ครอบครัวเป็นระบบทางสังคมที่มีความสัมพันธ์ในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตร่วมกันและมีความแตกต่างกันในแต่ละครอบครัวทั้งทางวัฒนธรรมสถานภาพทางสังคมการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นอีกทั้งประสบการณ์หรือปัญหาของคนใดคนหนึ่งย่อมจะมีผลต่อสมาชิกคนอื่นในครอบครัวนักกิจกรรมบำบัดย่อมต้องเข้าใจความสัมพันธ์ในครอบครัวและปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวเพื่อนำมาเป็นส่วนในการดูแลผู้ป่วยร่วมด้วยการมีปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวเกิดขึ้นทั้งในระดับพื้นฐานเป็นอัตโนมัติเช่นการดูแลซึ่งกันและกันการจัดเตรียมหาอาหารการทำความสะอาดบ้านการปกป้องดูแลให้ปลอดภัยการส่งเสริมทางอารมณ์การพูดสื่อสารและการแสดงออกถึงความรู้สึกซึ่งจะช่วยพัฒนาa sense of self ของเด็กผู้เลี้ยงดูที่มีการแสดงออกกับเด็กไม่แน่นอนหรือไม่สนใจเด็กจะทำให้เด็กมีความยากลำบากต่อการตอบสนองกับสิ่งแวดล้อมทำให้เด็กไม่เห็นถึงคุณค่าของความรักอีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างผู้ดูแลจะส่งผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กและการเกิดภาวะความผิดปกติทางอารมณ์ได้เช่นdepression, conduct disorder, social withdrawal

หลังจากที่เด็กได้รับการวินิจฉัยโรคเป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวต้องมีการปรับตัวหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็น3 ระยะคือ

1. Entrance process ผู้ปกครองพาบุตรมาพบแพทย์เพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคมีการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคที่เด็กเป็นผู้ปกครองต้องการเวลาและข้อมูลเกี่ยวกับการวินิจฉัยการพยากรณ์โรคการดำเนินชีวิตต่อไปของเด็กมีการปรึกษาคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทพ่อ/แม่ต้องการความรู้การสนับสนุนจากสังคมและทางการแพทย์

2. Accommodation ผู้ปกครองเริ่มให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพัฒนาการและความสามารถของเด็กมีการสอนให้เด็กช่วยเหลือตนเองในด้านต่างๆเช่นการอาบน้ำแต่งตัวการทานอาหารด้วยตนเองในการดำเนินชีวิตประจำวัน

3. Operating process ผู้ปกครองตั้งความหวังโดยมีความคิดความเข้าใจในตัวบุตรที่เพิ่มขึ้นเริ่มเตรียมความพร้อมของเด็กไปสู่ช่วงวัยต่างๆเตรียมความพร้อมทางด้านสังคมในขั้นนี้การได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มทางสังคมต่างๆและชุมชนเป็นสิ่งสำคัญ

มีอีกหลายปัจจัยที่ส่งเสริมให้ครอบครัวสามารถจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้คือการที่พ่อแม่เด็กสามารถการปรับตัวต่อเด็กการมีสัมพันธภาพระหว่างคู่สามีภรรยาที่ดีความสัมพันธ์ระหว่างบุตร(พี่-น้อง)ที่ดีการที่ให้ปู่ย่าตายายมีบทบาทในการมาดูแลและการจัดกลุ่มพ่อแม่ที่มีลูกที่มีปัญหากลุ่มเดียวกันมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

ในภาคเรียนที่1ของการเรียนกิจกรรมบำบัดมหาวิทยาลัยมหิดลคาบเรียนวิชาสมรรถนะการประกอบกิจกรรมตลอดช่วงชีวิตในหัวข้อปัจจัยด้านครอบครัวต่อภาวะความบกพร่องในเด็กจนถึงวัยรุ่นได้เปิดโอกาสให้นักศึกษากิจกรรมบำบัดชั้นปีที่2 สัมภาษณ์ผู้ปกครองที่มีบุตรเป็นเด็กพิเศษทำให้ได้ทราบมุมมองที่ผู้ปกครองสะท้อนถึงบทบาทของนักกิจกรรมบำบัดและสิ่งที่ผู้ปกครองคาดหวังในโจทย์ที่ว่า

ท่านคิดว่านักกิจกรรมบำบัดมีบทบาทอย่างไรในการส่งเสริมความสามารถในการทำกิจกรรมของเด็ก?

"นักกิจกรรมบำบัดมีบทบาทอย่างมากจากที่แต่ก่อนน้องเดินไม่ค่อยมั่นคงกล้ามเนื้อไม่ค่อยแข็งแรงแต่ปัจจุบันเดินได้มั่นคงมากขึ้นและน้องยังสามารถแสดงอารมณ์ของตนเองได้มากขึ้นด้วยรับรู้อารมณ์ของบุคคลอื่นได้ดีขึ้นนอกจากนั้นนักกิจกรรมบำบัดยังคอยช่วยให้คำปรึกษาคำแนะนำต่างๆในการเลี้ยงดูน้องว่าควรต้องทำอย่างไรสภาพแวดล้อมในบ้านควรเป็นอย่างไรและควรส่งเสริมให้น้องทำกิจกรรมอะไรบ้างรวมถึงการสร้างความเข้าใจระหว่างตัวน้องและครอบครัวว่าการพัฒนาของน้องช่วงนี้เป็นอย่างไรทำให้ครอบครัวมีความเข้าใจในตัวน้องที่ถูกต้อง"

ผู้ปกครองเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการช้า

"นักกิจกรรมบำบัดช่วยฝึกการกระตุ้นการกลืนให้กับน้องทำให้น้องสามารถรับประทานอาหารได้เองให้ข้อมูลกับคุณแม่และสอนวิธีการนวดกล้ามเนื้อบริเวณปากเพื่อไม่ให้น้องน้ำลายไหล"

ผู้ปกครองเด็กบกพร่องทางสติปัญญา

"นักกิจกรรมบำบัดช่วยส่งเสริมพัฒนาการในการใช้มือและกล้ามเนื้อมัดเล็กทำให้น้องหยิบจับสิ่งของได้คล่องแคล่วมากขึ้น"

ผู้ปกครองเด็กออทิสติก