ความสำคัญของการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ผ่านมา ที่มีผลต่อการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย มีประเด็นสำคัญสรุปได้ ดังนี้
สถานการณ์เกษตรอินทรีย์ของโลก
ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เกษตรอินทรีย์เริ่มมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 แต่ยังไม่มีการเก็บข้อมูลในช่วงดังกล่าว จนกระทั่งในปลายทศวรรษ 1990 มีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยมีการประมาณว่า ในปี 2549 ทั่วโลกมีอัตราการขยายตัวของสินค้าเกษตรอินทรีย์สำหรับอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้นร้อยละ 43 เมื่อเทียบกับ 3 ปีที่ผ่านมา (2546-2548) (Organic Monitor, 2549) ถึงแม้ว่าจะมีการผลิตเกษตรอินทรีย์อยู่ทั่วโลก แต่ความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์มีปริมาณสูง ทำให้ต้องมีการนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ในปริมาณมาก โดยเฉพาะในสหภาพยุโรปและอเมริกา ซึ่งรวมกันครองตลาดราวร้อยละ 96 ของตลาดเกษตรอินทรีย์โลก (ประเทศสหรัฐอเมริกา สหพันธรัฐเยอรมนีและสหราชอาณาจักรเป็นตลาดที่มีอัตราการเจริญเติบโตของสินค้าเกษตรอินทรีย์สูงที่สุด) ในหลายประเทศมีปริมาณการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มสูงขึ้นมากกว่ายอดขายของสินค้าเกษตรประเภทอื่น และคาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต
การผลิตเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว อัตราการผลิตเกษตรอินทรีย์ของโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณร้อยละ 20 นับแต่ปี 2545 เป็นต้นมา ในปี 2549 มีการผลิตเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกมากกว่า 110 ประเทศ มีพื้นที่การผลิตด้านเกษตรอินทรีย์รวมทั้งสิ้น 319.8 ล้านไร่ แบ่งออกเป็นพื้นที่การผลิตเกษตรอินทรีย์ที่ได้มีการตรวจรับรองมาตรฐานแล้ว 193.6 ล้านไร่ (ร้อยละ 62 ของพื้นที่เกษตรอินทรีย์โลก) และพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์ที่อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยน 123.1 ล้านไร่ (ร้อยละ 38) (FIBL และ SOEL, 2549) โดยที่ประเทศที่มีปริมาณพื้นที่การผลิตเกษตรอินทรีย์สูงเรียงตามอันดับ ได้แก่ ออสเตรเลีย สาธารณรัฐประชาชนจีน และอาร์เจนตินาหรือคิดเป็นร้อยละ 39, 11 และ 9 ของพื้นที่รวมทั้งประเทศ ตามลำดับ ดังแสดงในตารางที่ 1 ในภาพรวม พื้นที่เกษตรอินทรีย์ในโลกอยู่ในเขตแปซิฟิกร้อยละ 39 ตามมาด้วยยุโรปร้อยละ 21 และอเมริกาใต้ร้อยละ 20 แต่หากดูตามสัดส่วนของพื้นที่เกษตรอินทรีย์กับพื้นที่การเกษตรในประเทศแล้ว ทวีปยุโรปจะมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์เป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลก ในขณะที่เขตอเมริกาใต้จะมีจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์เป็นจำนวนมากที่สุด แหล่งผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในเอเชียที่สำคัญ ได้แก่ ประเทศจีน อินเดีย อินโดนีเซีย รัสเซียและศรีลังกา ขณะที่ประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์เพียงร้อยละ 0.1 ของพื้นที่เกษตรทั้งหมด ซึ่งน้อยกว่าอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ ผู้ผลิตในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่จะเป็นฟาร์มขนาดเล็ก (Willer and Yussefi, 2006)
ตารางที่ 1 พื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั่วโลก ตั้งแต่ปี 2542-2548
|
ทวีป |
ปี พ.ศ. |
||||||
|
2542 |
2543 |
2544 |
2545 |
2546 |
2547 |
2548 |
|
|
แอฟริกา |
0.09 |
0.14 |
0.14 |
0.38 |
1.50 |
2.72 |
6.41 |
|
เอเชีย |
0.27 |
0.28 |
0.33 |
0.60 |
3.75 |
4.60 |
25.39 |
|
ยุโรป |
20.75 |
22.25 |
23.68 |
27.01 |
37.95 |
39.28 |
40.63 |
|
อเมริกาเหนือ |
12.38 |
7.10 |
7.45 |
8.42 |
6.68 |
9.04 |
8.61 |
|
อเมริกาใต้ |
3.34 |
3.47 |
20.11 |
23.61 |
30.12 |
38.82 |
39.76 |
|
ออสเตรเลีย-แปซิฟิก |
11.12 |
33.72 |
48.71 |
48.93 |
67.11 |
70.90 |
376.07 |
|
รวม |
47.95 |
66.95 |
100.42 |
108.94 |
144.85 |
165.36 |
196.88 |
ที่มา: วิฑูรย์ ปัญญากุล และเจษณี สุขจิรัตติกาล (2546) และ Willer, Helga และ Yussefi (2006)
อย่างไรก็ตาม การผลิตที่เพิ่มขึ้นไม่สามารถสนองความต้องการการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์และมีการนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอัตราสูง ในปี 2549 ผู้ผลิตอาหารในประเทศอังกฤษผลิตได้เพียงร้อยละ 44 ของยอดจำหน่ายอาหารอินทรีย์ทั้งประเทศ โดยมีการนำเข้าผักและผลไม้อินทรีย์จากต่างประเทศร้อยละ 75 และ 90 ของที่บริโภคในประเทศ ตามลำดับ ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่น มีสัดส่วนการนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เป็นผลิตภัณฑ์สดถึงร้อยละ 72 โดยที่ผู้นำเข้าส่วนใหญ่ในแถบเอเชียจะมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับผู้ผลิตในประเทศใกล้เคียง เพื่อให้สามารถผลิตและจัดหาสินค้าป้อนตลาดของตนได้ต่อเนื่อง
ความต้องการที่ขยายตัวมากขึ้นสืบเนื่องมาจากการที่ประชาชนในประเทศหันมาใส่ใจในเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัยของอาหาร และความเชื่อที่ว่าสินค้าเกษตรอินทรีย์มีรสชาติและคุณภาพดีกว่าสินค้าเกษตรแบบเดิม รวมทั้งเป็นการแสดงถึงความใส่ใจในสิ่งแวดล้อมอีกด้วย นอกจากนั้น ทิศทางการพัฒนาประเทศของโลกเน้นไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน รัฐบาลในประเทศพัฒนาแล้วและสถาบันระหว่างประเทศที่สำคัญ เช่น องค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) องค์กรด้านเกษตรและอาหารโลก (FAO) และธนาคารโลก (World Bank) ได้มีการกำหนดแนวทางการพัฒนาประเทศที่ให้ความสำคัญกับเกษตรแบบยั่งยืนและเกษตรอินทรีย์มากยิ่งขึ้น โดยถือให้การพัฒนาเกษตรอินทรีย์นี้เป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาชนบทแบบยั่งยืนที่มีศักยภาพ