จาก Pantip
เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย... แต่มีข้อสงสัยเยอะแยะเลยค่ะ
กระทู้คำถาม
เรื่องมีอยู่ว่า แม่ของเพื่อน ตอนนี้อายุประมาณไม่น่าจะเกิน 65 ปีค่ะ เมื่อ 2 ปีก่อนไปตรวจโรงบาลนึงแถวนนทบุรี เนื่องจากมีอาการไอเรื้อรัง ท้องเสียบ่อย ท้องป่องเล็ก ๆ ค่ะ ไปหาหมอ หมอก็ได้แต่ให้ยามาตามอาการ จนอาการเรื้อรังมากขึ้น และเป้นบ่อยขึ้นรุนแรงขึ้น หมอจึงตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งที่มดลูก จึงย้ายไปรักษาที่โรงบาลรัฐบาลนึงในกรุงเทพ หมอก็ได้ทำการผ่าตัดเอามดลูกออก ตอนนั้นหมอก็ไม่ได้บอกว่า เป้นระยะที่เท่าไหร่ ยังไง บอกแต่ว่าต้องผ่านตัดด่วน... หลังจากผ่าเร๊ยบร้อยก็พักฟื้น หลังจากนั้น 3 เดือนก็ไปตรวจและเช็คอีกครั้ง พบว่า... ค่าเลือดก็ยังไม่ลด หมอจึงได้ทำการนัดตรวจเลือด และสแกน จุดต่าง ๆ ทั้งร่างกายค่ะตั้งแต่ ตับ ไต ไส้ พุง ทุกอย่าง หลังจากวันที่ได้รับการผ่าตัดมดลูกครั้งแรก จนมาพบว่าเป้นมะเร็งที่ต่อมน้ำเหลือง ซึ่งหมอก็ไม่ได้บอกว่าเป้นระยะไหนอีก แต่หมดบอกเพียงแต่ว่า ต้องให้คีโมด่วน เพราะมันจะกระจายไปที่อื่นได้รวดเร็วกว่ามะเร็งอื่น ๆ ลูก ๆ จึงได้ตัดสินใจให้ทำคีโมตามที่หมอบอกอยู่ 6 เข็มค่ะ (จบคอสพอดี) หลังจากจบคอสก็ไปทำการตรวจเช็คอีกครั้ง หมอพบว่า มะเร็งที่ต่อมน้ำเหลืองลดลง แต่ไม่ได้บอกว่าหาย แต่ที่แปลกใจคือค่าเลือดลดลงไปน้อยมากค่ะ ก็ทำการตรวจเลือด และสแกนอีกหลายต่อหลายครั้ง แม่ของเพื่อน เริ่มมีอาการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อยู่ดี ๆ กลางคืนก็เดินมาเปิดประตูบ้านตอนตี 3-4 เริ่มหยิบช้อนทานอาหารเองไม่ได้แล้ว เนื่องจากมือมีอาการเกร็งและหงิก จับแล้วน้ำก็เริ่มหกไม่ตรงแล้ว พูดอะไรก็จำไม่ได้สั่งให้ซื้อแอปเปิ้ลเขียว พอซื้อมาบอกจะเอาแอปเปิ้ลแดงไม่ได้สั่งแอปเปิ้ลเขียว ต้องพูดหรือถามประมาณ 5 - 6 ครั้งถึงจะรู้เรื่องและได้คำตอบ ฉี่รดที่นอน ถ่ายบนที่นอน จนเมื่อไปพบหมอมาล่าสุดอาทิตย์ที่แล้ว หมอสรุปว่าเป็น มะเร็งที่สมอง ระยะลุกลามแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าเป้นกี่จุดตรงไหนบ้าง จะเป้นไปได้หรอค่ะ ที่ตรวจเลือด และสแกนร่างกายประมาณเกือบ 20 รอบแต่ไม่เจอ มาเจอว่าเป้นระยะสุดท้ายเอาที่สมอง และหมอได้นัดให้สแกนสทองอีก 2 อาทิตย์ข้างหน้า ด้วยความร้อนใจของลูก ๆ จึงได้พาแม่ตัวเองไปสแกนสมองที่ ร.พ. เอกชนแห่งหนึ่ง เสียค่าใช้จ่ายประมาณ 100000 บาทค่ะ แค่สแกนสมองอย่างเดียว... ได้ผลมาทันทีเลยว่า เป้นมะเณ้งระยะลุกลามเช่นกัน ทั้งที่สมอง ปอด กระดูก และหลาย ๆ จุดให้ร่างกายค่ะ
... ก็เลยเกิดความสงสัยว่า ทำไมหมอที่โรงพยาบาลรัฐตรวจไม่เจอตั้งแต่ทีแรก ทั้งที่หาหมอตลอดทุกครั้งที่หมอนัด ไม่เคยขาดสักครั้งเดียว แต่พอไปเอกชนเจอทันทีว่าเป็นที่ไหนยังไง แต่ยอมรับค่ะว่าเค้าคงไม่มีเงินรักษากันหรอกโรงพยาบาลเอกชน แต่ก็ครอบครัวคงจะตัดสินใจพากันไปรักษาที่นี่แหละค่ะ เพระทุกอย่างไวกว่า คงต้องขายรถขายบ้านกันเลยทีเดียวเพราะค่ารักษาแพงมาก แต่ความรู้สึกลูกอ่ะค่ะ จะต้องทำทุกวิถีทางให้แม่รอด อยากจะถามว่า ถ้าเป้นขนาดนี้แล้ว มีวิธีไหนทำให้รอด หรือว่ายื้อชีวิตไว้ได้นานที่สุด โดยที่คุณแม่ไม่ทรมานมั้ยค่ะ คุณแม่ของเพื่อน มีโอกาสรอดมากน้อยแค่ไหนค่ะ และควรรักษาที่โรงบาลรัฐบาลที่เดิมดีหรือป่าวเพื่อรักษาให้ต่อเนื่อง หรือว่าไปเอกชนดีค่ะ
... ก็เลยเกิดความสงสัยว่า ทำไมหมอที่โรงพยาบาลรัฐตรวจไม่เจอตั้งแต่ทีแรก ทั้งที่หาหมอตลอดทุกครั้งที่หมอนัด ไม่เคยขาดสักครั้งเดียว แต่พอไปเอกชนเจอทันทีว่าเป็นที่ไหนยังไง แต่ยอมรับค่ะว่าเค้าคงไม่มีเงินรักษากันหรอกโรงพยาบาลเอกชน แต่ก็ครอบครัวคงจะตัดสินใจพากันไปรักษาที่นี่แหละค่ะ เพระทุกอย่างไวกว่า คงต้องขายรถขายบ้านกันเลยทีเดียวเพราะค่ารักษาแพงมาก แต่ความรู้สึกลูกอ่ะค่ะ จะต้องทำทุกวิถีทางให้แม่รอด อยากจะถามว่า ถ้าเป้นขนาดนี้แล้ว มีวิธีไหนทำให้รอด หรือว่ายื้อชีวิตไว้ได้นานที่สุด โดยที่คุณแม่ไม่ทรมานมั้ยค่ะ คุณแม่ของเพื่อน มีโอกาสรอดมากน้อยแค่ไหนค่ะ และควรรักษาที่โรงบาลรัฐบาลที่เดิมดีหรือป่าวเพื่อรักษาให้ต่อเนื่อง หรือว่าไปเอกชนดีค่ะ
...ก่อนอื่นต้องตั้งสติก่อนนะคะ...การรักษาไม่ใช่ว่าจะหายขาดจากโรคร้าย...ลูกๆต้องใจเย็นๆดูแลเอาใจใส่ใกล้ชิดดีกว่า...ลองคิดดูว่าหากต้องขายทุกสิ่งทุกอย่างแล้วรักษาคุณแม่จะหายหรือไม่???...ดิฉันเองเคยรักษาคุณแม่หวังอย่างเดียวให้ท่านมีชีวิต...ทำไปโดยไม่มีสติ...เมื่อคิดได้ก็สายเกินแก้แล้ว...ทรมานคุณแม่มาก...มีสายระโยงระยางเต็มตัว ...คิดถึงเมื่อไรก็เสียใจทุกครั้ง...
น่าจะสอบถาม "แม่เพื่อน" นะครับ (หากท่านยังรู้สึกตัว) ว่าท่านต้องการอย่างไร
บรรดาลูก ๆ และญาติต้องพูดคุยกันด้วยว่า ค่ารักษาที่ต้องจ่าย จะทำให้แม่กลับคืนมาได้
หรือจะยิ่งทำให้ท่านต้องทุกข์ทน เจ็บปวดเพิ่มขึ้น
หากเลือกการรักษา ผมคิดว่าอยู่ รพ.ของรัฐดีกว่าครับ
ฝากเพลงของคุณป้ากมลา ให้ฟังครับ http://www.youtube.com/watch?v=OMVYOsoqjIo&list=RD02JH1Wmi81dOk
- ทำไมหมอที่โรงพยาบาลรัฐตรวจไม่เจอตั้งแต่ทีแรก ทั้งที่หาหมอตลอดทุกครั้งที่หมอนัด ไม่เคยขาดสักครั้งเดียว
กรณีแบบนี้พบบ่อยครับ และเป็นเสียงบ่นของทางฝ่ายผู้ป่วยและครอบครัวที่่พบบ่อย
แต่ความจริงก็คือ เพราะสถานการณ์และสภาพของผู้ป่วยแตกต่างกันนะครับ ถ้าตอนแรกไปรพ.เอกชน และตรวจ ก็คงไม่พบเหมือนกัน เมื่อผู้ป่วยมีอการมากขึ้น ชัดเจนขึ้น ผมว่า ถ้าตรวจที่รพ.รัฐ ก็คงจะได้ผลไม่ต่างกัน
ข้อจำกัด คือ รพ. รัฐไม่มีคิว ต้องรอคิวเท่านั้น ท่ี่แตกต่างจากเอกชน
- ถ้าเป้นขนาดนี้แล้ว มีวิธีไหนทำให้รอด หรือว่ายื้อชีวิตไว้ได้นานที่สุด โดยที่คุณแม่ไม่ทรมานมั้ยค่ะ คุณแม่ของเพื่อน มีโอกาสรอดมากน้อยแค่ไหนค่ะ
ผมพูดในภาพรวม คือ มะเร็งลุกลามไปสมอง ถ้าไม่ได้รับการรักษาอะไรเลย ส่วนใหญ่อยู่ได้ประมาณ 1 เดือนครับ ถ้าให้ยาลดสมองบวม ดูแลตามอาการ ก็อาจจะได้ 2 เดือน แต่ต้องบอกว่าตัวเลขพวกนี้เป็นโดยประมาณ และมีปัจจัยหลายอย่างมากที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาพร่างกายเป็นอย่างไร เป็นมะเร็งชนิดใด มีโรคที่อื่นด้วยหรือไม่ เช่น ถ้านอนติดเตียง ไม่ตอบสนองกับการรักษาเดิม และมีรอยโรคที่อื่น ก็ไม่ดีครับ
ผมว่าสิ่งที่สำคัญกว่านั้น คงไม่ใช่ระยะเวลาที่รอด แต่เป็น เราจะช่วยให้เราใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้ดีที่สุดอย่างไรมากกว่า เท่าที่อ่าน ทางครอบครัวยังไม่บอกแม่ว่าเป็นอะไร แสดงว่า ไม่พร้อม เพราะอะไร แสดงว่า ยังไม่ได้เตรียมความพร้อมให้ผู้ป่วยเลย
- และควรรักษาที่โรงบาลรัฐบาลที่เดิมดีหรือป่าวเพื่อรักษาให้ต่อเนื่อง หรือว่าไปเอกชนดีค่ะ
ถึงขั้นนี้ คงไม่ต่างกันแล้วครับ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของครอบครัวครับ ความจริงมันมีอีกหลายเรื่องที่ควรคิด มากกว่า ความพยายามที่จะยื้อชีวิตให้นานที่สุด เช่น สิ่งที่คุณแม่อยากทำ อยากบอก อยากพบ เป็นต้น
อ้าว! จุดไต้ตำตอ บันทึกของนพดลเองเหรอ
ผมไม่ทันดูหน้า นึกว่ามีคนเขียนเข้ามาถามใน G2K
ขออภัยครับ ผม นำกระทู้จาก Pantip เรื่อง
เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย... แต่มีข้อสงสัยเยอะแยะเลยค่ะ
http://pantip.com/topic/30550965
เนื่องจาก น่าสนใจ ตั้งใจว่า จะเก็บ เหตุการณ์ ใน โลกไซเบอร์
คิดว่า จะเก็บไว้เป็น ข้อเท็จจริง และ จะทำความเข้าใจ ในข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นครับ
ขออภัยในความเข้าใจผิดครับ
นพดล
ในข้อเท็จจริง ใน webboard เราไม่รู้ ใน เรื่องไหน จริง หรือ เรื่องไหน เท็จ
แต่ เรื่องประสบการณ์ และ ความคิดเห็น ก็ช่วย เปิดโลกท้ศน์ ทำให้เข้าใจมากขึ้น
เรื่อง ผู้ที่มารับบริการรักษาใน โรงพยาบาล รัฐ หรือ เอกชน
ผู้ที่มารับบริการ สามารถ เกิดเหตุการณ์ ที่ทำให้เกิดความไม่พอใจได้
ขนาดใน โรงพยาบาลเดียวกัน คนไข้มาตรวจ ด้วยเรื่องเดียวกัน แต่ได้รับประสบการณ์ ประทับใจที่สุด หรือ เลวร้ายที่สุดได้ ทั้งหมด มีหลายปัจจัย เป็นเหตุให้เกิด ความประทับใจ และ ไม่ประทับใจ
แต่ที่คิด ปัญหาสำคัญ อยู่ที่ คนให้บริการ โดยเฉพาะ หมอที่รักษา แต่ที่จริง ไม่เฉพาะหมอที่สร้างความประทับใจและไม่ประทับใจ วัฒนธรรมการบริการของโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ พยาบาล ก็มีส่วนไม่น้อยใน การสร้างความพอใจและไม่พอใจ
เรื่อง เงิน และ เรื่อง สิทธิ์ ก็เป็นอีกเรื่อง ที่มักเป็นปัญหา แต่ ถ้า คนให้บริการและผู้ที่มารับบริการ เข้าใจเรื่องระบบ เรื่องสิทธิ์ เรื่องข้อจำกัด การให้บริการ ก็คงดีไม่น้อย ในความเป็นจริง เรื่องนี้ต้องคุยกันตามจริง ที่เป็นปัญหานั้นคือ ความเข้าใจไม่ตรงตามความเป็นจริงเรื่องของระบบ เรื่องของสิทธิ์ ความเข้าใจไม่ตรงตามความเป็นจริงของโรงพยาบาลเอกชน ความเข้าใจไม่ตรงตามความเป็นจริงของโรงพยาบาลรัฐบาล ความเข้าใจไม่ตรงตามความเป็นจริงของคนให้บริการและผู้ที่มารับบริการ ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน
จริงแล้วต้องทำความเข้าใจและเรียนรู้กันและกัน ระหว่างคนให้บริการและผู้ที่มารับบริการ ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องเรียรู้ ปรับตัวเปลี่ยนแปลง พูดคุยกันและกัน