อยาก"พอเพียง" ก็แค่เพียง"พอใจ"

<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ชักหน้าไม่ถึงหลัง  เป็นสำนวนไทย หมายความว่า  ขัดสนเพราะรายได้มีไม่พอคุ้มกับรายจ่ายหรือ รายได้ที่รับมาเมื่อต้นเดือนไม่พอใช้ไปถึงปลายเดือน     หลายๆ คนในยุคปัจจุบัน ส่วนใหญ่คงได้สัมผัสอาการที่ว่านี้มาบ้าง    ด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ  ทั้งเงินเดือนน้อย    ค่าครองชีพสูง  และ ใช้เงินเกินตัว   จะว่าคนอื่นไปก็ใช่ที่  เพราะประเด็นหลังสุด  ดิฉันเองก็เป็นเอามากอยู่เหมือนกัน ประเภท รายได้ต่ำแต่รสนิยมสูง(มากๆ)  ใช้เงินไม่ค่อยคิด  อยากได้อะไรก็ซื้อ  เงินไม่พอก็รูดบัตรเครดิต  ไม่มีการวางแผนว่าสิ่งไหนจำเป็นหรือไม่จำเป็น  ถ้าอยากได้ก็ต้องจับจองเป็นเจ้าของกันเดี๋ยวนั้นเลย    พักหลังๆ นี่เริ่มรู้สึกว่าเงินมามีอำนาจเหนือเราซะแล้ว  สั่งเราให้ใช้จ่ายอย่างขาดสติ  ไม่มีการวางแผนและลำดับความสำคัญในการใช้จ่ายเลย  หากปล่อยให้เนิ่นนานไปต้องไม่เป็นผลดีแน่ๆ  ว่าแล้วก็ต้องจัดระเบียบและปรับเปลี่ยนนิสัยในการใช้จ่ายเสียใหม่   และผลที่ได้น่าพออยู่ไม่น้อย หากปฏิบัติให้เป็นนิสัย  รับรองว่า ชักหน้าถึงหลัง แน่นอน  </p>

</span>1.       อาหารการกิน :    อาหารราคาแพงไม่ได้ให้ประโยชน์ต่อร่างกายเสมอไป  การเลือก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เลือกกินที่ดี  นอกจากจะให้คุณค่าทางอาหารแล้ว  ราคาก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเศรษฐกิจในยุคนี้  เราสามารถเลือกซื้ออาหารราคาถูก  แต่สะอาดและมีประโยชน์ได้ทั่วไป  เช่นข้าวแกง หรือ ก๋วยเตี๋ยว ตามข้างถนน เพียงแต่เลือกร้านที่ดูดีและสะอาด ก็อิ่มท้องได้เหมือนกัน  ไม่เห็นจะต้องไปกินอาหารขยะ(Junk Food) ราคาแพง แต่ให้คุณค่าทางอาหารต่ำ  แถมย่อยยากอีกต่างหาก   เคยได้ยินไหมว่า กินเพื่อให้มีชีวิตอยู่ ไม่ใช่มีชีวิตอยู่เพื่อที่จะกิน  คิดอย่างนี้ได้ก็ประหยัดเงินในกระเป๋าได้โขเลย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">2.        เสื้อผ้า เครื่องประดับ :   รสนิยมในการแต่งตัว บ่งบอกถึงความเป็นตัวตน  แต่บางคนแต่งซะจนความเป็นตัวตนหายไป    เสื้อผ้าราคาแพงไม่ได้ทำให้เราดูดีเสมอไป  หัวใจสำคัญในการแต่งตัว  คือใส่เสื้อผ้าให้ถูกกาลเทศะ และเหมาะสมกับบุคลิก  หาสไตล์ของตัวเองให้เจอว่าเราเหมาะกับเสื้อผ้าแบบไหน   ไม่จำเป็นต้องตามแฟชั่นเสมอไป แล้วเราจะดูดีพร้อมกับมีเงินเหลือเก็บ</p><p>3.        ดูแลสุขภาพ : หากต้นทุนเราต่ำ  หรือต้องการจะประหยัดเงิน  การไปฟิตเนส   ตีกอล์ฟ  เล่นเทนนิส   และกีฬาประเภทอื่นๆ  ที่ต้องใช้อุปกรณ์ หรือจ่ายค่าสมาชิกราคาแพง   ก็คงไม่เหมาะกับเราเป็นแน่   ลองหันมาเล่นกีฬาง่ายๆ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก  แต่ก็ทำให้สุขภาพดีเหมือนกัน   เช่น  วิ่ง  เต้นแอโรบิก  รำตะบอง    หรือเล่นโยคะก็ดีต่อสุขภาพและยังช่วยเรื่องสมาธิด้วย   โดยหาซื้อหนังสือมาศึกษาเอง  ราคาประมาณร้อยกว่าบาท  แต่เล่นเป็นแล้วเป็นเลยเหมือนมีวิชาติดตัว   สามารถเล่นได้ทุกที่ทุกเวลา แค่นี้ก็สุขภาพดีโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองแล้ว</p><p>4.        พาหนะคู่ใจ  : เดือนนี้พาหนะคู่ใจ ซดน้ำมันไปเท่าไรแล้ว   คำถามนี้ปวดใจยิ่งนัก   เติมน้ำมันทีไร ใจหายทุกที   จะให้ดีลองเปลี่ยนมานั่งรถโดยสารประจำทางก็ให้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่ดีนะ   ค่ารถก็แสนจะถูก  นอกจากจะไม่ต้องขับรถเองแล้ว  ยังมีเวลาคิดเรื่องอื่นๆ ด้วย  หรือแอบงีบก็ได้ไม่มีใครว่า  ว่างๆ ก็หยิบหนังสือมาอ่านยังได้เลย   ที่สำคัญมีเงินเหลือไปใช้อย่างอื่นอีกเพียบ  สารพัดประโยชน์ขนาดนี้ลองดูก็ไม่เสียหายนี่นา</p><p>5.        ของดีราคาถูก :  ที่บ้านเราเรียกว่าของ SALE  นั่นแหล่ะ  แต่ละปีจะมีสินค้าดีๆ    ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ฯลฯ  มาขายในราคาถูกลงกว่าปกติ  อย่างน้อยก็ปีละ 1-2 ครั้ง    ลองแวะเวียนไปดูตามศูนย์การค้าใกล้บ้าน  ถ้าอยากได้ของดีแต่ซื้อราคาเต็มไม่ไหว  ก็ของ SALE นี่แหล่ะ เหมาะที่สุด </p><p>6.        คลายเครียด :   คนสมัยนี้ไม่รู้เป็นยังไง   มีปัญหา หรือเครียด  ก็หาเรื่องผ่อนคลายด้วยการกินเหล้า  เข้าผับ  ไม่เห็นจะช่วยให้สบายใจตรงไหน  ยิ่งเครียดหนักกว่าเดิมอีก  ก็กินเที่ยวแต่ละครั้ง เสียเงินไม่ใช่น้อยๆ     กิจกรรมที่ช่วยให้คลายเครียดมีตั้งเยอะแยะแถมประหยัดเงินอีกต่างหาก  เช่น  ดูหนัง  ออกกำลังกาย  อ่านหนังสือ   หรือร้องเพลงก็ได้  เดี๋ยวนี้มีคาราโอเกะตู้  เพลงละ 10 บาทเท่านั้นเอง  อยากจะคลายเครียดแบบไหนก็เลือกกันเอาเอง   แต่อย่าเลือกแบบที่ทำให้เครียดกว่าเดิมล่ะ</p><p>7.        งานนี้ต้องมีแผน :  การใช้จ่ายเงิน    ถือเป็นการบริหารจัดการเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก  เพราะฉะนั้นเราต้องมีการวางแผนที่ดี  เพื่อให้เงินถูกใช้อย่างคุ้มค่า และตรงตามวัตถุประสงค์ที่สุด   แล้วเราจะไม่ขัดสนเรื่องเงินเลย      เพียงแค่คำนวณว่าเดือนนี้มีอะไรที่ต้องใช้จ่ายบ้าง  โดยอาจแบ่งเป็น ค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าโทรศัพท์  หรือค่าน้ำ-ค่าไฟ   อีกส่วนหนึ่งก็แบ่งไว้เป็นค่าอยู่ค่ากิน   เมื่อคำนวณแล้วหากยังพอมีเงินเหลือ เราก็สามารถซื้อของที่อยากได้  หรือฝากธนาคารก็เข้าท่าทีเดียว  แต่หากคำนวณแล้วไม่เหลือก็ต้องใช้จ่ายกันอย่างประหยัด  แล้วคงต้องวางแผนเดือนต่อไปให้รัดกุมกว่านี้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">           แค่นี้ก็อยู่อย่างมีความสุข และพอเพียงแล้วหล่ะค่ะ</p>