คืนนี้..ผมยิ้มและอื่มเอมกับความสุข..ได้เวลานอนแล้ว..แต่ยังไม่ได้หลับ..แสดงว่าเรื่องทั้งหมดที่ผ่านมา..ผมไม่ได้ฝันไปอย่างแน่นอน.

ส่งท้ายภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา๒๕๕๖..จึงเขียนบันทึกทบทวนความทรงจำที่ผ่านมาในรอบปีการศึกษา.. ก่อนถึงวันศุกร์ที่ ๑๑ ตุลาคม ที่จะเป็นวันสุดท้ายของการเปิดเรียน รวมวันที่สอนนักเรียน ๑๐๓ วัน แทบจะเป็นโรงเรียนสุดท้ายที่กำลังจะปิดเรียน แต่เมื่อประเมินตามสภาพจริง ก็เป็นเรื่องปกติของโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ครู ๑ คน สอน ๒ ชั้น หากจัดการเรียนการสอน แบบรีบเร่งเกินไป จะไม่เกิดผลดีทั้งครูและนักเรียน

.

ก่อนปิดเรียน..กำหนดอาหารกลางวันมื้อพิเศษให้นักเรียน โดยสรุปได้จากการโหวต ผลคะแนนเป็นเอกฉันท์ ลงตัวที่ "กระเพาะปลา" จากนั้น..เที่ยงตรง ผู้ปกครองมารับนักเรียนกลับบ้านได้เลย พร้อมรับอาหารเสริม(นมจืด) ไปคนละ ๑ ลัง สำหรับบำรุงร่างกายนักเรียนอนุบาล๑ - ป.๖ ในช่วงปิดเทอม

.

ถามตัวเองว่า..ปีการศึกษา ๒๕๕๖ รู้สึกอย่างไร??? ตอบได้แบบไม่ต้องคิดเลยว่า..เหนื่อยที่สุดในชีวิตการเป็นครู..แต่ลึกๆแล้วก็มีความสุขอย่างยิ่งยวดเหมือนกัน ที่พัฒนาแหล่งเรียนรู้และสิ่งแวดล้อม ได้อย่างลงตัวและสำเร็จเป็นรูปธรรมหลายอย่าง สามารถนำไปบูรณาการเรียนรู้ได้ชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น ตลอดจนเป็นปีที่ภาคเอกชนและชุมชนท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมจัดการศึกษาอย่างน่าประทับใจ

.

โดยส่วนตัว..ก็เป็นปีแห่งชีวิต..ที่มีสิ่งมหัศจรรย์เข้ามา อย่างไม่น่าเชื่อ..เริ่มจากกลุ่มเพื่อนร่วมชั้น มศ.๑ - มศ.๕ สายวิทย์-คณิต..เข้ามาทักทายในโกทูโนว์/ ในเฟสและเว๊บไซต์โรงเรียน ด้วยมิตรภาพและน้ำใจที่ไม่เคยลืมเรา..แต่ผมเกือบลืมเพื่อนไปแล้ว นับตั้งแต่แยกย้ายกันไปเรียนปริญญาตรี...๓๐ ปีที่ไม่เคยพบกันเลย

.

ก็เหมาะสมแล้ว..สำหรับเด็กหลังห้องอย่างผม ที่เรียนวิทย์คณิตอย่างไม่มีความสุขตลอด ๕ ปีที่อยู่ชั้นมัธยม..เพื่อนให้การยอมรับอย่างเดียว คือไม่เกเร และเป็นนักเรียนตัวอย่างด้านการแต่งกายมาตลอด ส่วนเรื่องการเรียนภาษาและสังคมฯก็ไม่ได้เป็นรองใคร..ค้นพบตัวเองเมื่อเรียนวิทยาลัยครู..ในขณะที่เพื่อนเข้ามหาวิทยาลัยไปเป็นหมอ พยาบาล วิศวกร ตำรวจ และทนายความ

.

ส่วนผมเอง..เข้าป่า ไปอยู่ท้องไร่ท้องนา ไปเป็นครูบ้านนอก..อย่างเงียบเหงาแต่สุขสงบ ..วันที่เดินทาง..ไม่มีใครไปส่งเลยแม้แต่คนเดียว ได้พ่อกับแม่(ครูใหญ่กับภรรยา) ให้การดูแลที่พักและอาหารตลอดมา

.

ที่นั่น..ได้รู้จักเด็กสาว.. ที่ให้การยอมรับนับถือผม ในฐานะที่เป็น "ครู"ของน้องเธอและเป็น "พี่ชาย"ในวัยที่ไม่ห่างมากนัก เมื่อผมได้เข้าอยู่บ้านพักครู น้องสาวที่แสนดีคนนี้ และครอบครัว ต่างเป็นมิตรไมตรี ที่ทำให้ผมอยู่ในหมู่บ้านที่ห่างไกลปืนเที่ยงได้อย่างอบอุ่น "ข้าวคำน้ำขัน"ผมไม่เคยลืม..ตอนนี้น้องมีฐานะครอบครัวที่มั่นคงและเข้ามาอยู่ในกรุงเทพแล้ว และปีนี้ได้พบกัน เธอบอกผมว่า....  ติดตามข่าวคราวของผมว่าทำงานที่ไหน...มาโดยตลอด

.

ท้ายที่สุด..ผมมีเพื่อนครูคนแรก เมื่อปี ๒๕๓๐ เราแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการ ในฐานะครูที่จากบ้านจากเมือง มาอยู่ต่างถิ่นต่างที่เหมือนกัน พอผมลาศึกษาต่อ ป.โท "เธอ"ย้ายกลับบ้าน ไปสอบเป็นผู้บริหารโรงเรียนและมีครอบครัว..วันนี้ผ่านไป ๒๐ กว่าปี..เธอเจอผมในเว๊บไซต์บ้านหนองผือ..เธอโทร.หาข้อมูลและหารือผลงานรางวัล สพฐ. ก่อนพูดคุยเธอถามว่า...."ผอ.ชยันต์..ใช่ไหมคะ...."

.

ครับ..ในแง่มุมเล็กๆ..ทำงานกับเด็กด้อยโอกาส..แต่ก็ไม่ขาด"กำลังใจ"เสียทีเดียว ยังได้เห็นภาพความสำเร็จและมีโอกาสเรียนรู้"ปัญหา"จากการทำงาน ได้แบ่งปันประสบการณ์และเรื่องราวให้กับน้องและพ้องเพื่อน..ที่กลับเข้ามาในชีวิต ก่อนที่ผมจะสิ้นลมหายใจจากพวกเขาไป

.

คืนนี้..ผมยิ้มและอื่มเอมกับความสุข..ได้เวลานอนแล้ว..แต่ยังไม่ได้หลับ..แสดงว่าเรื่องทั้งหมดที่ผ่านมา..ผมไม่ได้ฝันไปอย่างแน่นอน.

.