การฝึกจิต ตอนที่ ๑๒

ลุงเหมย
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

น้อมกราบคารวะท่านกัลยาณธรรมและกัลยาณมิตร ผู้ใคร่ในธรรมทั้งหลาย .....อีตาลุงเหมยขออนุญาตคุยต่อจากคราวก่อนนะครับว่า....มูลแห่งวัฏฏะ คือเหตุที่ทำให้สัตว์โลกต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสาร เป็นเครื่องกีดกัน เป็นเครื่องล่อ เป็นเครื่องหน่วงเหนี่ยวให้สัตว์โลกวนเวียนอยู่ .. พระพุทธองค์ทรงชี้เหตุที่สัตว์โลกทั้งหลายยังไปสู่มรรค ผล นิพพานไม่ได้ ก็เพราะว่าจิตของเขายังข้องอยู่ในอารมณ์ ฉะนั้น..ผู้ที่จะเดินทางไปสู่ มรรค ผล นิพพาน จำเป็นต้องตัดมูลแห่งวัฏฏะนี้เสียก่อน.....คือให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันสูญไป คือ..สูญไปจากความงาม..สูญไปจากความสุข..สูญไปจากความเที่ยง .. สูญไปจากความเป็นตัวตน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องล่อให้หลง เพราะเป็นของยวนใจ...ดังนั้นการปฏิบัติวิปัสสนาในแนวสติปัฏฐาน ๔ ก็เพื่อกำจัดเสียซึ่งมูลแห่งวัฏฏะนี้เอง
             คือ
          ๑.   เมื่อโยคาวจรผู้ใด ได้ปฏิบัติกายานุปัสสนาสติปัฏฐานก็จะกำจัดเสียซึ่งความงาม คือความหลงผิด คิดว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้ เป็นของงาม เช่นเห็นว่าร่างกายเป็นของงาม น่าใคร่ น่าปรารถนา แต่เมื่อได้มาเจริญวิปัสสนากำหนดเอากาย คือ พองหนอ ยุบหนอ เป็นอารมณ์ ตัวกิเลสคือ กามราคะจะลดลง จิตใจจะสงบจากกาม จะไม่หลงแม้แต่ความงามในกามภพ เช่น มนุษย์ภูมิ และเทวภูมิ จิตจะมุ่งเอาแต่นิพพานเท่านั้น
          ๒.  เมื่อโยคาวจรผู้ใดได้ปฏิบัติเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานก็จะกำจัดเสียซึ่งความติดสุข คือหลงผิดคิดว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้ เป็นความสุขปรารถนาในอารมณ์สุขนั้นตลอดไป แต่เมื่อได้มาเจริญวิปัสสนากำหนดเอาเวทนา คือ ความปวดหนอ ความเจ็บหนอ มาเป็นอารมณ์อยู่ตลอดเวลา จิตของเราก็จะเคยชินกับธรรมชาติ คือ สภาวะแห่งเวทนานั้น จะทำให้รู้สึกว่า จะอยู่อย่างไรก็ได้ หนาวก็ได้ ร้อนก็ได้ เจ็บบ้าง ปวดบ้าง ก็ได้ จิตก็จะไม่ทุกข์ร้อนไปตามอารมณ์นั้น จะมองเห็นสิ่งนั้นได้ ตามสภาพความเป็นจริงว่า..มันเป็นของมันอย่างนั้นเอง จิตของเราก็จะไม่ติดอยู่ในความสุข จะรู้เท่าทันในสภาวะธรรมเช่นนั้นอยู่เสมอ จิตจะยินดีแต่มรรค ผล นิพพานเท่านั้น
          ๓.  เมื่อโยคาวจรผู้ใด ได้ปฏิบัติจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานก็จะกำจัดเสียซึ่งความเที่ยง คือความหลงผิด คิดว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้ เป็นของเที่ยงจะยืนยงคงอยู่ตลอดไป แต่เมื่อได้เจริญวิปัสสนาโดยยกเอาจิตมาเป็นอารมณ์ ก็จะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงในสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ เดี๋ยวคิดอย่างนั้น เดี๋ยวคิดอย่างนี้ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ไม่เที่ยงแท้แน่นอน แม้เหตุการณ์ของโลกจะเปลี่ยนไปอย่างใด จิตที่มุ่งมองดูสภาวะนั้นก็จะเคยชินกับความเปลี่ยนแปลง จะรู้เท่าทันในสภาวะธรรม ก็จะกำจัดเสียซึ่งความหลงผิดคิดว่าเที่ยงลงเสียได้ จิตก็จะยินดีแต่นิพพานเท่านั้น
          ๔.  เมื่อโยคาวจรผู้ใด ได้เจริญธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐานก็จะกำจัดเสียซึ่งความเป็นตัวตน คือหลงผิดคิดว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้ เป็นตัวตน ทุกวันนี้สัตว์โลกทั้งหลาย(รวมถึงตัวเราคนหนึ่งนี้ด้วย) ไม่รู้ว่าตัวตนที่แท้จริงคืออะไร ถามตัวเองไม่ได้ บอกตัวเองไม่ถูก ไม่รู้ว่าตัวเองมีแต่รูปกับนามเท่านั้น เมื่อได้มาเตริญวิปัสสนา โดยยกเอาธรรมมาเป็นอารมณ์แล้วก็จะมองเป็นว่า สัตว์ บุคคล ตัวตนนั้นหามีไม่ มีเพียงแต่รูปกับนาม ก็จะเข้าใจตามความเป็นจริง ไม่ติดอยู่ในความเป็นตัวตน จะรู้เท่าทันในสภาวะธรรม จิตก็จะยินดีแต่พระนิพพานเท่านั้น
          ทั้งหมดนี้ถ้าจะกล่าวโดยย่อก็คือ...การเจริญวิปัสสนาในแนวสติปัฏฐาน ๔ จะทำลายวิปลาสธรรม คือ ความเป็นผิดจากสภาวะธรรมได้  ๔  อย่าง คือ

          ๑. กายานุปัสสนา  ทำลายสุภวิปลาสธรรม   ๒.  เวทนาสุปัสสนา  ทำลายสุขวิปลาสธรรม
          ๓.  จิตตานุปัสสนา   ทำลายนิจจวิปลาสธรรม  ๔.  ธรรมานุปัสสนา  ทำลายอัตตวิปลาสธรรม

ดังนั้น เมื่อโยคาวจรผู้ใด ได้เจริญวิปัสสนาในแนวสติปัฏฐาน ๔ ดังที่ได้คุยกราบเรียนมานี้ ผู้นั้นก็จะตัดมูลแห่งวัฏฏะลงเสียได้ ไม่หลงผิดในสภาวะธรรม มองเห็นสิ่งทั้งหลายได้ตามความเป็นจิง จิตของผู้นั้นก็จะมีแต่ความสงบ เย็น เป็นสันติสุขอย่างแท้จริง ( จิตตํ ทนฺตํ สุขาวหํ ...จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ ) วันนี้อีตาลุงเหมยขอรบกวนคุยเท่านี้ก่อนเน้อ..ขอสัจธรรมจงตั้งมั่นในดวงจิตของทุกท่านที่เคารพของอีตาลุงตลอดไป .. กราบสาธุครับ

 

          

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ชุมพล บุญเหมย



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีจ้ะลุงเหมย สบายดีนะจ๊ะ