ประสบการณ์ของ "ครูหลังห้อง"

ห้องเรียนกลับทางภาคปฏิบัติ (1)

ห้องเรียนกลับทาง ครูหลังห้อง (1)

ดร.วัฒนา รัตนพรหม
 รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและวิเทศสัมพันธ์  มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

……………….

ผมติดตามอ่านข้อเขียนของท่าน อ.สุธีระ มาตลอด ซึ่งท่านจะมีมุมมองที่ล้ำลึกอยู่เสมอ จากประสบการณ์ตรงที่ท่านมีจากวิธีคิดที่ลึกซึ้งทำให้มีข้อเขียนดีๆ ให้พวกเราได้อ่านและผมก็ได้อ่าน แอบอ่านและคิดอยู่คนเดียว แต่ไม่ค่อยจะแสดงความคิดเห็นได้ แต่เพราะแนวคิดทางการศึกษาที่ผมมีพูดทีไรมันแตกต่างจากคนกลุ่มใหญ่ทุกที ... จนมาเจอวิธีคิดแบบ อ.สุธีระ ทำให้รู้สึกถึงความแตกต่างกับคนกลุ่มใหญ่มากกว่าที่ผมเป็น ... จริงๆ แล้วไอ้ที่ว่าแตกต่างนั้นครูทุกคนควรทำตั้งนานแล้ว ... แต่ก็มีน้อยคนที่ทำ

ประสบการณ์ครูหลังห้อง ที่จะเล่าให้ฟัง (เขียนให้อ่าน) ก็มีบรรยากาศคล้ายกับที่ท่านอาจารย์สุธีระเล่า (เขียน) ผมเริ่มต้นสอนที่คณะครุศาสตร์ ด้วยการสอนนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ให้นักศึกษาเข้าใจหลักคิดพื้นฐานของการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ใช้เวลาบรรยาย และถามตอบเพื่ออภิปราย 4 สัปดาห์ ในระหว่านั้นก็แบ่งนักศึกษาออกเป็นกลุ่มๆ ทุกครั้งที่เข้าเรียนจะต้องนั่งเป็นกลุ่มเสมอและถ้าจะตอบคำถามจะต้องไม่ใช่ความคิดส่วนบุคคลจะต้องเป็นความคิดของกลุ่ม เสมอ  และมอบหมายงานให้ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 เทียบเคียงกับบริบทในต่างประเทศ ผมใช้เวลา 4 สัปดาห์ จนรู้สึกถึงความไม่คืบหน้าในการสอน  เพราะนักศึกษาไม่เคยชินกับการเรียนแบบนี้ เขาต้องอ่านหนังสือมากค้นคว้าเยอะ  ทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยกับการสอนแบบนี้  และตัดสินใจจะปรับการสอนไปสู่การสอนปกติและผมจะเป็นเจ้าพิธีกรรมเหมือนคนอื่นๆ ที่ตั้งหน้าตั้งตามา “เล่าความหลังให้นักศึกษาฟังว่าครูไปเรียนอะไรมา”

แต่แล้วก่อนที่การสอนในสัปดาห์ที่ 5 จะมาถึง ซึ่งแต่และกลุ่มจะต้องรายงานผลการศึกษาของแต่ละกลุ่ม ต่อชั้นเรียน  มีนักศึกษากลุ่มหนึ่งมาปรึกษา ... พวกเขาทั้ง 5 คน  มาเล่าให้ผมฟังว่าเขาไปเจออะไรมาบ้างแล้วเข้าจะนำเสนอแบบที่เขาเตรียมมาจะดีไหม ... ผมนั่งฟังที่นักศึกษาเล่าถึงแหล่งข้อมูลที่ค้น ทุกคนช่วยกันอธิบายในคำถามที่ผมถามเพื่อตรวจสอบว่า “แค่โชคดีหรือฝีมือ” ซึ่งพวกเขาทำได้ดีกว่าที่ผมคาด (แม้ว่าพวกเขายังแสดงถึงความไม่เข้าใจอยู่หลายเรื่องก็ตาม)  สิ่งที่เตรียมจะไปบรรยายในสัปดาห์ที่ 5 (ตาม course syllabus) ไม่พอที่จะอธิบายองค์ความรู้ที่นักศึกษาค้นหามา ... ผมหายเหนื่อยขึ้นมาทันที  นักศึกษาเล่าให้ฟังว่าเขาสนุกมาที่ได้เรียนกับผม  เขามีคำตอบให้กับผู้ปกครองแล้วว่า iPhone ที่ขอซื้อเอาไปใช้ทำอะไร  จากการพูดคุยกันร่วมชั่วโมง ผมขอบคุณนักศึกษา “ขอบคุณนะที่ทำให้อาจารย์มั่นใจว่าสิ่งที่ทำอยู่ถูกแล้ว ไม่ต้องมากแค่กลุ่มเดียวก็พอ”  “รู้ไหมว่าถ้านักศึกษาไม่มาหาอาจารย์วันนี้อาจารย์จะกลับไปสอนแบบเดิมแล้ว”  เขาบอกว่าแรกๆ พวกเขาไม่คุ้นชินกับ ห้องเรียนกลับทาง ครูหลังห้อง

                  ผมใช้เวลา 3 สัปดาห์ ในการที่ให้นักศึกษา 7 กลุ่มได้นำเสนอข้อมูลที่เขาค้นหา ระหว่างนั้นการเรียนการสอนก็สนุกสนานขึ้นเรื่อย แต่ละกลุ่มก็สรรหาความรู้มาบลัฟกันเมื่อเห็นเพื่อนจัดเต็ม  ผมยืนอยู่ “หลังห้อง” ตลอดเวลา คอยเสริม ชี้ประเด็นที่ควรถอดความรู้ และสรุปเป็นข้อเรียนรู้  ด้วยความรู้และประสบการณ์ที่มี ถูกนำมาอธิบายผลการนำเสนอในหลากหลายแง่มุม ... ต้อง “ด้นสด” แบบ “Real Time” กันเหนื่อย แต่สนุกมาก  ... ไม่มีนักศึกษามาสาย ไม่มีคนขาดเรียนเลย ผิดกับ 4 สัปดาห์ แรก ที่มีขาดเรียน มาสายด้วยเหตุผลสารพัดที่จะอ้างกันมาแก้ตัว

ผ่านไป 8 สัปดาห์  ก็ถึงเวลาสอบกลางภาค เป็นข้อสอบแบบอัตนัย 20 ข้อ ทันทีที่รู้ก็ตัดพ้อกันใหญ่ ... ซึ่งก็จริงอยู่เพราะเขียนอธิบายกันไม่เก่งจริงๆ ตอบเป็นท่อนๆ เป็นเสี่ยง ไม่สะท้อนถึงความเข้าใจ แต่ก็เอาหละ อย่างน้อยเข้าก็จำในสิ่งที่อภิปรายกันในห้องเรียนได้แป๊ะๆ  .... ผมไม่ได้ตรวจข้อสอบเอง สัปดาห์ที่ 9 นำเอาข้อสอบแจกคืนให้นักศึกษาเป็นผู้ตรวจ  โดยมีกติกาว่าผู้ตรวจไม่ตรวจของตัวเอง และมีสิทธิเขียนในข้อสอบเพื่อนเพียง “0” และ “1” เท่านั้น  เพราะฉะนั้นเขาจะต้องตัดสินใจว่าเพื่อนจะได้  “0” หรือ “1” โดยผมย้ำว่าตรวจเพื่อเท่ากับตรวจตัวเอง ... ผมนำเฉลยไปทีละข้อ ... เฉพาะข้อแรก ก็ป่วนเลยครับ  บางส่วนวินิจฉัยได้จัด “0” หรือ “1” ไปเรียบร้อย  บางส่วนไม่แนใจ จึงหารืออาจารย์ ... ยกมือถามกันจ้าหละหวั่น จึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการอภิปรายกันอีกครั้ง   ถ้าเฉลยแบบนี้เพื่อตอบแบบนั้นจะได้คะแนนหรือไม่เขาต้องคิด  ซึ่งแน่นอนว่าผู้ตอบไม่ได้ตอบเหมือนที่เฉลยหรอก  แต่เขาต้องตีความว่ามันเข้ากันได้หรือไม่ ถ้าเข้ากันได้ ก็ “1” ถ้าไม่ใช่ก็ “0” ความรู้พื้นฐานที่เขามี ความรู้ใหม่ที่ผมเติมเข้าไป ถูกทดสอบในหลายแง่มุม เพราะแต่ละคนตอบไม่เหมือนกันเลย แต่ประเด็นเหล่านั้นถูกตัดสินเป็น “0” หรือ “1” ด้วยหลักการและเหตุผลที่แต่ละคนอ้างมาอธิบาย  กว่าจะหมด 20 ข้อ ก็ใช้เวลาไปกว่า 4 ช.ม. (โชคดีที่เป็นช่วงบ่ายไม่มีใครใช่ห้องต่อ) หมดเวลาก็ไม่ยอมเลิกจะเอาให้จบเพราะทุกคนอยากจะรู้ว่าคะแนนของตนเองจะได้เท่าไหร่  เมื่อตรวจเสร็จก็ให้คืนเจ้าของข้อสอบดูคะแนนรวมของตนเอง  ซึ่งก็ยังอภิปรายกันต่ออีกว่าข้อนี้เขาควรได้ “1” แต่ทำไมจึงได้ “0” ... ผมก็ให้คู่กรณีคุยกันเองก่อนถ้าตกลงกันไม่ได้ผมจึงเป็นผู้ตัดสิน ... หลายคู่ก็จำนนด้วยเหตุผลของผู้ตรวจ ... หลายคู่ผู้ตรวจก็จำนนต่อเจ้าของข้อสอบ วันนั้นชั้นเรียนเราเลิกเกือบ 5 โมงเย็น   เราใช้เวลาไปเกือบ 5 ชั่วโมง  กับบรรยากาศการเรียนที่ยุ่งเหยิงและเต็มไปด้วยการตัดสินใจที่มีผลกับผู้อื่นทั้งสิ้น

ในการจัดการเรียนการสอนแบบ “ห้องเรียนกลับทาง ครูหลังห้อง” ทำให้ผมได้เห็นความสามารถที่แท้จริงของนักศึกษาแม้ว่าบางคนไม่เคยถูกมองมาก่อน คนที่เป็นที่ยอมรับของชั้นเรียนอยู่ก่อน ผมใช้ความว่า “ไปโลด” ได้เลยครับ บางคนมองข้ามช๊อตถึงการเรียนปริญญาเอกแล้ว ... แต่ที่น่าเสียดายก็คือ เขาบอกว่าไม่มีใครสอนแบบที่ผมทำ ผมก็บอกวิธีแก้ให้โดยให้พวกเขาจดจำความสุข สนุกสนานในการเรียนแบบนี้ไปใช้กับวิชาอื่นๆ  ซึ่งพวกเขาสามารถใช้ “พฤติกรรมของผู้เรียนสามารถกำหนดพฤติกรรมผู้สอนได้เช่นกัน”  เหมือนกับครั้งหนึ่งที่เขาเกือบทำให้ผมเปลี่ยนวิธีสอนพวกเขา ส่วนผมเองก็ได้ความรู้จากนักศึกษามากมาย ความรู้ผมถูกทดสอบในหลายแง่มุม ซึ่งทำให้อธิบายความได้ลุ่มลึกยิ่งขึ้น ความรู้ใหม่ที่คนจำนวน 38 คน รุม 1 ทำให้ผมได้อัพเดตความรู้ใหม่ๆ หลายเรื่อง ...  ผมขอจบภาคแรกไว้เท่านี้ก่อนนะครับ ... ถ้ามีโอกาสผมจะมาแชร์ประสบการณ์อีก 5 สัปดาห์ที่เหลือให้อ่านอีกครั้ง

ขอบคุณท่านอาจารย์สุธีระสำหรับแรงบันดาลใจและโอกาสในการทำงานนี้ ... พพปญ.