กราบสาธุกัลยาณธรรมและรัตนมิตรทุกท่าน
ตอนที่แล้วเราได้คุยกันถึงเรื่องแนวทางการปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้น โดยการทำจิตให้เป็นสมาธิ และเราก็ทราบว่าเมื่อจิตของเราเกิดสมาธิแล้ว สัมมาญาณะก็เกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วสัมมาวิมุติ คือความหลุดพ้นก็เกิดขึ้น นั่นคือสภาวะกิเลสได้ถูกประหารโดยมรรคญาณนั่นเอง
ญาณทั้ง ๕ คือ อนุโลมญาณ โคตรภูญาณ มรรคญาณ ผลญาณ และ ปัจจเวกขณญาณ จะเกิดขึ้นแว้บเดียวติดต่อกันอย่างไม่ขาดสาย ชั่วขณะที่ญาณทั้ง ๕ นี้เกิดขึ้นจะสั้นมาก แม้แต่สายฟ้าแลบก็ยังนานกว่า เมื่อมรรคญาณเกิดขึ้นแล้ว ก็มีนิพพาน เป็นผลอันรู้แจ้งในนิโรธสัจจะ เมื่อรู้แจ้งในนิโรธสัจจะ ทุกขะสัจจะ สมุทัยสัจจะ และมรรคสัจจะ ก็จะรู้แจ้งพร้อมกัน อุปมาเหมือนจุดดวงประทีป น้ำมันก็จะแห้งไป ไส้ก็ไหม้ไป แสงสว่างก็เกิดขึ้น ความมืดก็หายไป พร้อมกันในคราวเดียว
ประทีปทำน้ำมันแห้งไป เปรียบได้กับมรรคญาณทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ คือ ยังกิเลสให้เหือดไป
ประทีปไหม้ไส้ เปรียบได้กับมรรคญาณกำหนดรู้ในทุกข์
ประทีปกำจัดความมืดให้หมดไป เปรียบได้กับ มรรคญาณและสมุทัย
ประทีปอำนวยแสงสว่าง เปรียบได้กับมรรคญาณอำนวยมรรค
ความรู้แจ้งเห็นจริง อันเกิดจากการบรรลุมรรคญาณนี้ เรียกว่า ญาณทัสสนวิสุทธิ์ คือ ความเห็นแจ้งอันบริสุทธิ์หมดจดในอริยสัจจ เป็นการรู้ถึงสิ่งซึ่งเป็นโลกุตตระ หรือ ที่เรียกกันว่า............
ได้ดวงตาเห็นธรรม
ทีนี้เราก็จงเอาสติ มากำหนดที่ธรรมทั้ง ๔ คือ กาย เวทนา จิต และ ธรรม ก็จะมีปรากฎการณ์ขึ้น ๑๖ อย่าง คือ ญาณทั้ง ๑๖ จะเกิดขึ้นมาเองโดยลำดับ คือ
๑. นามรูปปริเฉทญาณ เป็นญาณที่ทำให้รู้จัก รูป นาม
๒. ปัจจยปริคหญาณ เป็นญาณที่เห็นเหตุปัจจัยของรูปนาม
๓. สัมมสนญาณ เป็นญาณที่เห็นพระไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตนของรูปนาม
๔. อุทยัพพยญาณ เป็นญาณที่เห็นความเกิดดับของรูปนาม ตามความเป็นตริง
๕. ภังคญาณ เป็นญาณที่เหฤนความดับแต่ฝ่ายเดียว
๖. ภยญาณ เป็นญาณที่เห็นรูปนามเป็นภัย
๗. อาทีนวญาณ เป็นญาณที่เห็นรูปนามเป็นโทษ
๘. นิพพิทาญาณ เป็นญาณที่เบื่อหน่ายต่อการครองรูปนาม
๙. มุญจิตุกัมมยตาญาณ เป็นญาณที่อยากพ้นจากการครอง รูปนาม
๑๐. ปฏิสังขาญาณ เป็นญาณที่ขะมักเขม้นเพื่อพ้นจากการครองรูปนาม
๑๑. สังขารุเบกขาญาณ เป็นญาณที่พิจารณารูปนามด้วยอาการวางเฉย
๑๒. อนุโลมญาณ เป็นญาณที่รู้อารมณ์รูปนาม เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะบรรลุมรรคผล
๑๓. โคตรภูญาณ เป็นญาณที่ตัดโคตรปุถุชนให้ขาดเพื่อเข้าสู่ความเป็นอริยบุคคล
๑๔. มรรคญาณ เป็นญาณที่เข้าสู่ความเปานอริยบุคคล กิเลสจะถูกประหารในญาณนี้
๑๕. ผลญาณ เป็นญาณที่รับอารมณ์นิพพานสืบะเนื่องจามรรคญาณ
๑๖. ปัจจเวกขณญาณ เป็นญาณที่พิจารณาถึง มรรคผล นิพพาน ที่ผ่านมา
ญาณทั้ง ๑๖ นี้ จะเกิดขึ้นมาเองในขณะปฏิบัติ แต่ละญาณก็จะมีปรากฎการณ์ทางจิต เกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติไปตามลำดับ....กราบสาธุท่านผูทรงศีลที่ได้ให้ความรู้แก่ข้าพเจ้า และขอบุญบารมีที่ข้าพเจ้านำกราบเท้าท้านกัลยาณธรรมตลอดถึงกัลยาณมิตรทุกท่าน จงไพด้ปฏิบัติ อย่างน้อยก็ทำให้จิตของเราสงบ ไม่ฟ้งซ่าน พึงระลึกอยุ่เสมอว่า......ยา กาจิมา ทุคฺคติโย อสฺมิํ โลเก ปรมฺหิ จ อวิชฺชามูลกา สพฺพา อิจฺฉาโลภสมุสฺยา แปลความว่าทุคติในโลกนี้และโลกหน้า ล้วนมีอวิชชาเป็นราก มีอิจฉา และโลภะเป็นลำต้น...กราบสาธุอีกครั้ง ขอความสำเร็จจงมีในตนของทุกท่าน...สาธุครับ...จากอีตาลุงเหมยครับ
หวัดดีจ้ะลุงเหมย ... สาธุ...สาธุ !