เรื่องโครงสร้างความรับผิดอาญา
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น จึงเป็นที่เข้าใจว่าโดยหลักแล้วนั้นการกระทำผิดทางอาญานั้นเกิดขึ้นและจะต้องรับโทษทางอาญาหรือไม่นั้น ก็จำเป็นที่ว่าเราจะต้องเข้าใจว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดหรือไม่ดังนี้จึงจะต้องเข้าใจถึงโครงสร้างความรับผิดอาญาในปัจจุบันเสียก่อนว่ามีอย่างไรบ้างซึ่งการนี้จะขอกล่าวถึงในประเทศไทย
Ø ส่วนองค์ประกอบ การกระทำนั้นครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่
Ø การกระทำไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิด
Ø การกระทำไม่มีกฎหมายยกเว้นโทษ
เมื่อการกระทำนั้นครบตามโครงสร้างความรับผิดแล้วนั้น ก็ถือได้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดอาญา
๑.การกระทำครบองค์ประกอบหรือไม่ การกระทำครบ “องค์ประกอบ”ที่กฎหมายบัญญัติก็คือการกระทำให้ครบเหตุดังนี้คือ
๑.๑ มีการกระทำเป็นไปตามหลัก “ไม่มีความผิด ไม่มีโทษโดยไม่มีกฎหมาย” (nullum crimen, nulla poena sine lege)
๑.๒ การกระทำนั้นครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดเรื่องนั้น
๑.๓ การกระทำนั้นครบองค์ประกอบภายในของความผิดในเรื่องนั้นๆ ๑.๔ ผลของการกระทำสัมพันธ์กับการกระทำตามหลักในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล[1]
ถ้าหากการกระทำนั้นครบ “องค์ประกอบ” แล้วนั้นก็หาใช่ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดไม่ จำเป็นที่จะต้องพิจารณาโครงสร้างที่ (๒) และ (๓) ให้ครบเสียก่อน
๒.การกระทำไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิด (JUSTIFCATION) เมื่อการกระทำนั้นได้กระทำจนครบองค์ประกอบความผิดแล้วก็จะต้องมาพิจารณาโครงสร้างที่สองนี้ การที่กฎหมายยกเว้นความผิดให้นั้นกล่าวได้ว่าก็คือ กฎหมายได้ให้อำนาจแก่ผู้กระทำสามารถกระทำได้เหตุดังกล่าวนี้ได้มีการบัญญัติเอาไว้ในหลายที่เช่น
๒.๑ กฎหมายยกเว้นความผิดในประมวลกฎหมายอาญา ในเรื่องของการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย มาตรา ๖๘ และการกระทำโดยจำเป็นที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๓๐๕ (๑) หรือในการกระทำที่กฎหมายอาญาได้บัญญัติกำหนดเอาไว้ว่าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิด เช่นใน มาตรา ๓๒๙ ซึ่งได้บัญญัติเอาไว้ถึงไหตุต่างๆ ที่เป็นเหตุยกเว้นความผิดฐานหมิ่นประมาท หรือในมาตรา ๓๓๑ ที่ได้บัญญัติเรื่องเหตุยกเว้นความผิดฐานหมิ่นประมาท ในกรณีของการที่คู่ความหรือทนายความของคู่ความแสดงความคิดเห็นหรือข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาล เพื่อประโยชน์แก่คดีตน
๒.๒ กฎหมายยกเว้นความผิดที่ไม่ได้บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ก็เช่นในเรื่องของความยินยอมตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๐๓/๒๕๐๘ “ความยินยอมของผู้เสียหาย อาจเป็นเหตุยกเว้นความผิดได้
๒.๓ กฎหมายยกเว้นความผิดในรัฐธรรมนูญ
๒.๔ กฎหมายยกเว้นความผิดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
๒.๕ กฎหมายยกเว้นความผิดในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เช่นในมาตรา ๗๘(๓) ที่กฎหมายอนุญาตให้เจ้าพนักงานจับกุมผู้ต้องสงสัยว่าได้กระทำความผิดและจะหลบหนีได้ โดยที่เจ้าพนักงานนั้นไม่มีความผิดฐานหน่วงเหนี่ยว หรือกักขังผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๐ และเมื่อได้พิจารณาองค์ประกอบความรับผิดในข้อที่สองนี้แล้วนั้นถ้าหากมีเหตุให้ยกเว้นความผิดแล้วนั้นก็ถือได้ว่าผู้กระทำนั้นก็ไม่มีความผิด ในการกระทำที่เขานั้นได้กระทำลงไป แต่ถ้าหากว่าไม่มีเหตุยกเว้นความผิดแล้วนั้นก็หาที่จะตัดสินได้ว่าเขามีความผิดเพราะยังจะต้องพิจารณาต่อไปว่าการกระทำที่ผู้กระทำนั้นมีเหตุที่สามหรือไม่
๓. การกระทำไม่มีกฎหมายยกเว้นโทษ[2] (EXCUSE) ก็คือเหตุที่กฎหมายได้กำหนดไว้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดแต่ผู้กระทำนั้นได้รับการยกเว้นโทษที่จะได้รับ เหตุยกเว้นโทษในประมวลกฎหมายอาญา แบ่งได้ดังนี้
๓.๑ การกระทำความผิดโดยจำเป็น (มาตรา ๖๗)
๓.๒ การกระทำความผิดของเด็กอายุไม่เกิน ๗ ปี และไม่เกิน ๑๔ ปี[3],[4] (มาตรา ๗๓ และ ๗๔)
๓.๓ การกระทำความผิดของคนวิกลจริต (มาตรา ๖๕)
๓.๔ การกระทำความผิดของผู้มึนเมา (มาตรา ๖๖)
๓.๕ การกระทำความผิดตามคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมายของเจ้าพนักงาน (มาตรา ๗๐)
๓.๖ การกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ในบางความผิดระหว่างสามีภริยา (มาตรา ๗๑ วรรคแรก) เราสามรถแบ่งกรณีทั้งหกนี้แยกย่อยตามความเหตุได้อีกคือ (ก) เหตุยกเว้นโทษ เพราะผู้กระทำไม่มีความรู้สึกผิดชอบ ก็คือ ใน (มาตรา ๗๓ , ๗๔),(มาตรา ๖๕), และ (มาตรา ๖๖) (ข) เหตุยกเว้นโทษ เพราะการกระทำนั้นมีเหตุที่ไม่ควรลงโทษ ก็คือในส่วนของ(มาตรา ๖๗), (มาตรา ๗๐), (มาตรา ๗๑ วรรคแรก)
ด้วยเหตุนี้เมื่อได้พิจารณาแล้วเห็นว่าผู้กระทำนั้นมีเหตุที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าเป็นเหตุยกเว้นโทษผู้กระทำก็ไม่ต้องรับโทษในส่วนของการกระทำที่ตนได้กระทำลงไปแล้วนั้นแต่ก็ต้องถือว่ามีความผิด แต่ถ้าหากพิจารณาครบทั้งสามเหตุตามโครงสร้างความรับผิดแล้วนั้นและการกระทำนั้นก็ครบองค์ประกอบความผิดและไม่มีเหตุยกเว้นความผิดและไม่มีเหตุยกเว้นโทษผู้กระทำนั้นก็จะต้องรับผิดในการกระทำที่ตนได้กระทำลงไป ในส่วนจะต้องรับเท่าไหร่หรือรอลงอาญาหรือไม่หรือลดโทษหรือจะต้องเพิ่มโทษนั้นตกเป็นดุลพินิจของศาลโดยแท้กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าจะต้องไปพิจารณาในเหตุนี้ด้วย
[4] เด็กที่อายุไม่เกิน ๑๔ ปี ในทางจิตวิทยาถือว่า เป็นวัยที่เด็กมีพัฒนาการในด้านความรู้ผิดชอบออย่างจำกัด ดู Elizabeth B.Hurlock, Developmental psychology, Mc Graw-Hill, New York (1975), p.92.
เราได้ละนะขอบใจที่โทรบอกนะพรุ่งนี้อาจไม่ได้เข้าไปแต่จะโทรไปหาถ้าจะเข้าไปนะ
เขียนดีนี่หว่า สู้ๆ
เอามาลงของเรายังไง
อ่า