คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝึกอบรมนานาชาติ ให้บุคลากรภาครัฐและเอกชนประเทศสมาชิก AEC เป็นวิทยากรเกิดความชำนาญ วัดแก๊สเรือนกระจกและประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์เคี้ยวเอื้อง

         

          ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดย รองศาสตราจารย์ ดร.กฤตพล สมมาตย์ ร่วมกับ Japan International Research Center for Agricultural Sciences (JIRCAS) จัดฝึกอบรมนานาชาติ หลักสูตร การวัดแก๊สเรือนกระจกและประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์เคี้ยวเอื้อง (Greenhouse gas (GHG) measurement for Carbon Footprint of Products (CFP) assessment in ruminant livestock) ให้แก่บุคลากรหน่วยงานภาครัฐ เอกชนหรือองค์กรพัฒนาเอกชนจากประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง หรือประเทศสมาชิก AEC ที่กำลังพัฒนา จำนวน 25 คน จาก 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา สปป.ลาว เวียดนาม อินโดนีเซีย จีนและญี่ปุ่น เพื่อสร้างวิทยากรผู้นำในการเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ และกระตุ้นเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการผลิตปศุสัตว์อย่างยั่งยืน(low carbon livestock) ในประเทศสมาชิก GMS/AEC โดยรองศาสตราจารย์ ดร.มนต์ชัย ดวงจินดา คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ เป็นประธานพิธีเปิดการอบรม และมีทีมวิทยากรโดย Dr.Tomoyuki Kawashima ศาสตราจารย์ ดร.อนันต์ พลธานี ดร.ธีระชัย หายทุกข์ Dr.Ogino Akifumi ดร.ธำรงศักดิ์ พลบำรุง รองศาสตราจารย์ ดร.พัชรี แสนจันทร์ Dr.Cai Yimin และ รองศาสตราจารย์ ดร.กฤตพล สมมาตย์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-30 สิงหาคม 2556 ณ ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
          รองศาสตราจารย์ ดร.กฤตพล สมมาตย์ กล่าวว่า “เนื่องจาก การเผยแพร่ความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีความรู้ด้านแก๊ซเรือนกระจก และประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์เคี้ยวเอื้องในประเทศกำลังพัฒนา ประเทศสมาชิก AEC รวมทั้งประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงยังมีอยู่อย่างจำกัด และจากความตื่นตระหนกถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ทำให้หลายหน่วยงานให้ความสนใจต่อการปล่อยแก๊ซเรือนกระจกที่เรียกว่า Carbon Profile คือ ปริมาณรวมของแก๊ซคาร์บอนไดออกไซด์และแก๊ซเรือนกระจกอื่นๆ อาทิ แก๊ซมีเทน ที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์หรือบริการ ซึ่งภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้ร่วมกับ Japan International Research Center for Agricultural Sciences (JIRCAS) พัฒนาหลักสูตร การวัดแก๊สเรือนกระจกและประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์เคี้ยวเอื้อง (Greenhouse gas (GHG) measurement for Carbon Footprint of Products (CFP) assessment in ruminant livestock) เพื่อเร่งสร้างบุคลากรเพื่อให้เกิดความชำนาญ ตามแนวทางวัดแก๊ซเรือนกระจก ประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งเป็นการพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการ แลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมในการแข่งขันในตลาดโลกต่อไป”
           สำหรับกิจกรรมส่วนหนึ่งในการอบรมเมื่อวันที่ 27-28 สิงหาคม 2556 โดยรองศาสตราจารย์ ดร.พัชรี แสนจันทร์ อาจารย์ประจำสาขาทรัพยากรที่ดินและสิ่งแวดล้อม ภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายทั้งในห้องอบรมและในภาคสนาม ได้นำผู้เข้าอบรมไปทัศนศึกษาเรื่อง คาร์บอนฟุตพริ้นต์ในนาข้าว ภายใต้หัวข้อ
“Greenhouse gas (GHG) measurement and Carbon Footprint (CFP) assessment in rice land” ณ แปลงทดลองในนาข้าว

           รองศาสตราจารย์ ดร.พัชรี แสนจันทร์ ได้นำเสนอเกี่ยวกับการวัดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากนาข้าวตลอดจนการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์และการเก็บสะสมคาร์บอน (carbon sequestration)ในดินนาและเสวนาเพื่อหาแนวทางการลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากนาข้าวซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
          
รองศาสตราจารย์ ดร.พัชรี แสนจันทร์ กล่าวว่า ในภาวะปัจจุบันประชาชนกำลังเผชิญกับภาวะโลกร้อน (global warming) ซึ่งได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) สาเหตุที่ทราบกันดีคือในบรรยากาศมีการสะสมของก๊าซเรือนกระจก ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีเทน (CH4) และไนตรัสออกไซด์ (N2O) ในความเข้มข้นที่สูงขึ้น ก๊าซเหล่านี้เกิดตามธรรมชาติและเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นตัวเร่งให้สะสมมากขึ้น ได้แก่ การขนส่ง อุตสาหกรรม การผลิตน้ำมัน ชุมชนเมือง การตัดไม้ทำลายป่า และการเกษตร ในภาคเกษตรกรรมนั้นปศุสัตว์และการทำนาข้าวเป็นแหล่งปล่อยก๊าซ CO2 , CH4 และN2O มาก เครื่องมือวิจัยเพื่อศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลผลิตและผลิตภัณฑ์จากการเกษตรคือ ดัชนีชี้วัดคาร์บอนฟุตพริ้นต์  (Carbon footprint)
          
รองศาสตราจารย์ ดร.พัชรี แสนจันทร์ กล่าวอีกว่า จากผลการวิจัยพบว่าหากใส่วัสดุอินทรีย์ปรับปรุงดิน เช่น ถ่านชีวภาพหรือฟางข้าว นอกจากจะช่วยฟื้นฟูดินนาในด้านความอุดมสมบูรณ์ของดิน ด้านฟิสิกส์ของดิน เพิ่มผลผลิตข้าวต่อพื้นที่แล้วยังเพิ่มการสะสมคาร์บอนไว้ในดินอีกด้วย ซึ่งสามารถชดเชยปริมาณการปลดปล่อยก๊าซ CO2 และ CH4 จากนาข้าวได้ โดยดูจากดัชนีชี้วัดปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นต์ต่อข้าวที่ผลิตได้ 1 กิโลกรัมมีค่าลดลง
           คาร์บอนฟุตพริ้นท์
(Carbon Footprint) หมายถึง ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละหน่วยตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (LCA : Life Cycle Assessment) ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบการขนส่ง การประกอบชิ้นส่วน การใช้งาน และการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน โดยคํานวณออกมาในรูปคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าเข้าใจง่ายๆ ก็คือเป็นการต่อยอดจากการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ที่รู้จักกันดีอยู่แล้วในอดีต ซึ่งมุ่งไปที่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และหาตัวชี้วัดค่อนข้างยากสําหรับ LCA ส่วนคาร์บอนฟุต พริ้นท์หรือCF สามารถคํานวณออกมาเป็นปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบชีวิตของผลิตภัณฑ์หรือบริการ ผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันชนิดใดที่มีคาร์บอนต่ํากว่า ก็ถือว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่า ส่งผลกระทบก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า
          ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์
คือ ฉลากที่แสดงระดับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศต่อหน่วย ผลิตภัณฑ์ โดยการประเมินวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (
Life Cycle Assessment : LCA) หรือสินค้าตั้งแต่การจัดเตรียมวัตถุดิบ การผลิต การใช้ และการจัดการหลังการใช้ โดย LCA ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ของการได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการ โดยแสดงผลอยู่ในรูปของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2 equivalent) และฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เป็นฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทหนึ่งที่แสดงข้อมูลด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ให้แก่ผู้บริโภคทราบเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ร่วมกับราคาและคุณภาพของสินค้า เป็นการกระตุ้นให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และแสดงความร่วมมือในการลดปัญหาภาวะโลกร้อน อีกทั้งยังสามารถสร้างความตื่นตัวในกลุ่มผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าที่ปล่อยแก๊สเรือนกระจกในขั้นตอนการผลิตที่น้อยกว่า เนื่องจากในขณะนี้ประเทศที่พัฒนาแล้วโดยเฉพาะสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลี กำลังสนใจดำเนินการเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างกว้างขวาง เชื่อได้ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ จะเป็นมาตรการควบคุมการนำเข้าหรือซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศอย่างชัดเจน
          ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas) เป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติในการดูดซับคลื่นรังสีความร้อน หรือรังสีอินฟาเรดได้ดี ก๊าซเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการรักษาอุณหภูมิในบรรยากาศของโลกให้คงที่ ซึ่งหากบรรยากาศโลกไม่มีก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ ดังเช่นดาวเคราาะห์ดวงอื่นๆ ในระบบสุริยะแล้ว จะทำให้อุณหภูมิในตอนกลางวันนั้นร้อนจัด และในตอนกลางคืนนั้นหนาวจัด เนื่องจากก๊าซเหล่านี้ดูดคลื่นรังสีความร้อนไว้ในเวลากลางวัน แล้วค่อยๆ แผ่รังสีความร้อนออกมาในเวลากลางคืน ทำให้อุณหภูมิในบรรยากาศโลกไม่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน มีก๊าซจำนวนมากที่มีคุณสมบัติในการดูดซับคลื่นรังสีความร้อน และถูกจัดอยู่ในกลุ่มก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีทั้งก๊าซที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญคือ ไอน้ำ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โอโซน มีเทนและไนตรัสออกไซด์ สารซีเอฟซี เป็นต้น แต่ก๊าซเรือนกระจกที่ถูกควบคุมโดยพิธีสารเกียวโต มีเพียง 6 ชนิด โดยจะต้องเป็นก๊าซที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ (anthropogenic greenhouse gas emission) เท่านั้น ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซมีเทน (CH4) ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) ก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFC) ก๊าซเพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFC) และก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) ทั้งนี้ ยังมีก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง คือ สารซีเอฟซี (CFC หรือ Chlorofluorocarbon) ซึ่งใช้เป็นสารทำความเย็นและใช้ในการผลิตโฟม แต่ไม่ถูกกำหนดในพิธีสารเกียวโต เนื่องจากเป็นสารที่ถูกจำกัดการใช้ในพิธีสารมอนทรีออลแล้ว

          กิตติศักดิ์ สิงหา วิเคราะห์ สังเคราะห์และเผยแพร่