“ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป”

 

                           “ลูกเอ๋ย...ในโลกนี้ไม่มีที่ไหนดอกที่มีความรื่นรมย์

                    และความสบายสำหรับเจ้า

                    ทางของเรามิได้ปูด้วยดอกไม้สวยสวย

                    จงไปเถิด  แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่บีบคั้นหัวใจเจ้า

                    พ่อเห็นแล้วว่า  หนามตำเนื้ออ่อนอ่อนของเจ้า

                    เลือดของเจ้าเปรียบดั่งทับทิมบนใบหญ้าใกล้น้ำ

                    น้ำตาของเจ้าที่ไหลต้องพุ่มไม้สีเขียว

                    เปรียบดั่งเพชรบนมรกตที่แสดงความงามเต็มที่

                    เพื่อมนุษยชาติจงอย่าละความกล้า

                    เมื่อเผชิญกับความทุกข์ให้อดทนและสุขุม

                    และจงมีความสุขที่ได้ยึดอุดมการณ์ที่มีค่า

                                       ไปเถิด...ถ้าเจ้าต้องการเดินตามรอยเท้าพ่อ”

                                                            (พระราชนิพนธ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี.๒๕๑๙. )

 

 

          หลายทศวรรษผ่านเลยมาแล้ว ภาพแห่งเกียรติคุณนี้ยังประดับไว้ในใจชาวจังหวัดบุรีรัมย์อยู่มิรู้ลืมวันเสมอมา ประดุจดั่งอัญมณีแห่งชีวิตอันล้ำค่า ยิ่งกว่าเครื่องถนิมพิมพ์อาภรณ์อื่นใด แม้ว่าเรื่องราวในภาพถ่ายจะห่างไกลมามากสำหรับกาลเวลาที่ยาวนาน แต่สั้นสักเพียงเศษเสี้ยวลมหายใจสำหรับคำว่า ความทรงจำ เมื่อครั้งใดที่ได้สบสายตาส่งไปกระทบภาพถ่ายนี้ จะรู้สึกทันทีถึงส่วนลึกภายในว่า มีบางสิ่งได้อัดอั้นอยู่ ไม่เผยที่จะเปล่งออกเป็นสำเนียงภาษาเพราะหาคำพูดที่ดีจรรโลงลงมาเปรียบเปรยไม่ได้ ไม่เผยที่จะเก็บรอยยิ้ม แนบนิ่งวางเฉยทุกอิริยาบถ แต่สิ่งที่เผยทุกครั้งไป คือสายธารแห่งชีวิต ที่ส่งกระแสไหลระรินผ่านออกทางดวงตาที่กำลังจ้องมองภาพนี้อยู่        ด้วยความปลื้มปิติยินดี และร้อยเรียงด้วยคำว่า “เรารักพระเจ้าอยู่หัว”  ส่งสัญลักษณ์เทิดทูนด้วยสองมือที่พนมแนบแน่น ยกขึ้นไหว้เหนือศีรษะทูลเกล้า ชุบกรวดทรายที่ผุกร่อนกลับมามีค่าอีกครั้งเมื่อได้กล่าวคำนี้ เป็นวันที่ปรีดีอุ่นจิต พร้อมพาชีวิตดำเนินไปอย่างมีจุดมุ่งหมาย ก่อเกิดกำลังใจอิ่มอก ยกระดับความเป็นมนุษย์ให้สูงส่ง คงความดีงามที่จะร่วมแบ่งปันสร้างสรรค์สังคมถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระองค์ท่าน

          วันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ.  ๒๕๒๒ เวลา ๑๔.๐๕ น. เวลาบ่ายที่แสงแดดจ้า ไร้เมฆปกคลุมท้องฟ้าและสายลมพัดโชยมาพอให้คลายร้อน บริเวณริมหนองกุดใหญ่ บ้านกุดใหญ่ ตำบลหนองเต็ง อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ หนองน้ำที่กำลังแห้งขอด พื้นดินที่อยู่เหนือผิวน้ำ กระทบแสงแดดร้อนระอุ แตกระแหงเป็นร่องรอยลึกและมีพื้นที่กว้างโดยรอบ อบอวลไปด้วยความแห้งแล้งแม้จะอยูในช่วงฤดูหนาวน้ำหลาก ชายผู้หนึ่งที่มีลักษณะผอมสูงผิวคล้ำ สวมใส่เพียงผ้าขาวม้าผืนเดียว บ่งบอกถึงวิถีชีวิตประจำวันที่ดูสะดวกสบาย เรียบง่ายแบบชาวบ้าน กำลังทอดแหหาปลาท่ามกลางแสงแดดร้อนจัด ร่างกายชายผู้นั้นชโลมไปด้วยเหงื่อไคลไหลย้อย และอาการเหน็ดเหนื่อยเต็มทน สักครู่หนึ่ง เขาได้เงยหน้าหันหลังมองมาดูลูกชายวัย ๕ ขวบ ที่กำลังนั่งเล่นอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ ซึ่งขณะนั้นเขาได้ยินเสียงรถยนต์ หลายคัน วิ่งตามกันมา และหยุดบริเวณถนนติดริมหนองน้ำ ด้วยสายตาอันเลือนรางและระยะที่ห่างไกลเขามองไม่ชัด เห็นเพียงว่ามีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเดินตามกันมาตามริมหนองน้ำ ตรงมาทางลูกชายและตนเอง เขาจึงรีบขึ้นไปหาลูกชายและโอบอุ้มเอาไว้ด้วยความห่วงใย เมื่อคนกลุ่มดังกล่าวเดินใกล้เข้ามาหยุดพูดคุยกันสักพัก เขาได้แต่มองและสงสัย ไม่นานนักมีชายถือแผนที่ มีกล้องถ่ายรูปห้อยที่คอ ส่วนหญิงสาวถือสมุดจดบันทึกคู่หนึ่งเดินเข้ามาใกล้ตน พอที่เขาจะสังเกตเห็นได้ว่า คงไม่ใช่ผู้คนในละแวกนี้ เมื่อเขามองคนทั้งสองอย่างชัดเจนแล้ว รู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ ทำสิ่งใดไม่ถูกต้อง จิตใจไม่อยู่กับเนื้อตัว เขานั่งลงบนพื้นทรายที่ร้อนแต่เย็นชาสำหรับผิวกายที่ตื่นเต้นในขณะนั้น สองมือพนมก้มหน้า กอดลูกชายไว้ที่ตักแน่น และสะดุ้งตื่นตระหนกเมื่อชายหญิงทั้งสองนั่งลงกับพื้นอย่างใกล้ชิด ความรู้สึกในใจตอบเขาออกมาว่า  นั่นคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทั้งสองพระองค์กล่าวทักทายเขาอย่างเป็นกันเองและบอกว่าจะมาช่วยเหลือในสิ่งต่างๆ ที่เดือดร้อน อยากได้ข้อมูลในพื้นที่แถบนี้ เมื่อเขาได้รับฟังเช่นนั้น ก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เหงื่อท่วมกายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สักครู่จึงมีผู้ชายอีกหนึ่งคนสวมหมวกและถือหนังสือเดินเข้ามา  เขาจึงอธิบายชี้ไปยังบริเวณพื้นที่ ที่ประสบปัญหาดังกล่าว และบอกถึงความลำบากในด้านต่างๆ ของผู้คนละแวกนี้ วันนั้นเขามีความสุขด้วยความปลื้มปิติยินดี ถือว่าเป็นบุญอันสูงที่สุดในชีวิต  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ ทรงเยี่ยมราษฎรเป็นการส่วนพระองค์ที่หมู่บ้านกะนัง ตำบลหนองเต็ง อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ทันทีที่พบราษฎรซึ่งกำลังทอดแหหาปลาอยู่ในหนองกุดใหญ่ ทั้งสองพระองค์ก็ทรงเข้าไปสอบถามถึงความแห้งแล้งและปัญหาความยากจน โดยประทับบนพื้นดิน สอบถามทุกข์สุขอย่างไม่ถือพระองค์ คงเหลือไว้เพียงร่องรอยแห่งภาพถ่ายในระยะเวลาที่แสนสั้น แต่ตรึงมั่นในความทรงจำอันยาวนาน ในความทรงจำของนายตี๋ นะเรศรัมย์และบุตรชาย อย่างไม่เสื่อมคลายโดยไม่มีผู้ใดทราบล่วงหน้าว่าพระองค์จะเสด็จฯ จากนั้นพระองค์ทรงรับสั่งให้กรมชลประทาน ดำเนินการขุดลอกหนองน้ำที่มีอยู่ทั้งหมดในพื้นที่เพื่อให้พสกนิกรได้ใช้น้ำเพื่อการเกษตร อุปโภค บริโภค หลังจากที่ทรงเสด็จกลับประมาณ ๓ ปี แหล่งน้ำตามพระราชดำริเกิดขึ้นดังนี้ ๑.ฝายน้ำล้นพระราชดำริ และโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเพื่อการเกษตร ๒.อ่างเก็บน้ำวัดบ้านกะนัง ๓.ฝายห้วยตาราง ๔.ฝายห้วยหนอง-เต็ง ๕.ฝายห้วยตาสิบ ๖.อ่างเก็บน้ำกุดใหญ่และที่อื่นๆ ก่อให้เกิดประโยชน์อันบริบูรณ์ แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า ตามที่พระองค์ตรัสไว้ทุกประการ พลิกผืนแผ่นดินแห้งแล้งให้กลับมาชุ่มฉ่ำด้วยหยาดน้ำพระทัยที่หลั่งรินไม่มีวันสิ้นสุด เป็นจุดประกายฉายฝันให้อีกหลากหลายชีวิตได้ดำรงอยู่ด้วยตนเอง ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเลี้ยงชีวิตอย่างยั่งยืน

          วันนี้แม้เป็นวันที่ลูกเหนื่อยและท้อที่สุด แต่จะไม่หยุดยั้งที่จะต่อสู้ เพราะลูกมุ่งมั่นที่จะเดินตามรอยเท้าของพ่อต่อไป จนถึงเส้นชัยแห่งความสำเร็จ ๖๐ ปีผ่านมาแล้วที่รอยพระบาทของพระราชาได้เหยียบย่ำไปทุกแห่งหนไม่เว้นแม้ดินแดนทุรกันดารที่ห่างไกล ไม่เคยมีใครย่างกรายไปถึง หยาดเหงื่อของพระองค์ที่ตกต้องลงทั่วผืนแผ่นดิน ได้พลิกฟื้นชีวิต ด้วยป่าไม้และสายน้ำ อันอุดมสมบรูณ์ หล่อเลี้ยงชาวไทยทั่วทั้งมวลได้อยู่อาศัยด้วยการพึ่งพาตนเอง ทั้งด้านคุณภาพชีวิตและปัจจัยสี่อย่างยั่งยืน ทรงเป็นแรงพลังหลอมรวมก้อนดินเล็กๆให้กลับกลายก่อเกิดผืนดินที่เป็นปึกแผ่นมั่นคง เราชาวไทยพร้อมใจกันหรือยังที่จะ รู้ รัก สามัคคี มีน้ำใจโอบอ้อม-อารีต่อกันให้มองเห็นประจักษ์ชัดเจน อยู่รวมกันอย่างร่มเย็นภายใต้พระบารมีที่แผ่ไพศาล ข้าพเจ้าคือผู้หนึ่งที่ยอมเสียสละชีวิต ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป    

 

                             “ฟังเสียงฟ้าฟาดฟ้ง    สะเทือนลั่นแดนอีสาน พุ้นเยอ

                             งามตระการสายฝน    หล่นลงโฮยพื้น

                             ผืนแผ่นดินอีสานแล้ง  เหลือใจแฮงเป็นตาหน่าย

                             เกิดก่อกายกลับฟื้น     ยืนหมั่นซุมเย็น

                             ฟังน้ำตาดโตนเต้น      เตื้องต่อหมู่ปลา

                             ข้าวก็เขียวในนา        ว่าดีมีสุขล้น

                             คนเกิดมีอาชีพ          เวียกงานบ่หมองหม่น

                             ลุความจนผลสินค้า     ควรล้ำค่าแพง

                             พอเพียงพาเจิดแจ้ง     แยงส่องมองวิถี

                             ซมซีวีมีความหมาย     ซื่นกายเกินกี้

                             พระภูมีในหลวงท่าน   ธ บัลดาลใสส่อง

                             สู่ประชาซาวพี่น้อง     ผองเซื้อซุคน

                             พระกรุณาลื่นล้น       พ้นกระหม่อมเกศา

                             ทวยหล้าหลั่งโฮมมา   กล่าวจาเสียงเอิ้น

                             เสียงสรรเสริญกึกก้อง  สายตามองน้ำตาหลั่ง

                             นั่งพนมก้มกราบเกล้า   ราชาเจ้าทรงพระเจริญ 

 

 

 

 

 

ฝั่งเวียง

๖ กันยายน ๒๕๕๖