ความเข้าใจผิดที่พบเสมอเกี่ยวกับหาดทราย
(Common Misconceptions About Beaches)
Carter, T., Common Misconceptions About Beaches.
IN: “Beach Conservation”, Issue No.63 May 1986, Beach Protection Authority of Queenland.

Gold Coast Beach, Australia
บทนำ
ความสัมพันธ์ระหว่างทะเลและชายหาดมีความซับซ้อน ทำให้ มักเข้าใจกันผิดอยู่บ่อยๆ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบดูแล ต้องสร้างความเข้าใจที่ ถูกต้องให้แก่ชุมชน เนื่องจากหลายๆครั้งความเข้าใจผิดนี้เอง เป็นสิ่งที่ขัดขวางความสำเร็จของการดูแลชายฝั่ง บทความนี้ จึงได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อพิสูจน์ และแก้ไขความเข้าใจผิดต่างๆ
ความเข้าใจผิด
การกัดเซาะชายฝั่งเป็นปัญหาและจะต้องมีการป้องกัน
แท้จริง
การกัดเซาะชายฝั่งเป็นสวนหนึ่งของกระบวนการตามปกติ ของธรรมชาติ เนื่องจากชายหาดประกอบด้วยเม็ดทราย ซึ่งเคลื่อนที่ตามแรงพัดพาของกระแสคลื่นและลม ทำให้เกิด ความสมดุลของชายหาด แต่ขณะเดียวกันก็ไม่เคยหยุดนิ่ง การกัดเซาะของชายหาดในช่วงฤดูมรสุม จะถูกทดแทน ด้วยเม็ดทราย ที่ถูกพัดคืนกลับมาทับถมกันตามเดิมในฤดูที่ ลมสงบ
ชายหาดนั้นจะได้รับการปกป้องอย่างสูงสุด ถ้าเรายอมรับ กระบวนการตามธรรมชาติของการกัดเซาะและการทับถม กลับคืน โดยไม่เข้าไปรบกวนสมดุลนี้
North Stradbroke Island จากการรุกล้ำของรถยนต์ ทำให้พืชที่เคยขึ้นปกคลุมเนินทรายหายไป เนินทรายจึงมีความเสี่ยงต่อการถูกกัดเซาะมากขึ้น
ความเข้าใจผิด
แพงกันคลื่นสามารถป้องกันการกัดเซาะได้
แท้จริง
ชายหาดตามธรรมชาติมักแผ่ขยายหรือร่นตามอิทธิพล ของคลื่นและกระแสน้ำ โดยในฤดูมรสุมคลื่นจะพัดพาทราย ออกไปจาก ชายหาดและคลื่นก็จะนำทรายกลับมาที่หาด ตามเดิมในช่วงฤดูที่คลื่นลมสงบ
การสร้างกำแพงกันคลื่น เป็นการแยกทรายไว้ที่ด้านหลังของกำแพง ทำให้ปริมาณทรายในระบบตามปกติลดลง ด้วยเหตุนี้ ในช่วงฤดูมรสุมชายหาดที่อยู่ด้านหน้าของกำแพง จะถูกกัด เซาะอย่างรุนแรงจนหมดสภาพ กล่าวคือ กำแพงกันคลื่นทำ หน้าที่ป้องกันพื้นที่ด้านหลังของกำแพง แต่จะเพิ่มการกัด เซาะให้กับหาดทรายด้านหน้า ยิ่งสร้างกำแพงกันคลื่นมาก ขึ้นเท่าใด ทรายที่ถูกแยกออกจากระบบก็จะมากขึ้น ทำให้ ชายหาดยิ่งยากจะคงสภาพอยู่ได้ จนในที่สุดอาจไม่เหลือ ชายหาดบริเวณด้านล่างของกำแพงเลย ซึ่งชายหาดก็จะไม่ สามารถใช้ประโยชน์ และท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจได้ดังเดิม อีกต่อไป
ในทางกลับกัน ถ้ายอมให้ชายหาดมีการ กัดเซาะตามฤดูกาล ธรรมชาติไม่ถูกกีดขวางด้วยกำแพงกันคลื่น ชายหาดก็จะยัง เป็นชายหาดอยู่เสมอ
กำแพงกันคลื่นที่ Machans Beach in Mulgrave Shire ถูกสร้างขึ้นเพื่อยับยั้งการกัดเซาะอาคารบ้านเรือน แต่ผล คือทำให้ไม่เหลือชายหาดที่สามารถใช้ประโยชน์ได้อีกต่อไป

หาดทรายถูกเปลี่ยนเป็นกำแพงคอกนกรีตที่บ้านหน้าศาล อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ปี 2003
ความเข้าใจผิด
การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเนินทรายด้านบน ของชายหาดไม่ส่งผลกระทบต่อชายหาด
แท้จริง
เนินทรายบนชายฝั่ง เป็นที่เก็บสำรองทรายของชายหาด ไว้ใช้ ในฤดูมรสุมที่ทรารายด้านล่างถูกพัดพาออกไป สิ่งปลูกสร้าง ที่สร้างใกล้ชายหาดมากเกินไป หรือแม้แต่การจอดรถบน เนินทรายริมชายหาดก็เป็นสิ่งที่ไม่ควร
โดยเฉพาะสิ่งปลูกสร้างที่สร้างใกล้ชายหาดมากเกินไป เมื่อมีปัญหาการกัดเซาะ ก็นำไปสู่การใช้วิธีการสร้าง กำแพงกันคลื่น ซึ่งจะยิ่งเป็นตัวเร่งให้ การกัดเซาะชายหาด ด้านล่างของกำแพง และพื้นที่ใกล้เคียงรุนแรงขึ้น ดังที่ได้ บรรยายข้างต้น เพราะฉะนั้นสิ่งปลูกสร้างใดๆ ควรสร้างให้ห่าง จากชายหาดให้มากเท่าที่จะทำได้
ที่ Burleigh Heads บน Gold Coast ลานจอดรถและ สาธารณูปโภคอื่นๆถูกสร้างบนเนินทรายชายฝั่ง แม้จะปรากฏ ร่องรอยเพียงเล็กน้อยของ การกัดเซาะต่อสาธารณูปโภค แต่ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการซ่อมแซมแก้ไขและ มีโอกาสมากที่จะเกิดการกัดเซาะชายหาดอย่างรุนแรงตามมา
ความเข้าใจผิด
การมีต้นไม้และพืชต่างๆขึ้นปกคลุมชายหาดจะสามารถ ป้องกันการกัดเซาะได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แท้จริง
การปกคลุมของพืชบริเวณชายหาดและเนินทราย สามารถช่วย เก็บรักษาเม็ดทรายจากแรงลมทะเล และทำให้หาดแผ่ขยาย ขึ้นตามปริมาณทราย และตามการเพิ่มขึ้นของพื้นที่ที่พืชขึ้น ปกคลุม ในช่วงฤดูมรสุมเมื่อทรายถูกพัดพาออกไป ทำให้ ชายหาดหดสั้นลงไปจนถึงเนินทรายที่มีพืชขึ้นปกคลุม เนิน ทรายก็จะสลายตัวเป็นเม็ดทรายเพิ่มให้กับชายหาดซึ่งจะช่วย ลดอัตราการกัดเซาะของหาดได้ ยิ่งเนินทรายมีขนาดใหญ่ มากเท่าใด ประสิทธิภาพในการในการทดแทนเม็ดทราย ให้กับชายหาดก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้การทำลายพืชที่ขึ้นปกคลุมเนินทราย จึงเป็นการ เพิ่มความเสี่ยงให้ชายหาดถูกกัดเซาะได้ง่ายขึ้น การปกคลุม ของพืชช่วยรักษาเนินทรายจากแรงของลมทะเล แต่ช่วยต้าน ทานแรงกัดเซาะของกระแสคลื่นได้เพียงเล็กน้อย เนื่องจาก รากของพืชเหล่านี้ไม่สามารถเก็บรักษาเม็ดทราย เอาไว้ได้ เมื่อถูกคลื่นที่รุนแรงถล่ม นั่นคือ ช่วยได้ในแง่ป้องกันการ กัดเซาะจากลมทะเลเป็นหลัก
ดังนั้นแม้ว่าการปกคลุมของพืชบนเนินทรายจะมีความสำคัญ ต่อชายหาด แต่เราก็ควรเข้าใจถึงของจำกัดของมันด้วย
Bokarina on the Sunshine Coast การพัฒนาพื้นที่ถูกจัด ให้อยู่ห่างจากชายหาดอย่างเหมาะสม จึงไม่ทำให้เกิดปัญหา ใดๆ
ความเข้าใจผิด
การเติมทราย (sand nourishment) ช่วยป้องกัน ชายหาดได้เพียงแค่ชั่วคราว เมื่อถึงฤดูมรสุมทราย ส่วนใหญ่ก็จะถูกพัดหายไป
แท้จริง
การเติมทราย เป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการฟื้นฟูชายหาด จากปัญหาการกัดเซาะรุนแรง การเติมทรายนอกจากจะทำให้ หาดแผ่ขยายกว้างขึ้นแล้ว ยังช่วยปรับให้ชายหาดเข้าสู่ความ สมดุลขึ้นด้วย
วิธีการที่เหมาะสมในการเติมทรายคือ ควรใช้ทรายที่มาจาก พื้นที่อื่นที่ไม่ประสบปัญหาการกัดเซาะ ซึ่งจะเป็นการเพิ่ม ปริมาณทรายในระบบ ดีกว่าการนำทรายที่จัดว่าอยู่ในระบบ เดียวกัน หรือพื้นที่ใกล้เคียงกันมาเติม
ขนาดของเม็ดทรายที่จะเติม ก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาให้มี ขนาดใกล้เคียงกันของเดิม เพื่อที่จะได้แน่ใจว่าลักษณะ ความลาดของหาดจะคงเดิม และมีผลกระทบกับสมดุลเดิม ตามธรรมชาติน้อยที่สุด โดยปกติ การเติมทรายสามารถเติม เพียงแค่บางจุดของพื้นที่ที่ประสบปัญหา หลังจากนั้นทรายจะ กระจายออกไปปกคลุมทั่วระบบของชายหาดนั้น ทรายไม่ได้ สูญหายไปแต่ยังคงอยู่ในระบบ ซึ่งอาจทำให้ผลลัพธ์ของการ เติมทรายในจุดที่ต้องการน้อยลง เนื่องจากได้เฉลี่ยไปเพิ่มใน พื้นที่อื่นๆแทน ดังนั้นเพื่อที่จะฟื้นฟูชายหาดให้เป็นผลสำเร็จ ปริมาณทรายที่จะเติมและความรุนแรงของปัญหา ต้องถูก พิจารณาอย่างรอบคอบ
หลายคนเข้าใจอย่างผิดๆเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายตามธรรม- ชาติของทราย จากหาดหนึ่งไปสู่หาดอื่นๆว่าเป็นการสูญเสีย อย่างถาวร ซึ่งแท้จริงแล้วทรายเพียงแต่เคลื่อนย้ายไป ชั่วคราว และพร้อมจะกลับมาทับถมกันเป็นหาดทรายกว้าง ตามเดิมในฤดูคลื่นลมสงบ
Surfers Paradise Beach ได้รับการเติมทราย 1.4 ล้านคิวบิก เมตร ในปี 1974 หลังจากนั้นแม้จะโดนพายุและมรสุม หาด ทรายก็ยังสามารถปรับตัวกลับมาอยู่ในสภาพที่ดีได้ ในภาพคือ ปี 1983 ชายหาดมีสภาพสมดุลและบางที่มีพืชขึ้นปกคลุม

การเติมทรายชายหาดชลาทัศน์ อ.เมืองสงขลา ปี 2012
ความเข้าใจผิด
การขุดลอกทรายจากปากแม่น้ำในพื้นที่ใกล้เคียง ไปเติมในบริเวณที่มีปัญหาเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพ ในการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายหาด
แท้จริง
ปริมาณทรายจำนวนมากบริเวณปากแม่น้ำ มักจะถูกเข้าใจว่า เป็นแหล่งทรายสำหรับการเติมทราย อย่างไรก็ตามทรายใน ชายหาดหรือปากแม่น้ำ จะมีการเคลื่อนย้ายไปมาซึ่งกันและกัน ในระบบอยู่แล้ว การขุดลอกทรายจากปากแม่น้ำมาเติมใน ชายหาดใกล้เคียง จะช่วยแก้ปัญหาได้ในระยะสั้นเท่านั้น หลังจากนั้นทรายก็จะเคลื่อนย้ายไปสู่จุดสมดุลตามเดิม
ทรายบริเวณปากแม่น้ำจะสะสม และถูกพัดพาไปยังชายหาด ต่างๆในช่วงฤดูน้ำหลาก การขุดรอกทรายบริเวณนี้ไปเติมยัง ชายหาด จะเป็นการรบกวนความสมดุลนี้ และปากแม่น้ำที่ถูก ขุดลอกทรายออกไป ก็จะได้รับการแทนที่ด้วยทรายที่จะพัดพา มาจากหาดใกล้เคียงเพื่อรักษาความสมดุลของระบบไว้ ทำให้ ชายหาดข้างเคียงสูญเสียปริมาณทรายไปจากเดิม ผลคือ ไม่เกิดการได้-เสียอะไรในภาพรวม
d
Gold Coast ภาพที่ 1 ปี 1981 ทรายบริเวณปากแม่น้ำ ถูกขุดลอกออกเพื่อนำไปเติมที่ชายหาดอื่น ภาพที่ 2 ปี 1984 ทรายที่ถูกขุดลอกออกไปกลับมาทับถมคืนตามเดิม
สรุป
หนึ่งในหน้าที่สำคัญของผู้ที่มีอำนาจและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กับการดูแลชายฝั่ง คือ การให้ความเข้าใจและข้อมูลที่ถูกต้อง แก่้ประชาชน เนื่องจากความเข้าใจผิดทั้งหลาย จะเป็น อุปสรรคต่อการดูแลรักษาชายหาดให้คงสภาพดีอยู่เสมอ และประชาชนก็ควรตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจ ทฤษฏีเกี่ยวกับชายหาดอย่างถูกต้อง
วิศวกรและนักวิชาการผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดูแลชายหาด ควรจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างดี เพื่อให้ แน่ใจว่าโครงการใดๆเกี่ยวกับชายหาด จะเป็นสิ่งที่เหมาะสม ตามทฤษฏีและข้อมูลที่ถูกต้อง
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์มากต่อบ้านเมือง ที่มีหาดทรายเป็นสมบัติ
ตอนแรกไม่กล้าเข้ามาชมครับ...ภาษาอังกฤษไม่ค่อยแข็งแรง....เพราะนึกว่าเป็นบันทึกภาษาอังกฤษ...เข้ามาแล้วอ่านง่ายมากครับ...และมีประโยชน์มากครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากมายค่ะ สำหรับความรู้เรื่อง Beach
บ้านเรามีชายหาดหลายๆ แห่งนะคะ ที่เป็นมรดกที่ควรรักษาไว้ ....น่าเสียดายบางแห่งโดนนายทุนปิดกั้นจนเรา
ไม่สามารถเข้าไปสัมผัสความสวยงามได้
โกลด์โค๊ทที่ออสเตรเลียเคยไปมาเมื่อหลายปีก่อน ......ก็สวยนะคะ สวยต่างจากบ้านเราค่ะ
ขอบคุณสำหรับความรู้ใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์มากมายจ้ะ
หาดทรายของไทย สร้างรายได้ให้แก่เรานับแสนๆล้านบาท ไม่รวมทั้งการดำรงชีวิตตามปกติสุขของผู้คน แต่พบว่าคนไทยยังขาดความรู้ในการรักษาหาดทราย ไม่มีสถาบันใดมีการเรียนการสอนในเรื่องนี้ และไม่มีหน่วยงานใดรับดูแลอีกด้วย น่าสงสารสังคมไทยจริงๆ ขอบคุณที่ทุกคนให้ความสนใจในเรื่องนี้
หาดทรายของไทยได้คะแนนนิยมสูงสุดจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน(มาเลเซีย กัมพูชา เมียนมาร์ และสิงคโปร์) และมูลค่าการท่องเที่ยวทางทะเลของไทยสูงถึงแสนล้านบาทต่อปี คิดเป็น 50% ของมูลค่าการท่องเที่ยวทั้งประเทศ (เผดิมศักดิ์ จารยะพันธ์, 2550)