ฤาสายน้ำจะไม่แปรเปลี่ยน
เกศินี จุฑาวิจิตร
แม่น้ำทั้งสายทอดตัวยาวอยู่เบื้องหน้า ปริ่มว่าจะเอ่อล้นตลิ่ง ลมฝนช่วงใกล้ออกพรรษาพัดมาปะทะผิวกายอยู่แผ่วๆ
..เออ.. ลมหนอ... หอบรักมาด้วยหรือเปล่านะ.. คนที่นี่เมื่อหลายปีก่อนคงเคยถามสายลมถึงความรักความห่วงใยจากคนที่อยู่ไกลแสน
กว่าศตวรรษมาแล้ว... ละครชีวิตของชาวจีนโพ้นทะเลหลายสิบคนได้เริ่มขึ้น ณ ที่แห่งนี้... ตลาดขนส่งสินค้าทางเรือที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง พวกเขาจากบ้านเกิด ทั้งที่แต้จิ๋ว ซัวเถาและกิ๊กเอี๊ย มาด้วยความหวังและความเชื่อว่าแผ่นดินสยามเป็นแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ ยังเสียงเล่าลือนั่นอีกด้วย... คนที่นี่เปี่ยมไมตรี
ชีวิตนี้... จึงน่าจะจบสิ้นกันทีกับความอดอยาก แร้นแค้น เช่นในอดีต จะเหนื่อยจะหนักเพียงใดไม่เคยนึกน้อยใจในวาสนาหรือโชคชะตาที่จะเล่นตลก ... แค่เสื่อสักผืน หมอนสักใบ ก็พอแล้วที่จะทำให้วันรุ่งขึ้นตื่นมาพร้อมกับกำลังและแรงใจ เงินทองที่หาได้ ยังจำต้องเก็บไว้...ส่งให้คนข้างหลังที่จากมา
ครั้นนั่งเรือ รอนแรมมาถึง “บางหลวง” ดินแดนที่มี “แม่น้ำใส ดินดำ ชื่นฉ่ำฝน พืชเหมือนพรมเขียวขจีจึงรี่ถาม บ้านบางหลวงถิ่นนี้ชี้ถึงนาม ทั่วเขตคาม พืชสัตว์หลายหมายอุดม”[1] จึงได้พากันลงหลักปักฐาน
พวกหนึ่งไปประกอบอาชีพค้าขาย คนกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า “เจ๊กตลาด”
อีกพวกหนึ่ง “เจ๊กโรงหมู” คือ คนที่ยึดอาชีพเลี้ยงหมูและขายหมู
ส่วน พวกสุดท้าย ได้แก่ “เจ๊กไร่” คือ คนที่ปลูกพืชผัก จำพวก พริกและคะน้า
ยามเย็นเป็นเวลาผ่อนพัก “เจ๊กบางหลวง” จึงมานั่งจับกลุ่มสนทนาพลาง “เจี๊ยะเต้” กันให้พอคลายเหงา บ้างเล่นกีฬา บ้างก็ชวนกันเล่น “หลิ่วคิ้ว” “ปั่งเต๊ก” และ “เกี่ยกี้” เครื่องนันทนาการชั้นดีที่พอจะหาได้ บ้างชวนกันซ้อมดนตรี ตามแบบฉบับของตัวโน้ตจีนโบราณ เสียง “กง แฉ่ กง” ดังขึ้นคราใด หัวใจก็ให้ถวิลหาถิ่นที่พรากจากมา ขอบตาร้อนรื้นขึ้นอย่างไม่อาจสะกดกลั้น แต่..ชีวิต.. ที่นี่.. เท่านั้นยังคงต้องดำเนินต่อ
เวลาที่ผันผ่าน เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า ความรักความสามัคคีได้ก่อตัวขึ้นอย่างเหนียวแน่น ซ้ำยังได้แผ่ขยายอย่างหลอมรวมกับผู้คนในพื้นเพนั้น ทั้งคนไทย คนลาว ทั้งยังได้ “ส่งต่อ” วิถีชีวิต วัฒนธรรมและภูมิปัญญาจีนจากรุ่นสู่รุ่น บางหลวงวันนี้มี “แหล่งเรียนรู้” และเรื่องราวดีๆ มากมาย ทั้งโรงหนังกระดานแถว โรงฝิ่น โรงน้ำชา บ้านตีเหล็ก บ้านดนตรีจีน พิพิธภัณฑ์บ้านเก่าเล่าเรื่อง และมีโรงเรียนเจี้ยนหัว เป็นสถานศึกษาเพื่อการสืบทอดภาษาและวัฒนธรรมจีนโดยตรง ชาวบางหลวงยังนิยมส่งลูกหลานให้เรียนที่นี่ แทนการนั่งรถออกไปเรียนในเมืองใหญ่ที่ไกลหูไกลตา อีกทั้งยังมีสถานที่ยึดเหนี่ยวทางใจ อย่างศาลเจ้าแม่ทับทิมและโรงเจบ้วนฮกตั้ว การสักการะบูชาทีกงเต็ก ทีตี่แป่ป้อ หรือ เทพยดาฟ้าดินทั้ง 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน 14 ชั้นบาดาล ยังคงเป็นสิ่งที่ยึดมั่น อันเป็นการแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวทีต่อเทพยดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ
อาหารการกินก็มีเอกลักษณ์เฉพาะ อย่างชุนเปี๊ยะ ซึ่งรูปลักษณ์ภายนอกอาจดูคล้ายกับปอเปี๊ยะทอด แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ ไม่เหมือนกันตรงไหน คงต้องไปหาชิมเอง ส่วนของอร่อยที่ถูกใจนักชิม นักช้อปก็มีให้เลือกมากมายทั้งเป็ดพะโล้ ตะโก้ไทย สาลี่ ขนมเปี๊ยะ รวมทั้งกาแฟโบราณและกาแฟสด
ผู้ใหญ่สมศักดิ์ อยู่มาก ผู้ใหญ่บ้านวัยกลางคน นับเป็นคนรุ่นที่สามของชาวจีนบางหลวง เล่าให้ฟังถึงความเป็นมาของและความเข้มแข็งของชาวบ้านและการจัดการตนเอง ที่ดินบริเวณตลาดบางหลวงในวันนี้ จำนวน 23 ไร่เศษ เมื่อเกือบสามสิบปีก่อน ได้ถูกเคลื่อนย้ายไปอยู่ในมือของนายทุนใหญ่
“บ้านเก่าเหล่าเต๊งไม้” จะกลายเป็น “อาคารพาณิชย์” แต่ชาวบ้านไม่ยอม !!!
ผู้ใหญ่สมศักดิ์ ยังแจ่มชัดในความทรงจำวัยเด็ก ...พ่อของเขาและพวกผู้ชายช่วยกันอยู่เวรยามตลอดทั้งคืน ด้วยเกรงว่าตลาดเก่าๆ จะถูกลอบวางเพลิงเพื่อไล่รื้อเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในหลายที่หลายแห่ง ส่วนบรรดาแม่บ้านก็ได้มารวมตัวกันทำอาหาร หุงข้าวต้ม เลี้ยงพวกผู้ชาย
...ไม่มี อำนาจจากรัฐ ..ไม่มีแม้อาวุธ มีเพียงหัวใจที่หวงแหนในผืนแผ่นดิน...
ในที่สุดชาวบ้านร้านตลาดก็ปฏิบัติการ “ขอคืน” โดยการร่วมระดมเงินเพื่อซื้อที่ดินผืนนั้นกลับคืนมา ใครมีมากก็ควักมาก ใครมีน้อยก็จ่ายน้อย สองปีกว่าๆ ของการระดมทุนจึงได้หอบเงินสองล้านบาทไปซื้อที่ดินจากนายทุนใหญ่กลับคืนมา ทั้งๆ ที่ มันถูกขายให้ไปเพียงแปดแสน
...ต้องย้ำด้วยว่า นี่เป็นเหตุการณ์เมื่อยี่สิบแปดที่แล้ว... กับเงินสองล้าน ...
เมื่อชุมชนได้ตลาดกลับคืนมา ก็ก่อตั้งเป็นรูปบริษัท มีผู้จัดการทำหน้าที่บริหารงาน เจ้าของเดิมที่อาศัยอยู่ในตลาดสามารถที่จะอยู่ได้ต่อไปตราบรุ่นลูกรุ่นหลาน ในราคาค่าเช่าตารางวาละ 2 บาทต่อเดือน เพียงแต่ว่าไม่สามารถที่จะขายหรือโอนกรรมสิทธิ์ให้คนอื่นได้ ตรงนี้จึงกลายเป็น “ไม้เด็ด” ในเวลาต่อมา ที่ทำให้บรรดา “นักล่า”หรือ “นักเก็งกำไร” ในยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์ต้องถอยกลับไป ... บางหลวงจึงคงความเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทยจีนอยู่ได้อย่างยั่งยืนจนถึงปัจจุบัน
สายน้ำเบื้องหน้ายังคงเรื่อยไหล “วิถีบางหลวง” บางเหลี่ยมมุมอาจไม่ไหลคืน แต่ความเข้มแข็งและการเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างกลมกลืนกับโลกใหม่เท่านั้น ที่จะทำให้ที่นี่คง “ความดี” และ “ความงาม” อยู่ได้ตลอดไป
อ่านแล้วชอบมากครับ..เห็นจิตวิญญาณที่ยังรักษาวิถีชีวิตของชุมชนบางไว้ครับ