายหาดทรายจึงเกิดขึ้น เต่า ปู ปลา ได้มาวางไข่ ปูลมได้วิ่งเล่น หอยนานาชนิดได้แพร่พันธุ์ นกได้แหล่งพักพิงระหว่างอพยพ ฯลฯ นี่แหละคุณค่าและคุณประโยชน์ของชายหาดทราย ที่ซึ่งเป็นเสมือนเกราะกำบังที่ให้ชีวิต ที่เราท่านควรพึงตระหนักรู้และช่วยกันรักษาไว้ให้คงอยู่เพื่อลูกหลานของเราสืบไป....O

ชายหาดบ้านสวนกง อ.จะนะ จ.สงขลา แหล่งหล่อเลี้ยงชีวิตทั้งมนุษย์และสรรพสัตว์
----------------------------------





คิดถึงนะคะ ที่นี่เคยมาเดินเล่นและนั่งทานอาหารกับเพื่อนๆ สมัยเรียนหนังสือและทำงานที่นั่นค่ะ
ยังจำได้ถึงนกหลายชนิดริมชายหาด ปูเสฉวนที่เดินแบกกระดองหอยไปมา....
น่าเสียดายนะคะ ธรรมชาติดีๆ ต้องมาจากหายไปกับกาลเวลาแบบนี้........ได้แต่เสียดายค่ะ
แสนเสียดายหาดทรายท่สวยงาม
เสียดายที่คนไทย(ราชการ+รัฐ) ไม่รู้ค่า
หาดทรายทั้งประเทศพังทลายไปแล้วกว่า 60%
ที่เหลืออยู่ก็รอวันสูญสิ้น .... ช่วยกันบอกข่าว เพื่อลูกหลานเรา