การเมืองเป็นเหตุ ให้อันดับการศึกษาไทยรั้งบ๊วย (ต่อ)
เพิ่งเห็นว่าตอนที่แล้ว ยังลงได้ไม่จบปาฐกถาทั้งหมด จึงนำช่วงที่ ๒ มาลงจนจบ มีซ้ำกับบันทึกที่แล้วบ้าง
การเรียนรู้ของชุมชน
การเรียนรู้ของชุมชนเป็นเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เป็นการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ (Adult Learning) และเป็นการเรียนรู้จากการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพการงาน แต่นั่นเป็นเพียง ส่วนเดียวของการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ คือเป็นส่วนของการเรียนรู้ที่ตนเองสร้างขึ้นให้แก่ตนเอง อีกส่วนหนึ่ง เป็นการเรียนรู้ ที่ถูกยัดเยียด คือมาจากสื่อมวลชน และการโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ รวมทั้งป้ายคัทเอ๊าท์ ขนาดมหึมาของรัฐ ที่ติดตามที่สาธารณะต่างๆ
การเรียนรู้ตลอดชีวิต ของคนส่วนใหญ่ของประเทศ มาจากไหนบ้าง ได้รับอิทธิพลจากสื่อมวลชน มากน้อยแค่ไหน สื่อมวลชนสื่อสาร เพื่ออะไร เพื่อใคร? เป็นการสื่อสารเพื่อปลดปล่อยอิสรภาพในชีวิต หรือเพื่อครอบงำ มอมเมา เอาผลประโยชน์ เป็นโจทย์วิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองที่ท้าทายยิ่ง
เราได้เห็นว่า ในช่วงเวลาไม่ถึงสิบปี ได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่เปลี่ยนใจคนได้ ผ่านกระบวนการ ทางการเมือง เปลี่ยนมาตรฐานผิดชอบชั่วดีในสังคม เช่น เปลี่ยนความคิดของคนว่าด้วยเรื่องคอรัปชั่น ผลการสอบถามโดยโพล พบว่าคนไทยส่วนใหญ่กว่าร้อยละ ๘๐ มีความเห็นว่า ยอมรับให้นักการเมือง โกงบ้านเมืองได้ หากทำงานเก่ง คนไทยคิดอย่างนั้นจริงหรือ หากจริง ปัจจัยอะไรที่ทำให้เขาคิดเช่นนั้น และความคิดเช่นนี้ จะนำพาบ้านเมืองไปสู่อนาคตเช่นไร
ในสังคมยุคข้อมูลข่าวสาร และยุคเทคโนโลยีสารสนเทศก้าวหน้ารวดเร็ว ความก้าวหน้าและการลงทุน ด้านเทคโนโลยีเหล่านี้ของประเทศไทย ก่อผลประโยชน์ต่อคนไทยอย่างเท่าเทียมกันมากน้อยเพียงใด ก่อผลประโยชน์ด้านการเรียนรู้ของคนไทยกลุ่มต่างๆ แตกต่างกันอย่างไร ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์
เรารู้จากข้อมูลรายได้ เปรียบเทียบกลุ่มที่รายได้สูง กับกลุ่มรายได้ต่ำ ว่าช่องว่างในสังคมไทย ถ่างกว้างขึ้น ในทางเศรษฐกิจ สังคมไทยมีความไม่เป็นธรรมสูงขึ้น คำถามวิจัยคือ สาเหตุของความไม่เป็นธรรมนั้น มาจากการเรียนรู้ของประชาชนที่บิดเบี้ยว จากสื่อสารมวลชน และจากการโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ มากน้อยเพียงไร จะมีวิธีลดปัจจัยลบเหล่านี้ได้อย่างไร
การเรียนรู้ของผู้ใหญ่ เรียนรู้จากการประกอบสัมมาชีพ เรียนรู้จากการดำรงชีวิต วิธีการที่ดีที่สุด คือการรวมกลุ่มกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยวิธีการที่เรียกว่า “การจัดการความรู้” ทำโดยนำเอาความรู้ปฏิบัติ ที่มาจากประสบการณ์ตรงในเรื่องนั้นๆ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน โดยมีคนทำหน้าที่ “คุณอำนวย” (learning facilitator) ให้สมาชิกกลุ่มนำเอาความรู้ปฏิบัติ (tacit knowledge) กับความรู้ทฤษฎี (explicit knowledge) มาหมุนเกลียวความรู้ ยกระดับความรู้ในเรื่องนั้นๆ ขึ้นไป โดยที่เป็นการหมุนเกลียวความรู้วนรอบการปฏิบัติ หรือบนฐานของการปฏิบัติ ซึ่งก็คือการประกอบกิจการนั้นๆ หรือประกอบสัมมาชีพ นั่นเอง
สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) เคยได้รับทุนจาก สสส. ดำเนินการพัฒนาวิธีการ จัดการความรู้ขึ้นในบริบทต่างๆ ในสังคมไทย ได้สนับสนุนให้มูลนิธิข้าวขวัญที่สุพรรณบุรี ทดลองดำเนินการ จัดการความรู้ให้แก่ชาวนาในหลายอำเภอของจังหวัดสุพรรณบุรี ในรูปของ “โรงเรียนชาวนา” พบว่า ได้ผลดีอย่างยิ่ง โรงเรียนชาวนาของมูลนิธิข้าวขวัญมีเป้าหมายลดค่าใช้จ่าย ลดความเจ็บป่วยจากการทำนา และผลิตข้าวปลอดสารพิษ ผลของการดำเนินการพบว่า ชาวนาสามารถนำเอาความรู้เชิงทฤษฎี ที่ได้จากเอกสารของหน่วยราชการ และจากการไปดูงานในหน่วยราชการและมหาวิทยาลัย มาทดลองใช้ในการทำนาตามการตีความของแต่ละคน แล้วนำผลที่ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ในการนัดพบกันทุกสัปดาห์ ครั้งละครึ่งวัน เกิดการเรียนรู้อย่างมากมาย ได้ผลลดต้นทุนการผลิต ลดหนี้ ลดความเจ็บป่วยเพราะเลิกใช้ยาฆ่าแมลงและสารเคมี และได้ข้าวปลอดสารพิษ ตามเป้าหมาย แต่มีผลได้ที่เกินความคาดหมายคือมีเวลาว่างมากขึ้น มีโอกาสใช้เวลาทำกิจกรรมชุมชน และรื้อฟื้นประเพณีท้องถิ่นขึ้นมา
การเรียนรู้ในการประกอบสัมมาชีพโดยการจัดการความรู้เช่นนี้ ต้องการ “คุณอำนวย” (Knowledge Facilitator) ทำหน้าที่ประสานงาน และทำหน้าที่กระบวนกรของเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งในกรณีนี้ เจ้าหน้าฝึกอบรมของมูลนิธิข้าวขวัญพัฒนาทักษะขึ้นมาทำหน้าที่
การเรียนรู้แบบนี้ แตกต่างจากการเรียนรู้ที่วงการศึกษาไทย (และวงการศึกษาโลกส่วนที่ล้าหลัง) ยึดถือ แตกต่างในระดับกระบวนทัศน์ อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ การเรียนรู้แบบนี้ เน้นการเรียนรู้แบบเน้นอิสรภาพ ของผู้เรียน เน้นความมั่นใจในตนเอง มั่นใจในศักยภาพการเรียนรู้ของตนเอง ในขณะที่กระบวนทัศน์การเรียนรู้ แบบเดิมเน้นศรัทธาต่อผู้สอน หวังรับถ่ายทอดความรู้จากผู้สอน ในขณะที่กระบวนทัศน์ใหม่ ผู้เรียนมีศรัทธา เชื่อมั่นในศักยภาพการเรียนรู้ของตนเอง เน้นเรียนรู้จากการปฏิบัติ เรียนรู้จากการตีความประสบการณ์ตรง ของตน ร่วมกับกัลยาณมิตร ที่ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การตีความจากประสบการณ์ตรงของตนเช่นเดียวกัน
การเรียนรู้แบบเดิมอยู่ในกระบวนทัศน์หวังพึ่งผู้อื่น หวังได้รับการอุปถัมภ์ ส่วนการเรียนรู้แบบใหม่ อยู่ในกระบวนทัศน์เน้นการพึ่งตนเอง และช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกัน หวังได้รับอิสระในการคิด และความสัมพันธ์แนวราบ ซึ่งตรงกับแนวคิดสังคมและวัฒนธรรมไทยของ ศ. ดร. ฉัตรทิพย์ ที่มีความรักในความเป็นอิสระ มีน้ำใจ และให้ความสำคัญแก่ความเปฅ้นชุมชน
สมาชิกของโรงเรียนชาวนา มูลนิธิข้าวขวัญสุพรรณบุรี เห็นคุณค่าและลึกซึ้งหลักการของการเรียนรู้ แบบใหม่นี้ จนบางคนไปตั้งโรงเรียนชาวนาในพื้นที่ของตนเอง โดยตั้งตนเองเป็น “ครูใหญ่” เพราะใน บริบทของการเรียนรู้แบบใหม่ ทุกคนเป็นครู และทุกคนเป็นนักเรียน ครูใหญ่เพียงทำหน้าที่จัดการ ให้เกิด “โรงเรียน” ในลักษะ “โรงเรียนไร้อาคาร” หรือ virtual school คือนัดมาคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ที่ไหนก็ได้ ส่วนใหญ่เป็น ที่ศาลาวัด หรือที่ใต้ถุนบ้านของ “นักเรียน” ก็ได้ จุดสำคัญคือ โรงเรียนต้องเปิด สม่ำเสมอ ดีที่สุดคือสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละครึ่งวัน ตอนบ่ายอาจเป็นกิจกรรมเยี่ยมแปลงนา เพื่อไปดู ให้เห็นกับตา
ตัวอย่างของนักเรียนโรงเรียนชาวนา มูลนิธิข้าวขวัญ ที่เมื่อตนเองเรียนจบหลักสูตรแล้ว ได้ไปตั้ง “โรงเรียนชาวนา” ที่ตนเองรับหน้าที่ “ครูใหญ่” โดยไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ คือคุณเบี้ยว ไทยลา แห่งบ้านหนองแจง อ. ดอนเจดีย์ จ. สุพรรณบุรี ท่านที่สนใจอ่านเรื่องราวได้ที่ http://www.gotoknow.org/posts/391907
การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ควรจะได้ปรับกระบวนทัศน์ หันมาทำหน้าที่อำนวยความสะดวก ต่อการเรียนรู้แบบใหม่นี้ แต่จะทำไม่ได้ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ ที่ยึดถืออำนาจหน้าที่ และความสัมพันธ์ เชิงอำนาจ ตามแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กระผมจึงขอเสนอต่อท่านที่เคารพทั้งหลายว่า วงการเศรษฐศาสตร์ การเมือง น่าจะได้เข้าไปตั้งโจทย์และวิจัย เพื่อบอกสังคมว่า กระบวนทัศน์ที่ผิดพลาดในเรื่องรูปแบบการเรียนรู้ ของผู้ใหญ่ การเรียนรู้เพื่อการประกอบสัมมาชีพ ได้ก่อความเสียหายทางเศรษฐกิจและทางสังคมต่อประเทศไทย อย่างไรบ้าง
ในความเป็นจริงชุมชนไทยไม่ได้หยุดนิ่ง มีการเรียนรู้จากการปฏิบัติ มีการนำความรู้ปฏิบัติ (tacit knowledge) มาต่อยอดใช้ประโยชน์ ตามบริบทสัมมาชีพของตนอยู่แล้ว แต่ขาดมิติสำคัญที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ สร้างสรรค์อันไพศาล และเกิดนวัตกรรม คือการรวมกลุ่มกันเพื่อการเรียนรู้แบบแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ และมี “คุณอำนวย” หรือวิทยากรกระบวนการ (knowledge facilitator) ช่วยอำนวยความสะดวก และช่วยกระตุ้นพลัง ของปัญญาปฏิบัติ (phronesis)
เศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่องการเรียนรู้ ทั้งการเรียนรู้ในระบบ และการเรียนรู้ของชุมชน จึงเป็นการต่อสู้กัน ระหว่างการเรียนรู้แบบ “ศรัทธานำ” หวังพึ่งพิง หวังรับถ่ายทอดความรู้ หวังได้รับความเมตตาอุปถัมภ์ จาก “ผู้รู้” กับการเรียนรู้แบบ “ปัญญานำ” หวังพึ่งตนเอง และพึ่งพากันเอง หวังร่วมกันสร้างความรู้ขึ้นใช้เอง จากการปฏิบัติ แล้วร่วมกันไตร่ตรอง หาความหมาย จากสิ่งที่ตนสังเกตรับรู้จากการปฏิบัตินั้น เปรียบเทียบกับความรู้เชิงทฤษฎีที่มีอยู่แล้ว
กระผมเชื่อว่า การเรียนรู้แบบใหม่ ที่ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ หรืออย่างน้อยเป็นผู้ร่วมสร้างความรู้ เน้นสร้างความรู้โดยการปฏิบัติ แล้วแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ผ่านกระบวนการร่วมกันไตร่ตรอง (collective reflection) เพื่อเรียนรู้ให้ลึกขึ้น เป็นรูปแบบการเรียนรู้ ที่ถูกต้องตามหลักของการเรียนรู้สมัยใหม่ ที่เรียกว่า cognitive psychology และเป็นรูปแบบการเรียนรู้ ที่ปลดปล่อยผู้ถูกกดขี่จากโซ่ตรวนพันธนาการ ของความรู้เชิงทฤษฎี สู่ความมั่นใจตนเองจากการเรียนรู้ผ่าน สัมผัสของตนเอง ร่วมกับการร่วมกันไตร่ตรอง โดยการรับฟังการตีความที่แตกต่างหลากหลาย นำไปสู่การยกระดับปัญญาปฏิบัติร่วมกัน และอาจนำไปสู่การสร้างทฤษฎีใหม่ ที่เป็นทฤษฎีของคนธรรมดา ที่ไม่ใช่กูรู ไม่ใช่ “ปราชญ์” แต่เป็น “ปราชญ์ชาวบ้าน” ตัวจริง
Paolo Freire เขียนหนังสือ Pedagogy of the Oppressed เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๖๘ และมีการแปลเผยแพร่ ไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย แต่ ๔๕ ปีให้หลัง การศึกษาของประเทศต่างๆ รวมทั้งของประเทศไทย ก็ยังคงเป็น การศึกษาเพื่อการกดขี่ครอบงำ พันธนาการผู้คนด้วยทฤษฎี ด้วยความเชื่อ ด้วยการเรียนแบบรับถ่ายทอดความรู้ และการท่องจำ นักเรียนโรงเรียนชาวนา มูลนิธิข้าวขวัญสุพรรณบุรี ได้ค้นพบการเรียนรู้แบบปลดปล่อย เรียนจากการประยุกต์ใช้ความรู้ ร่วมกันการไตร่ตรอง (reflection หรือ AAR – After Action Review) ที่เป็นการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ โดยค้นพบตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๘ เป็นต้นมา
ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ ที่กระผมกราบเรียนมานั้น สรุปได้ว่า วิธีการเรียนรู้สมัยใหม่ที่จะก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างได้ผลดี ต้องใช้วัฒนธรรมชุมชนมาเป็นพลังของการเรียนรู้ พวกเราทุกคนทราบดีว่า ท่านอาจารย์ฉัตรทิพย์ และท่านอาจารย์ปรีชา สนใจ ให้คุณค่า และทำวิจัยเรื่องวัฒนธรรมชุมชนมาตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัฒนธรรมชุมชนชนชาติไท บัดนี้ วงการศึกษาทั่วโลก ได้สรุปจากผลการวิจัยมากมาย ว่าการเรียนรู้ที่ดีที่สุดในยุคปัจจุบันไม่ใช่วิธีนั่งท่องบ่นคนเดียว ไม่ใช่วิธีเรียนกับทิศาปาโมกข์สองต่อสอง แต่เป็นวิธีเรียนแบบที่ผู้เรียนรวมตัวกันเป็น "ชุมชนแห่งการเรียนรู้" (Learning Community) ร่วมกันดำเนินการ "เรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ" (Interactive learning through action) โดยมีครู ทำหน้าที่เป็น "ครูฝึก" ไม่ใช่ "ครูสอน" วัฒนธรรมชุมชน ตามที่ ศ. ดร. ฉัตรทิพย์ทำวิจัยเผยแพร่แก่สังคมไทย ได้กลายเป็นวิธีเรียนรู้ที่ดีที่สุดในยุคปัจจุบัน ทั้งเพื่อการเรียนรู้ของศิษย์และของครู ที่เรียกว่าเป็น team learning และการเรียนรู้ของครูเรียกว่า Professional Learning Community (PLC) ในภาษาของการจัดการความรู้ เรียกว่า CoP (Community of Practice) ของครู
สรุปว่า การเรียนรู้ที่มีพลังในยุคปัจจุบัน ต้องรวมตัวกันเรียนรู้ เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ นักเรียนในห้องเรียน ทำตัวเป็นสมาชิกของชุมชนเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในมิติที่รู้จริง รู้ลึก และรู้เชื่อมโยง ครูรวมตัวกันเป็นชุมชนเรียนรู้เพื่อการทำหน้าที่ครูที่ดีขึ้น มีความเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพครู ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพ รวมตัวกันเป็นชุมชนเรียนรู้เพื่อการประกอบอาชีพที่ได้ผลดียิ่งขึ้น
ที่กระผมเล่ามาทั้งหมด ทั้งเรื่องการศึกษาในระบบ และการเรียนรู้ของชุมชน คือเส้นทางสู่ประชาธิปไตย ผ่านกระบวนทัศน์ใหม่ วิถีปฏิบัติใหม่ด้านการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ และการศึกษาของผู้ใหญ่ หรือ การศึกษาผ่านการประกอบสัมมาชีพ ที่นักเศรษฐศาสตร์การเมือง น่าจะได้ร่วมกันตั้งโจทย์วิจัย เพื่อขับเคลื่อน สังคมไทยสู่สังคมประชาธิปไตยที่แท้จริง เป็นสังคมประชาธิปไตยที่เรียนรู้ปรับเปลี่ยนตนเองได้ ไม่จำเป็นต้องมีนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ หรืออัศวินขี่ม้าขาว หรือเทวดามาโปรด
วงการเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่ ท่านศาสตราจารย์กิตติคุณฉัตรทิพย์ นาถสุภา และอาจารย์ ดร. ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ ร่วมกันก่อตั้งขึ้น จะใช้โอกาสนี้อย่างไร เพื่อมีส่วนร่วมวางรากฐานประชาธิปไตยไทย จากมุมของวิชาการด้านเศรษฐศาตร์การเมือง กระผมขอตั้งความหวังว่า เมื่อเรามาร่วมกันเฉลิมฉลองชนมายุ ๘๔ ปี ของท่านอาจารย์ทั้งสอง เราจะได้เฉลิมฉลอง และเรียนรู้เรื่องราวสู่ความสำเร็จ ที่กระผมท้าทายไว้นี้
กระผมเข้าใจว่า ที่ประชุมนี้ เป็นที่ประชุมของผู้สนใจเรื่องความไม่เป็นธรรมในสังคม และต้องการมีส่วนขจัดปัดเป่า และด้วยสติปัญญาอันจำกัดของกระผม กระผมตีความว่า แก่นของการชุมนุมเฉลิมฉลองในวันนี้ ก็เพื่อสานต่ออุดมการณ์ อุดมคติ ของการกระทำเพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราเอง ที่มีคุณค่าสูงส่ง ซึ่งสิ่งหนึ่งคือผลประโยชน์ของส่วนรวม เพื่อความมั่นคงปลอดภัยของส่วนรวม ที่อาจใช้คำว่า เพื่อชาติ เพื่อมนุษยชาติ ซึ่งในสมัยของคุณจำกัด พลางกูร ศัตรูมาจากภายนอก ในรูปของสงคราม แต่ศัตรูสมัยนี้ ตามที่กระผมเสนอ มาจากภายใน จากการดำเนินการระบบการเรียนรู้ และความสัมพันธ์ระปว่างส่วนต่างๆ ในสังคม ผิดพลาด กระผมจึงขอมีส่วนร่วมด้วยการนำเสนอปาฐกถานี้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำ จากมุมของการสร้างสรรค์วิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง เพื่อเป็นปฏิบัติบูชาสนองพระคุณ ที่สองปราชญ์ไทย ศ. กิตติคุณ ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และ อาจารย์ ดร. ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ ได้มอบให้แก่ สังคมไทย ในช่วงอายุ ๗๒ ปีของท่าน
กราบขอบพระคุณครับ
วิจารณ์ พานิช
๔ ก.ย. ๕๖