- บันทึกแรก -
นอกจากนั้น มีคนในวงการการศึกษาเอง เล่าให้กระผมฟังว่า ครูในภูมิภาคต่างๆ ได้รวมตัวกัน เป็นสมาคม เพื่อต่อรองผลประโยชน์ให้แก่ครู มีสมาคมครูในพื้นที่จำนวนมาก สมาคมเหล่านี้เชื่อมโยงกับกลไก ของพรรคการเมือง และมีส่วนเรียกร้องกดดันเพื่อผลประโยชน์ต่างๆ ของครู ทำให้ค่าตอบแทนของครู สูงกว่าค่าตอบแทนของข้าราชการอื่นๆ รวมทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัย อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เท็จจริงอย่างไร น่าจะได้มีการวิจัย และควรวิจัยด้วยว่า สมาคมและการรวมตัวในรูปแบบอื่นๆ ของครู มีส่วนยกระดับคุณภาพของผลสัมฤทธิ์ ทางการศึกษาของนักเรียนอย่างไรบ้าง หรือจริงๆ แล้ว กลับมีส่วนลดทอนระดับผลสัมฤทธิ์ในการเรียน
มีคนในวงการศึกษา ส่งข้อมูลมาให้กระผม บอกว่า ในจำนวนบุคลากรของ สพฐ. ๕ แสนคนนั้น เป็นผู้บริหารในระดับต่างๆ ที่ไม่ได้ทำหน้าที่ครูจัดการเรียนรู้แก่นักเรียนเป็นจำนวนถึง ๔ หมื่นคน ระบบกำลังคนของระบบการศึกษาไทยจึงอยู่ในสภาพที่มีผู้บริหารจำนวนมากเกินไป เป็นระบบที่ประสิทธิภาพ ในการใช้ทรัพยากรต่ำ เป็นประเด็นวิจัยที่จะช่วยให้มีการปรับปรุงระบบการศึกษาไทยให้มีประสิทธิภาพ ในการใช้ทรัพยากรสูงขึ้นได้มาก
เมื่อเข้าไปคลุกคลีกับคนในวงการศึกษามากเข้า กระผมก็ได้รับคำบอกเล่าเกี่ยวกับความทุจริตฉ้อฉล ในวงการศึกษาหลากหลายด้าน เช่น การที่ครูที่ต้องการเลื่อนวิทยฐานะเป็นครูชำนาญการ ต้องเสนอผลงานวิชาการ ครูที่ตั้งใจทำงานดูแลศิษย์ พยายามทำผลงานจากงานจริงๆ พยายามอย่างไร ผลงานก็ไม่ผ่านการพิจารณา แต่ครูในโรงเรียนเดียวกันที่ไม่ตั้งใจทำงาน แต่ใช้วิธีไปจ้าง ผู้เชี่ยวชาญทำผลงานให้ และจ่ายค่าตัดสินผ่านแก่ reader รวมแล้วเป็นเงินในหลักแสนบาท ก็ได้ตำแหน่งชำนาญการ โดยไม่ต้องมีผลงานด้านการดูแลจัดการเรียนรู้เป็นผลดีแก่ศิษย์แต่อย่างใด โดยมีคนเล่าว่า บางเขตพื้นที่การศึกษา มีเจ้าหน้าที่ของเขตนั่นเองทำหน้าที่ติดต่อจัดการให้ เท็จจริงอยู่ที่ผู้เล่า กระผมไม่กล้ายืนยัน แต่ยืนยันได้ว่า นี่คือโจทย์วิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง เรื่องระบบการศึกษาไทย
นอกจากนั้น ยังมีคำพูดดาษดื่นในวงการศึกษาว่า หากครูต้องการย้ายโรงเรียนจากที่ห่างไกล ไปสอนในโรงเรียนในตัวอำเภอ หรือในตัวจังหวัด รายจ่ายค่าสั่งย้าย คิดเป็นกิโลคือตามระยะทาง เป็นกิโลเมตร กิโลเมตรละกี่บาทกระผมไม่ทราบ และไม่ทราบว่าเท็จหรือจริง รวมทั้งไม่ทราบว่าในการย้ายนั้น ครูต้องจ่ายทุกคนหรือไม่ จ่ายแก่ใครบ้าง นี่ก็เป็นโจทย์วิจัยเช่นเดียวกัน
เรื่องที่อาจไม่ฉ้อฉล อาจมาจากความเข้าใจผิด แต่ก่อความสูญเสียงบประมาณปีละน่าจะ หลายพันล้านบาท หรือบางปีอาจจะเป็นหมื่นล้านบาท คือเรื่องการพัฒนาครู ที่หลงดำเนินการแบบเน้น training โดยที่เวลานี้เป็นที่รู้กันทั่วโลกว่า เป็นวิธีการที่ได้ผลน้อย วิธีการที่ได้ผลดีต้องเน้น learning
วิธีพัฒนาครูประจำการ ที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลดี เรียกว่าแนวทาง PLC (Professional Learning Community) คือส่งเสริมให้ครูรวมตัวกันเป็นกลุ่มหรือเป็นชุมชน เรียนรู้วิธีทำหน้าที่ครู คือพัฒนาครู โดยใช้เครื่องมือ KM (Knowledge Management) หรือการจัดการความรู้ ชุมชนเรียนรู้ในภาษา KM เรียกว่า CoP (Community of Practice) ชุมชนเรียนรู้ของครูคือ PLC ต้องการ คุณอำนวย (facilitator) เพื่ออำนวยความ สะดวกต่อการเรียนรู้ จากการปฏิบัติ
แต่วิธีพัฒนาครูประจำการของไทยในปัจจุบัน เน้นการกำหนดว่า ต้องไปเข้ารับการอบรม มิฉนั้นถือว่าไม่เข้าเกณฑ์ที่จะได้รับการเลื่อนวิทยะฐานะหรือปูนบำเหน็จ กระทรวงศึกษาธิการตั้งงบประมาณ ไปหนุนหน่วยจัดการฝึกอบรม แม้เป็นที่รู้กันว่าครูไม่อยากไปรับการอบรม เพราะไม่ได้ประโยชน์ แต่ก็ต้องไป เพราะมีการกำหนดไว้ใน KPI ว่าต้องผ่านการอบรม
กระผมตั้งข้อสงสัยว่า เรื่องนี้น่าอาจเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของหน่วยงานที่จัดการฝึกอบรม และผลประโยชน์ของหน่วยงานรับจัดการฝึกอบรม รวมทั้งผลประโยชน์ของวิทยากร จึงน่าจะมีการวิจัย ชี้ให้เห็นว่า ทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ของครูเหล่านี้ น่าจะใช้อย่างชาญฉลาดกว่านี้ เพื่อให้ผลตกไปที่ผลสัมฤทธิ์ ในการเรียนของเด็กอย่างแท้จริง
ความรู้เกี่ยวกับข้อบกพร่องหรือจุดอ่อนของระบบการศึกษาไทย ในมิติด้านวิชาการแม้จะยังอ่อนแอ ยังไม่ค่อยมีความรู้เชิงระบบ แต่ก็ได้มีการศึกษาและนำออกเผยแพร่พอสมควร เช่น ผลการวิจัยที่สถาบันวิจัย เพื่อการพัฒนาประเทศไทยนำออกเผยแพร่ในการประชุมวิชาการประจำปี ๒๕๕๔ แต่จัดประชุมในเดือน กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ดังกล่าวแล้ว เนื่องจากปัญหาน้ำท่วมใหญ่ หากท่านเข้าไปในเว็บไซต์ ของสถาบันวิจัยเพื่อ การพัฒนาประเทศไทย (www.tdri.or.th) จะมีเรื่องราวของผลการวิจัยด้านการศึกษา จำนวนหนึ่ง แต่ไม่มีงานวิจัย ในมิติด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองเลย
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดทำเอกสารชื่อ ผลการประเมิน PISA 2009 การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ดาวน์โหลดได้ที่ http://pisathailand.ipst.ac.th/files/PISA2009_StudentsPerformance.pdf (ค้นเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๖)
สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค. www.qlf.or.th) ดำเนินการเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา และส่งเสริมให้มีการรวมตัวกันในระดับพื้นที่ เพื่อดำเนินการพัฒนา คุณภาพของการศึกษาในพื้นที่ ในลักษณะของการดำเนินการกันเองเป็นหลัก ไม่ขึ้นกับกลไกรัฐ แต่ไม่ปฏิเสธ ผู้เข้าร่วมที่เป็นคนในระบบรัฐ หรือในหลายกรณี ก็มีคนในระบบการศึกษาภาครัฐนั่นเองเป็นแกนนำ แต่ดำเนินการนอกระบบราชการ
นอกจากนี้ยังมีมูลนิธิ เอ็นจีโอ และมีการรวมตัวกันของผู้นำในท้องถิ่นหรือพื้นที่จำนวนมากมาย ลุกขึ้นมาช่วยกันกอบกู้คุณภาพการศึกษาไทย เช่นมูลนิธิสยามกัมมาจล มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สภาการศึกษาจังหวัดกระบี่ สมาคมพัฒนาการศึกษาจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นต้น
แต่กลไกทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ทำได้เพียงครึ่งเดียวของกลไกพัฒนา คือเฉพาะส่วนของการเพิ่มปัจจัยบวก ไม่ได้ดำเนินการลดปัจจัยลบ ซึ่งมีกุญแจไขอยู่ที่ความเข้าใจกลไกด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองในระบบการศึกษาไทย
การพัฒนาในเรื่องใดๆ ก็ตาม ต้องดำเนินการใน ๒ มิติควบคู่กันไป คือเพิ่มปัจจัยบวก ต่อพลังขับเคลื่อน และลดปัจจัยลบ หรือพลังขัดขวาง ในโลกแห่งความซับซ้อนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ปัจจัยขัดขวางอยู่ลึกและซ่อนเร้น ในหลายกรณีแม้เจ้าตัว หรือกลุ่มบุคคลที่เป็นตัวการ ก็ไม่รู้ตัว ต้องมีการวิจัยและสื่อสารสังคมเพื่อลดปัจจัยลบดังกล่าว กระผมจึงถือโอกาสที่ได้มากล่าว ต่อนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองในที่นี้ เพื่อวิงวอนให้ท่านช่วยกันกอบกู้บ้านเมือง ผ่านการกอบกู้การศึกษาไทย โดยการทำวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองของระบบการศึกษา นำความรู้ที่ได้ออกสื่อสารต่อสังคม เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงระบบ ในด้านที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรม ปฏิสัมพันธ์ หรือวัฒนธรรมของคนในระบบการศึกษาไทย
กระผมขอย้ำว่า ระบบทางสังคมในวงการศึกษาที่เน่าเฟะจะกัดกร่อนบั่นทอนสังคมไทย ทำให้เกิดการ เสียเมืองในรูปแบบใหม่ ที่ไม่ใช่ถูกยึดครองโดยข้าศึกภายนอก แต่เป็นการล้มละลายจากความอ่อนแอ ภายในสังคมเอง เราต้องช่วยกันปกป้องกอบกู้บ้านเมือง อย่างที่คุณจำกัด พลางกูร ได้อุทิศชีวิตเพื่อชาติ เพื่อมนุษยชาติ เราต้องรวมกลุ่มกันทำความจริงที่มีอยู่ในวงการศึกษาในลักษณะข่าวเล่าลือ ให้กลายเป็นความจริง ที่มีข้อมูลหลักฐาน น่าเชื่อถือ และนำออกเผยแพร่แก่สังคม เพื่อปกป้องคนในวงการศึกษาไทยที่เป็นคนดี ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เป็นครูเพื่อศิษย์ ปกป้องระบบการศึกษาไทย และปกป้องสังคมไทย จากการล้มละลายทางปัญญา และทางศีลธรรม
การเรียนรู้ของชุมชน
การเรียนรู้ของชุมชนเป็นเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เป็นการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ (Adult Learning) และเป็นการเรียนรู้จากการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพการงาน แต่นั่นเป็นเพียง ส่วนเดียวของการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ คือเป็นส่วนของการเรียนรู้ที่ตนเองสร้างขึ้นให้แก่ตนเอง อีกส่วนหนึ่ง เป็นการเรียนรู้ ที่ถูกยัดเยียด คือมาจากสื่อมวลชน และการโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ รวมทั้งป้ายคัทเอ๊าท์ ขนาดมหึมาของรัฐ ที่ติดตามที่สาธารณะต่างๆ
การเรียนรู้ตลอดชีวิต ของคนส่วนใหญ่ของประเทศ มาจากไหนบ้าง ได้รับอิทธิพลจากสื่อมวลชน มากน้อยแค่ไหน สื่อมวลชนสื่อสาร เพื่ออะไร เพื่อใคร? เป็นการสื่อสารเพื่อปลดปล่อยอิสรภาพในชีวิต หรือเพื่อครอบงำ มอมเมา เอาผลประโยชน์ เป็นโจทย์วิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองที่ท้าทายยิ่ง
เราได้เห็นว่า ในช่วงเวลาไม่ถึงสิบปี ได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่เปลี่ยนใจคนได้ ผ่านกระบวนการ ทางการเมือง เปลี่ยนมาตรฐานผิดชอบชั่วดีในสังคม เช่น เปลี่ยนความคิดของคนว่าด้วยเรื่องคอรัปชั่น ผลการสอบถามโดยโพล พบว่าคนไทยส่วนใหญ่กว่าร้อยละ ๘๐ มีความเห็นว่า ยอมรับให้นักการเมือง โกงบ้านเมืองได้ หากทำงานเก่ง คนไทยคิดอย่างนั้นจริงหรือ หากจริง ปัจจัยอะไรที่ทำให้เขาคิดเช่นนั้น และความคิดเช่นนี้ จะนำพาบ้านเมืองไปสู่อนาคตเช่นไร
ในสังคมยุคข้อมูลข่าวสาร และยุคเทคโนโลยีสารสนเทศก้าวหน้ารวดเร็ว ความก้าวหน้าและการลงทุน ด้านเทคโนโลยีเหล่านี้ของประเทศไทย ก่อผลประโยชน์ต่อคนไทยอย่างเท่าเทียมกันมากน้อยเพียงใด ก่อผลประโยชน์ด้านการเรียนรู้ของคนไทยกลุ่มต่างๆ แตกต่างกันอย่างไร ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์
เรารู้จากข้อมูลรายได้ เปรียบเทียบกลุ่มที่รายได้สูง กับกลุ่มรายได้ต่ำ ว่าช่องว่างในสังคมไทย ถ่างกว้างขึ้น ในทางเศรษฐกิจ สังคมไทยมีความไม่เป็นธรรมสูงขึ้น คำถามวิจัยคือ สาเหตุของความไม่เป็นธรรมนั้น มาจากการเรียนรู้ของประชาชนที่บิดเบี้ยว จากสื่อสารมวลชน และจากการโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ มากน้อยเพียงไร จะมีวิธีลดปัจจัยลบเหล่านี้ได้อย่างไร
การเรียนรู้ของผู้ใหญ่ เรียนรู้จากการประกอบสัมมาชีพ เรียนรู้จากการดำรงชีวิต วิธีการที่ดีที่สุด คือการรวมกลุ่มกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยวิธีการที่เรียกว่า การจัดการความรู้ทำโดยนำเอาความรู้ปฏิบัติ ที่มาจากประสบการณ์ตรงในเรื่องนั้นๆ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน โดยมีคนทำหน้าที่ คุณอำนวย (learning facilitator) ให้สมาชิกกลุ่มนำเอาความรู้ปฏิบัติ (tacit knowledge) กับความรู้ทฤษฎี (explicit knowledge) มาหมุนเกลียวความรู้ ยกระดับความรู้ในเรื่องนั้นๆ ขึ้นไป โดยที่เป็นการหมุนเกลียวความรู้วนรอบการปฏิบัติ หรือบนฐานของการปฏิบัติ ซึ่งก็คือการประกอบกิจการนั้นๆ หรือประกอบสัมมาชีพ นั่นเอง
- มีต่อ- สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม........................................