หากไม่มีหาดทราย...คลื่นก็จะไม่มีที่พิงให้หยุดพัก

ไวชยันต์ ขวัญจุล

 

หาดทราย เป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างให้อยู่คู่กับทะเลมายาวนานนับหมื่นนับแสนปี เปรียบได้ว่าเป็นพี่เป็นน้องกันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

" หากไม่มีคลื่น ก็จะไม่มีหาดทราย

หากไม่มีหาดทราย คลื่นก็จะไม่มีที่พิงให้หยุดพัก "

แต่เมื่อมีบางสิ่งมาแทรกแซงทำให้หาดทรายและทะเลแยกกัน ธรรมชาติแห่งทะเลก็ย่อมมีการลงโทษ โดยการกัดเซาะชายหาดของน้ำทะเล ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อหาดทรายและอาคารบ้านเรือนริมชายฝั่ง ซึ่งบทความนี้จะกล่าวถึงการอยู่ร่วมกันของคลื่นและหาดทรายว่าไม่มีอะไรจะมาทดแทนกันได้ ดังดูได้จากคลิปเปรียบเทียบระหว่างคลื่นปะทะกำแพงที่ชายฝั่งบ้านหน้าศาล อ.หัวไทร และคลื่นบนหาดทรายบ้านแหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ในขณะสภาพอากาศและทะเลเดียวกัน เมื่อ 18 มีนาคม 2554

 

 

ที่มา : Beach Watch Network (BWN), คลื่นปะทะกำแพง (wave hit wall)

 

จะเห็นได้ชัดว่าคลื่นที่เข้าชนกับกำแพงชายฝั่งจะขยายขนาดขึ้นและมีความรุนแรงมากกว่าคลื่นที่กำลังซัดเข้าหาฝั่งที่มีหาดทราย อีกทั้งหาดทรายไม่ก่อให้เกิดไอละอองน้ำเค็มที่มีสภาพเป็นกรด ซึ่งจะทำลายวัสดุและอาคารบ้านเรือน รวมทั้งต้นไม้ใบหญ้าอีกด้วย

 

 

           กลไกการดูดซับพลังงานคลื่นของหาดทรายนั้นซับซ้อนมาก ซึ่งอาจอธิบายได้จากปรากฏการณ์ที่เห็น ดังนี้

1.      หาดทรายมีความลาดชัน

เราจะสังเกตเห็นได้ว่าหาดทรายทุกที่จะมีลักษณะเป็นทางลาด ซึ่งจะช่วยทำให้ความเร็วของคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งนั้นลดลง เปรียบเสมือนเรากำลังวิ่งขึ้นที่สูง ความเร็วก็จะลดลงไปเรื่อยๆจนหมดแรงไปเอง

รูปที่ 1 แสดงคลื่นไถลขึ้นทางลาดชัน (wave runup)

ที่มา: http://lms.psu.ac.th/mod/resource/view.php?id=75520

 

2. เม็ดทรายมีรูพรุนมาก

ทรายเป็นวัสดุที่มีช่องว่างมากและยอมให้น้ำไหลซึมผ่านได้ดี ดังนั้นเมื่อมีคลื่นซัดขึ้นบนหาด ทรายจะเป็นตัวที่คอยซึมซับน้ำเอาไว้ และทำให้มวลน้ำของคลื่นที่ไถลขึ้นหาดทรายลดลงพลังงานคลื่นบนหาดก็จะลดลงไปด้วยเช่นกัน ส่งผลให้คลื่นไม่สามารถกัดเซาะหาดทราย

3. แรงเสียดทานของเม็ดทราย

เมื่อสังเกตคลื่นที่กำลังไถลขึ้นบนหาดทรายจะมีลักษณะคล้ายแผ่นฟิล์มความหนาน้อยๆ จึงต้องต่อสู้กับแรงเสียดทานมหาศาลที่เกิดจากทรายนับล้านๆเม็ด เกิดเป็นการไหลที่ปั่นป่วนรุนแรงจนกลายสภาพเป็นฟองขาวคล้ายฟองเบียร์ ซึ่งแสดงว่าพลังงานในคลื่นถูกใช้ไปเพื่อเปลี่ยนน้ำให้กลายเป็นฟองอากาศ

 รูปที่ 2 ฟองอากาศของคลื่นไถลบนหาดทราย

ที่มา: http://www.bwn.psu.ac.th/gallery.html

 

4. คลื่นปะทะกันที่หาดทราย

            เมื่อคลื่นลูกแรกที่ไถลขึ้นบนหาดหมดแรงลง ก็เกิดการไหลย้อนกลับของคลื่นนั้นซึ่งจะสวนทางกันกับคลื่นลูกต่อไปที่กำลังจะซัดขึ้นหาด จะส่งผลให้เกิดการปะทะกัน พลังงานหรือความเร็วของคลื่นลูกที่สองจะสูญเสียไปอย่างมหาศาล ซึ่งเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “คลื่นแตกที่ฐาน (surging wave)”

รูปที่ 3 คลื่นแตกที่ฐาน (surging wave)

ที่มา : http://beachsafe.org.au/tsunami/sls/pages/02_coastsafety.html

 

         เมื่อหาดทรายมีความอัศจรรย์ดังที่กล่าวมาแล้วเช่นนี้ เราจึงไม่มีวัตถุใดๆที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมได้กับเม็ดทรายเล็กๆที่ธรรมชาติบรรจงสร้างสรรค์ขึ้น เพื่อทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดินให้มั่นคงตลอดไป

        ท้ายสุดนี้ ขอวิงวอนทุกท่านช่วยกันดูแลรักษาชายหาด เพื่อให้หาดทรายได้อยู่คู่กับทะเลตลอดไป และมีชายทะเลเป็นสถานที่ที่ให้ความสุขเมื่อเราๆท่านๆได้ไปถึง

 

 “ผิวหนังปกป้องร่างกายคนเราอย่างไร  หาดทรายย่อมปกป้องแผ่นดินฉันนั้น

---------------------------------------