การสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทางเดินที่คนส่วนใหญ่จะต้องเลือกเดิน อาจจะเดินพลาดบ้าง เดินถูกบ้าง แต่ขอให้มั่นใจกับทางเดินที่เลือกเอาไว้แล้ว

บทที่ 4 - การสอบเข้ามหาวิทยาลัยทางเดินที่เกือบทุกคนเคยผ่านมา

ภาพด้านบนเป็นภาพแผนภาพมโนทัศน์ สรุปรวมสาระคณิตศาสตร์ ม.ปลาย ทั้งหมด สร้างในสมัยเมื่อผมเป็น ติวเตอร์สอนพิเศษ ให้นักเรียนระดับชั้น ม.5 จำนวน 2-3 คน เมื่อ 2 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ด้วยมีความคิดที่ว่าต้องการให้นักเรียนได้เห็นเนื้อหาที่จะต้องเรียนรู้ทั้งหมดเพื่อใช้สำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย (เสมือนการตั้ง Goal เอาไว้ให้เห็นเป้าหมายระยะสั้นที่จะต้องฝ่าไปให้ได้) 

แต่แน่นอนว่าถ้าจะต้องเรียนรู้เพื่อเป้าหมายอันไกลจริงๆ ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ทั้งหมด ทุกเนื้อหา ทุกรายละเอียด แค่เอา Concept บางอย่างเพื่อศึกษาเชิงลึกต่อในระดับมหาวิทยาลัย แต่ถ้ามีความต้องการเข้าเรียนต่อคณะดังๆ ที่มีนักเรียน (หัวกะทิ) นิยมเข้ากันเยอะ ก็แน่นอนว่า ก็อาจจะจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ทั้งหมด เพื่อการสอบเข้าให้ได้ !! แน่นอนว่า การเรียนพิเศษ ก็เป็นอีกทางลัดหนึ่งที่นักเรียนเลือกเป็นอันดับต้นๆ 

ภาพประกอบจาก http://setthasat.com 

ถามว่ามันเป็นเรื่องที่ผิดปกติอะไรหรือป่าว ??? ก็คงไม่แปลกอะไรนัก เพราะว่า ค่านิยมและความรู้สึกปลอดภัย ว่าถ้าเรียนพิเศษน่าจะสามารถช่วยให้เข้าเรียนต่อตามที่หวังเอาไว้ได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งจำเป็นที่จะต้องเรียนพิเศษ ตลอดทั้งวัน 7 วันเกือบ 12 ชั่วโมงกันเลยทีเดียว !! แต่แน่นอนว่า มันย่อมต้องมีผู้ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องด้วยแต่ละคนมีความถนัด มีพื้นฐาน ที่ไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะเรียนได้มาก เข้าใจได้เร็ว แต่กับอีกกลุ่มหนึ่งอาจจะแทบไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลยก็ได้ อีกทั้งทำให้เสียสมาธิในการเรียนที่โรงเรียนไปพร้อมกันด้วย  

สมัยผมอยู่มัธยมปลายเอง ก็อาศัยการเรียนพิเศษเหมือนกัน ด้วยความคิดที่ว่าน่าจะช่วยให้รอดได้ไม่มากก็น้อย แต่ก็ไม่ได้สำเร็จอะไรเท่าที่ควรในการสอบ Entrance ครั้งแรก สอบครั้งแรกได้คะแนนรวม 21% มาทำให้ผมคิดว่าควรต้องทำอะไรบางอย่าง มาวิเคราะห์ดูแล้วว่า ผมเองไม่ได้ทบทวนบทเรียนจากที่เรียนมาเลย ก่อนสอบครั้งที่สอง ผมเลยทบทวนทุกครั้งที่เรียน พร้อมทั้งการวางการอ่านหนังสือ จับเวลาทำข้อสอบ อีกทั้งการวิเคราะห์ว่าควรจะอ่านวิชาไหนก่อน หลัง เพื่อให้ได้คะแนนเพิ่มสูงที่สุด การสอบครั้งที่สองทำให้ผมได้คะแนนรวม 51% สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้สบาย 

เห็นว่ากระบวนการเหล่านี้จะตรงกับทฤษฎีหนึ่งคือ Self - Directed Learning การจัดการการเรียนรู้ของตัวเอง ที่ประกอบไปด้วยสามส่วนหลักๆ 

  1. Ownership of Learning: การเป็นเจ้าของในการเรียนรู้ของตัวเอง จะต้องวิเคราะห์ตัวเองและตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองว่าควรจะเรียนรู้ในทิศทางไหนอย่างไร ซึ่งจะสามารถใช้ทฤษฎีพวก Learning Style เข้ามาประกอบด้วยกันได้
  2. Extension of Own Learning: การพัฒนาความรู้ ทักษะและความสามารถในการเรียนรู้ของตัวเอง โดยจะต้องเรียนรู้ไปตามแผนที่ตั้งเอาไว้และควบคุมการเรียนรู้ของตัวเองตลอดเวลา 
  3. Managament And Monitoring of Own Learning: การจัดการและติดตามผลการเรียนรู้ของตัวเอง เพื่อนำมาพิจารณาการเรียนรู้ในการปรับปรุงครั้งถัดไป 

ภาพประกอบจาก http://yssschoolclosure2011.wikispaces.com/

ทีนี้ก็ต้องมาถามกันต่อว่า แล้วอะไรล่ะที่จะเหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด ??? ช่วงที่ผมสอนพิเศษอยู่นั้น ผมเองก็นำเอาหลักการที่ผมได้ใช้มา ผนวกกับการสังเกตและแนะนำนักเรียนว่า ควรจะต้องจัดการบริหาร อย่างไร โดยที่นักเรียนนั้นจะเป็นผู้ตอบคำถามการเรียนรู้ของตัวเองว่า เหมาะสมหรือไม่ อย่างไร แล้วควรจะปรับหรือไม่ อย่างไร ผมจะทำหน้าที่เพียงแค่แนะนำและสังเกตพฤติกรรมในการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นของนักเรียน ถ้านักเรียนคนนั้นคิดว่ายังไม่เหมาะ ยังไม่ดี ก็จะมาปรับปรุงแผนการเรียนต่อไปร่วมกัน (หน้าที่ของผมอาจจะเรียกได้ว่า Facilitator นักกระบวนกร) 

ผมสรุปออกมาเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเป็นหัวข้อดังนี้ครับ

  1. ตรวจสอบพื้นฐานความรู้และชีวิตประจำวันของนักเรียนแต่ละคนว่าเป็นอย่างไรบ้าง มีเป้าหมายในชีวิตอย่างไรบ้าง
  2. การชี้ให้เห็นว่าตำแหน่งความรู้ ทักษะและความสามารถของนักเรียนแต่ละคนนั้น ว่าถ้าจะไปถึงเป้าหมายนั้นจะต้องพัฒนาความรู้ ทักษะและความสามารถ อย่างไรบ้าง และมีระยะเวลาเท่าไหร่ 
  3. วางแผนการเรียนของนักเรียนเอง โดยวางแผนในตาราง 24 ชั่วโมง ตลอด 7 วัน โดยคร่าวๆ โดยเน้นย้ำว่าจะต้องไม่หักโหมหรือเปลี่ยนแปลงเร็วจากตารางชีวิตเดิมจนเกินไปนัก 
  4. ติดตามผลการเรียนของนักเรียนแต่ละคน ให้วิเคราะห์การเรียนของตนเองว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ควรจะต้องปรับปรุงแผนการเรียนหรือไม่ อย่างไร โดยสอบถามถึงความรู้สึกและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา 
  5. วนซ้ำข้อ 2-4 ไปเรื่อยๆ จนได้แผนการเรียนที่เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคนเอง 

ทีนี้บางคนอาจจะไม่สามารถดำเนินการเรียนตามแผนที่วางเอาไว้ได้ แม้ว่าจะเปลี่ยนแปลงตารางชีวิตไปเล็กน้อยก็ตาม ผมเองก็จะต้องปล่อยไปบ้าง เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้จากการกระทำดังกล่าวเอง การใช้ข้อ 2 บ่อยๆ จะช่วยให้เกิดการกระตุ้นได้บ้าง ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นกับว่านักเรียนแต่ละคนนั้นจะวางแผนชีวิตในทางเลือกอื่นๆ ไว้อย่างไรบ้าง 

การทำความเข้าใจนักเรียนนั้นเป็นเรื่องยาก ถ้ายิ่งเป็นการจัดการนักเรียนรายบุคคลแล้วล่ะก็ จะเป็นสิ่งที่จะต้องใช้ความอดทน ความพยายาม และเวลาในการเรียนรู้ไปพร้อมกับนักเรียนอย่างมาก ยิ่งถ้าเป็นครูในห้องเรียนแล้วด้วยละก็ มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าใจนักเรียนได้ทุกคน ถ้าอัตราส่วนของครูต่อนักเรียนอยู่ที่ 1:40-50) 

แต่เรื่องนี้ผมคงต้องศึกษากันต่อไปครับ พยายามให้ได้กระบวนการที่ง่ายที่ที่จะสามารถนำไปใช้กับผู้เรียนเป็นกลุ่มใหญ่ได้ครับ 

ภาพประกอบจาก http://www.tutorlogin.com

หมายเหตุ ผมเองก็ศึกษาและเรียนรู้ ในทฤษฎีการเรียนรู้ต่างๆ มามากมายเหมือนกันครับ ก่อนหน้านั้นก็มีประสบการณ์ด้านการสอนอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ซึ่งมีทั้งที่เป็นส่วนประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ สามารถร่วม Share หรือพูดคุยกันได้ครับ :) ผมเชื่อว่า "ถ้าแต่ละคนความรู้มีกันคนละหนึ่ง สองคนมาแลกเปลี่ยนกัน จะมีความรู้กันคนละสองครับ"