599. "ด้านมืดของสตีฟ จ๊อบ"

ครั้งนี้เป็นตอนที่สามแล้ว ที่ผมวิจารณ์หนังเรื่อง Jobs อัจฉริยะเปลี่ยนโลก  วันนี้เป็นวันที่ผมอยากพูดถึงด้านมืดของสตีฟบ้าง                                                                          

ชีวิตคุณลุงสตีฟนั้นโลดโผนมาก และติสแตกตั้งแต่เป็นวัยรุ่น  มีแฟนน่ารักด้วย ตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัย  และมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งในเวลาอันรวดเร็ว ในช่วงที่สตีฟต่อสู้ชีวิตและค้นหาตัวเอง สาวเจ้าคนนี้ก็เป็นคู่คิดมาตลอด มีช่วงหนึ่งสตีฟเดินทางไปอินเดียเพื่อค้นหาตนเอง จากนั้นก็กลับมาอเมริกา เพื่อมาลุยต่อ แต่เมื่อกลับมามีวันหนึ่งขับรถไปบ้านเพื่อน เห็นหวานใจกำลังดื่มเหล้า คลอเลียกับคนอื่นอยู่ (มองไกลๆ มันเห็นประมาณนั้น) .. สตีฟอึ้งแต่ไม่ว่า..

มีวันหนึ่งตอนที่สตีฟอยู่ระหว่างการคิดค้น Apple I ที่กำลังเริ่มเห็นความสำเร็จรางๆ แฟนสตีฟกลับมาบอกว่าตอนนี้ท้อง.. สตีฟถึงกับสติแตก ไล่แฟนสาวออกจากบ้าน หวานใจสตีฟถึงกับงง ร้องให้ สับสน และพยายามถาม สตีฟบอกว่าเขาไม่แน่ใจว่าเป็นพ่อเด็กไหม.. แฟนสาวพยายามยืนยัน แต่สตีฟก็ตะโกนด่าว่า.  “ผมเห็นว่าระหว่างที่ผมไปอินเดีย คุณกลับไปคบกับคนอื่น”  แฟนสาวพยายามยืนยันว่าไม่เคยมีอะไรกับคนอื่น สตีฟก็บอกไม่เชื่อและไล่ออกจากบ้านคืนนั้นเลย... แหนสตีฟคลอดลูกออกมาชื่อ “ลิซ่า” .. สตีฟไม่ยอมเจอหน้าลูก และไม่ยอมรับเป็นลูก.. ไม่ว่าคนรอบตัวจะพยายามโน้มน้าวอย่างไรก็ไม่สำเร็จ จนตอนท้ายๆ จึงเห็นลิซ่ากลับมาบ้านพร้อมกลับภรรยา..   ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ถ้าเป็นเรื่องจริง สตีฟก็เท่ากับทิ้งภรรยาและลูกสาวไปนับสิบปี (ตอนนั้นมีการตรวจ DNA แล้วแต่สตีฟไม่ยอมตรวจ) ... ดูโหดร้ายมากครับ เรียกว่าไม่ทันพิสูจน์ไม่ทันอะไรเลย จัดโหดอย่างเดียว..

ปรากฏการณ์ “จัดโหด” แบบสตีฟ เป็นอะไรที่ทำให้ผมนึกถึงแนวคิดสำคัญของ OD (ศาสตร์แห่งการพัฒนาองค์กร) ที่เราเรียกว่า Ladder of Inference (บันไดแห่งการอนุมาน) ซึ่งเป็นทฤษฎีพื้นฐานสำคัญของ OD ... คิดโดยปรมาจารณ์ด้าน OD คือท่าน Christ Argyris  ...

                              

ท่านบอกว่าโดยธรรมชาติ โดยไม่ระวังตัว มนุษย์เวลาเจอปรากฏการณ์อะไรก็ตาม ก็จะ สังเกตข้อมูลหรือประสบการณ์ก่อน  จากนั้นเขาจะเลือก “ข้อมูล” บางส่วนเท่านั้นจากการสังเกต การเลือกนี้อาจขึ้นกับประสบการณ์ อคติ ความเชื่อ วัฒนธรรมเดิมที่มีอยู่ จากนั้นเขาจะเพิ่มเติมความหมายของตนเข้าไป (อาจได้อิทธิพลจากวัฒนธรรม ความเชื่อของตน) ... จากนั้นเขาผู้นั้นจะเริ่มตั้งสมมติฐาน หรือความเชื่อใหม่ และก็จะสร้างข้อสรุป .. ข้อสรุปดังกล่าวกลายเป็นความเชื่อเกี่ยวโลกของเขา และเขาผู้นั้นก็จะทำอะไรบางอย่างตามความเชื่อนั้นนั่นเอง.. ส่วนผลที่เกิดขึ้นก็จะกลายเป็นวงจรย้อนกลับมา กลายเป็นข้อมูล และประสบการณ์ที่อาจผิดเพี้ยนมากขึ้นเรื่อยๆ  และนี่แหละครับที่อาจารย์ Christ Argyris สรุปเป็นวงจร ถ้าดีก็ดีไป ถ้าแย่อาจกลายเป็นวงจรอุบาท ทำลายชีวิต ทำลายองค์กร ทำลายสังคมได้..

เป็นไปได้ว่าสตีฟทิ้งลูกทิ้งเมียไป ก็เพราะสตีฟเกิดการไต่บันไดแห่งการอนุมาน โดยไม่รู้ตัว.. เริ่มจากเกิดไปสังเกตเห็น “ประสบการณ์” บางอย่างนั่นคือเห็นผู้หญิงของเขาอยู่กับผู้ชายคนอื่น จากนั้นสตีฟ โดยไม่ทันระวังตัว ได้เลือกข้อมูลบางจุด จากนั้นมาเติมความหมายของตนเอง แล้วข้อมูลบวกอคตินี้เริ่มกลายเป็นสมมติฐานว่าเมียมีกี๊ก กลายเป็นข้อสรุป กลายเป็นมุมมอง และที่สุดกลายเป็นการกระทำ ที่ตอนแรกก็ต่อต้านในใจก่อน จากนั้นก็หมุนวนแรงขึ้นเรื่อยๆ จน บ้านแตกในที่สุด..

  Ladder of Inference เป็นอะไรที่น่ากลัวในชีวิตมนุษย์มากครับ และชาว OD ถือเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องหาทางแก้ ไม่งั่นตกขอบโลกได้...

  จริงแล้วจะว่าไปตลอดทั้งเรื่องคุณจะเห็น “ด้านมืด” ในนามของ Ladder of Inference ตลอดทั้งเรื่อง เช่นอะไรครับ ตอนสตีฟโทรหาธนาคาร โทรหานายทุนเพื่อระดมทุน มาสร้างนวัตกรรม ที่จะเปลี่ยนโลกไปตลอดกาล กลับไม่มีใครสนใจ... ชัดไหมครับ ว่าทำไมไม่สนใจ ก็เป็นเพราะ “ความเชื่อนั่นเอง” ที่คนจำนวนมาก ชินกับอะไรที่ตายตัว เลือกมองสิ่งที่ตนสนใจ และแต่งเติมความหมายของตนเองเข้าไป กลายเป็นสมมติฐานความเชื่อ.. ที่ทำให้พวก “กรอง” โอกาสที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในจักรวาลออกไปอย่างน่าเสียดาย   

ในหนังคุณจะเห็นสภาวะการ “ไต่บันได” จากข้อมูล ไปหาความเชื่อ.. กลายมาเป็นการกระทำ ที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง ดีก็ดีไป แต่แย่นี่ก็นรกแตกจริง.. ไม่ว่าจะทั้งชีวิตส่วนตัวหรือโอกาสที่ดีที่สุดในจักรวาล... 

ในทาง OD เราทำอย่างไรครับ ที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ คำตอบคือ.. เราใช้การทำ Dialogue ครับ ฝึกฟังแบบห้อยแขวน ซึ่งจะช่วย “ตัดตอน” การใช้ความเชื่อเดิมมาตัดสิน  หรือถ้าคลาสสิกหน่อย ที่ผมไม่ค่อยเห็นคนทำในเมืองไทย ก็คือ Left Hand Right Hand Column  .. ทั้งสองเรื่องผมเขียนไว้แล้ว อาจมาฝึกกับผม หรือที่อื่นก็ได้ครับ  ส่วนศาสนาพุทธเองก็มีการฝึกสติ จะช่วยได้ครับ หรืออาจใช้ชีวิตตามหลักมงคลชีวิต 38 ประการก็ได้ หวานใจสตีฟ ถ้าใช้ชีวิตตามหลักมงคล 38 ประการก็จะไม่สร้างโอกาสที่จะทำให้สตีฟ ได้เก็บข้อมูลที่นำไปสู่การทำลายตัวเองในภายหลัง .. และเสียดายที่หวานใจสตีฟไม่ได้มาบวชชีพราหมณ์ในเมืองไทยก่อนจะย้ายไปอยู่กับแฟน จะได้ไม่บรรเจิดจนเดือดร้อน ทั้งตัวเองและลูกในภายหลัง.. (กว่าจะยอมรับก็ตอนลิซ่าอายุได้ 8 ปี)

                                                      

 

  วันนี้อาจเป็นบทความที่ “จัดโหด” ไปหน่อย แต่ก็อยากเขียนเรื่อง Ladder of Inference ไว้ครับ และผมไม่อยากโทษใครครับ ว่าผิด ..เรามาโทษ “ความไม่รู้” ดีไหมครับ ถ้ารู้เขาคงทำกันไปนานแล้ว พวกเรามาช่วยเผยแพร่ บอกต่อเรื่อง Ladder of Inferenc กันครับจะได้ช่วยสังคมให้มันไปไกลมากขึ้น คนเก่งจะได้ไม่พลาดอย่างนี้อีก

 

วันนี้พอเท่านี้ เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ

 

Reference:

The first picture retreived Sept 18, 2013 from  http://marketingland.com/google-may-be-everyones-favorite-tech-company-but-facebook-wins-them-over-at-the-movies-56624

The second picture retreived Sept 18, 2013 from  http://godsfaintpath.com/ladder-of-inference

The second picture retreived Sept 18, 2013 http://www.dnatestingblog.com/guarded-personal-life-steve-jobs-illegitimate-child-adoptive/  

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Appreciative Inquiry

คำสำคัญ (Tags)#od#dialogue#ai#มงคลชีวิต 38 ประการ#appreciative inquiry#organization development#ladder of inference

หมายเลขบันทึก: 548663, เขียน: 18 Sep 2013 @ 22:35 (), แก้ไข: 18 Sep 2013 @ 23:34 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, ดอกไม้: 15, ความเห็น: 5, อ่าน: คลิก
บันทึกที่เกี่ยวข้อง


ความเห็น (5)

เขียนเมื่อ 

อ่านแล้วเครียดนิด ๆครับ แต่ได้มุมมองใหม่ๆ เพิ่มเยอะเลย

เรื่อง Ladder of Inference เป็นอะไรที่จัดโหดโดยธรรมชาติครับ แต่เป็นสิ่งที่ชาว OD ควรรู้ครับ เป็นพื้นฐานของ Learning Organization ด้วยครับ

เรียนท่านอาจารย์ ภิญโญ มารับอาหารสมองตอนดึกๆ  เรียนรู้วิชาใหม่ " Ladder of Inferenc "

เรื่องของสตีฟจอ็ป อ่านจากหนังสือ อ่านหลายวัน อ่านจนจบ ได้ค้นพบหลายอย่างทางความคิด

 "คำว่าอย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น  อย่าเซ็นต์ในสิ่งที่ไม่ได้อ่าน"ยังคงเป็นคาถาป้องกันในการทำงานได้

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณเรื่องเล่าด้านมืดสำหรับเรียนรู้ก่อนทำงานในเช้านี้ค่ะอาจารย์

^___^

ชอบครับ อ่านแล้วได้ข้อคิดอย่างยิ่งเลย