สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ไปสำรวจพื้นที่ และโรงเรียนเป้าหมายที่จะลงไปช่วยจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ แบบธรรมชาติที่โรงเรียนวัดอ่างทอง อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ผอ.โรงเรียนวัดอ่างทอง กรุณาให้น้องครูนาถขับรถมารับ และส่งเสียดายน้องครูนาถไม่มีเวลาให้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก เราสนทนากันหลายเรื่องโดยเฉพาะการเรียนของลูกๆที่สังคมเมืองลากให้ต้องไปเรียนพิเศษเพ่อแข่งขันกันเข้าโรงเรียนในระบบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นการจัดการศึกษาของภาครัฐที่ไม่อาจบริหารจัดการจัดที่เรียนให้เพียงพอกับความต้องการ รวมทั้งการพัฒนาครูให้ถูกทิศทาง สนับสนุนครูให้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ใครๆชอบตีตราว่าครูฟุ้งเฟ้อ ไม่เจียมตัว เพียงแค่นี้ก็ฉายแววของผู้มองโลกแคบเสียเหลือเกินแล้ว คุณครูรุ่นก่อนหลักสูตร 2540 - 2544 หรือรุ่นก่อนมีการปรับปรุงหลักสูตร 2520 ป่านนี้ลูกศิษย์ลูกหาเต็มบ้านเต็มเมืองแล้ว อีกทั้งสังคมเมืองกึ่งชนบทก็ยังมีให้เห็นในปัจจุบัน รวมถึงสังคมชนบทจริงๆก็ยังปรากฏ โดยเฉพาะใกล้เคียงกทม. ที่มีค่าครองชีพสูงประการหนึ่ง ฉันไปเที่ยวตลาดบ้านแพ้ว สำรวจตลาดพบว่าอาหารสำเร็จรูปปรุงสดๆราคาถุงละ25-30 แต่ที่อำเภอเมืองสมุทรสาครกับข้าวถุึงละ 35-60 บาท ข้าวราดแกงกับข้าว 2 อย่างราคา 35 บาท ในโรงพยาบาล 25 บาท ก้วยเตี๋ยวน้ำชามละ 35 -45 บาท อีกส่วนหนึ่งของชีวิตครูคือการไปร่วมงานเกือบทุึกงานในสังคมที่อยู่ทั้งสังคมใกล้บ้านและห่างไกลออกไปซึ่งก็หมายถึงความจำเป็นที่ต้องใช้ปัจจัยทั้งสิ้น แต่ครูก็ต้องเกื้อหนุนนำไปตามเหตุ ยังมีค่าใช้จ่ายรายวันที่ต้องซื้อหาจัดเตรียมสำหรับเจ้าตัวเล็กๆ เพื่อให้การเรียนการสอนราบรื่นอีก งานของครูจึงต่างจากครูสอนพิเศษที่รับค่าตอบแทนเพียงอย่างเดียว หากรัฐยังมุ่งแก้ปัญหาครูไม่ถูกจุดกี่รัฐบาลก็จะเป็นเช่นทุกวันนี้
มาถึงโรงเรียนก็ได้รับการต้อนรับจากคุณครูหลายท่าน ทราบว่าผอ.ไปประชุมที่สพป. จึงยังไม่ได้เจอกันนอกจากสนทนาผ่านทางโทรศัพท์ หลังจากสำรวจสภาพของชั้นเรียน ปริมาณนักเรียน แล้วจึงมีเวลาเหลือเล็กน้อย น้องครูสอนภาษาอังกฤษมีเวลาก่อนพักได้พาเดินชมสถานที่วัดอ่างทองซึ่งมีรั้วติดกับโรงเรียน
มีภาพมาฝากค่ะ

คุณครูสอนภาษาอังกฤษ บ้านอยู่แดนอิสาน จังหวัดร้อยเอ็ดค่ะ เดินทางมาบรรจุเป็นข้าราชการครู จบเอกภาษาอังกฤษ ได้ทำหน้าที่มัคคุเทศก์พาไปชมแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติรอบๆโรงเรียน เรามุ่งไปที่แม่น้ำท่าจีนที่ไหลผ่านหน้าวัด ในสมัยก่อนชาวบ้านใช้เรือในการสัญจรไปมาแต่ปัจจุบันมีถนนตัดผ่านไม่ต่างกับเมืองอัมพวา สมุทรสงคราม แต่ที่นี่คือสมุทรสาคร และนี่เป็นครั้งที่ 2 ที่ฉันได้มาที่โรงเรียนแห่งนี้
ย้อนอดีตไปเมื่อปี 2518 ได้เคยมาขึ้นเรื้อหางยางที่นี่ ครั้งนั้นทำงานรับใช้ชาติในวงการลูกเสือชาวบ้าน เป็นทั้งทีมบรรเทิง และทีมตรวจเยี่ยมบ้าน ในตอนนั้นก็ปฏิบัติหน้าที่ครูบรรจุข้าราชการแล้วแต่ต้องไปทำงานร่วมกับกองทัพภาคที่ 1 และตำรวจตระเวณชายแดน ยังพอจำได้ว่ามีนายหนึงชื่อพี่อ่วม แต่จำได้ได้แล้วว่ายศขณะนั้นคืออะไร เขาเก่งมากมีความสามารถไม่ต่างกับนายตำรวจที่เคร่งครัดทั้งระเบียบวินัยแต่ที่พิเศษคือมีความสามารถด้านอินเตอร์เทนสูง คนเฒ่าคนแก่พากันหายเครียดหัวเราะกันได้ทั้งวันจนบางคนน้ำหมากกระเด็น ไม่มีใครป่วยเป็นโรคความดัน เบาหวาน ปวดเมื่อยก็ไม่มี ทุกคนจะพูดเป็นกำลังใจเมื่อเจอกันว่า"สู้ๆ สู้เพื่อพ่อหลวงแม่หลวงของเรา" จึงเป็นภาพประทับใจที่ไม่รู้ลืม
ในอดีตที่นี่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์กล้วยไม้ส่งขาย และมีการส่งออกนอกบ้างแล้ว โดยใช้น้ำจากแม่น้ำท่าจีนในการทำเกษตร และขนส่งโรงเรียนแห่งนี้ได้ถูกปรับปรุงด้านอาคารเรียนจนจำสภาพเดิมแทบไม่ได้ จะมีก็แต่อาคารหลังเก่าที่ถูกตัดเหลือห้องเดียวเนื่องจากทรุดโทรมมาก ทางโรงเรียนได้นำไม้ไปทำเป็นอาหารหลังใหม่ส่วนหนึ่ง ทำแหล่งเรียนรู้อีกส่วนหนึ่ง และยังเหลือไว้เป็นอนุสรณ์โดยจะปรับปรุงเป็นห้องพักครู นักเรียนที่นี่น่ารัก เรียบร้อย และมีท่าทีกระตือรือร้นมาก เป็นโรงเรียนขนาดเล็กค่ะ
เราเดินขึ้นไปกราบหลวงพ่อสุคโต พระพุทธรูปที่ชาววัดอ่างทอง ชาวกระทุ่มแบน และชาวสมุทรสาคร ให้ความเคารพ บูชา
นานๆได้เจอวัดที่มีสิ่งก่อสร้างสวยงามและสงบเงียบ มีพระพุทธรูปที่งดงาม และศักดิ์ศิทธิ์ ชาวบ้านจะมากราบไว้ขอพร
อดชื่นชมความสามัคคีของชาวพุทธและผู้มีจิตศรัทธาในการสร้างอันควร พอสมควรแก่ความดีงามเช่นนี้ไม่ได้

แล้วลัดลงมาที่ท่านั้น

ชอบทุ่นทำจากถังพลาสติกให้คุณครูนั่งพัก คุณครูมานีจันทร์ เปรมประเสริฐ์ เลือกที่จะนั่งชมปลาว่ายไปมาในแม่น้ำท่าจีน
และเอาเท้าแช่น้ำเล่นท่าทางจะมีความสุขด้วยนะคะ
ที่นี่เป็นเขตอภัยทานไม่อนุญาตให้ชาวบ้านมาจับปลาหน้าวัด ห้ามตกปลา จึงเป็นแหล่งอาศัยของปลาที่ชุมชุมและไม่หนีคนด้วยค่ะ
ฝั่งตรงข้ามเคยเป็นโรงงานแต่ลืมถามค่ะว่าเป็นโรงงานอะไร คราวหน้าลงพื้นที่วันที่ 5 กันยายน 56 นี้จะเก็บข้อมูลมาบันทึกเพิ่มค่ะ
เดินกลับเห็นศาลาไม้หลังเก่าซึ่งยังใช้ประโยชน์จนทุกวันนี้แต่ถ่ายภาพไม่ได้เพราะต้นไม้ล้อมรอบ มองศาลาไม่ถนัด
เห็นแต่เสาศาลาสูงมาก แล้วผ่านโบสถ์ตั้งใจจะเข้าไปกราบพระในโบสถ์แต่ประตูโบสถ์ปิด เห็นแต่ภายนอกเก็บภาพมาฝาก
ประตูโบสถ์สวยงามมากค่ะ เป็นไม้แกะสลักฝังมุก(เปลือกหอย)ค่ะ เข้าไปกราบพระไม่ได้ ก็ขอกราบอธิษฐานจิตนอกรั้วโบสถ์
ไว้คราวหน้าถ้าได้โอกาสก็ตั้งใจไว้แล้วว่าต้องได้ภาพมาฝากเพิ่มเติมค่ะ
ดอกสับปะรดในกระถางที่บ้านค่ะ ปลูกมาได้ครบ1 ปีเพิ่งมีดอกให้เห็น เอามาฝากทุกท่านค่ะ
ขอเตรียมตัวไปสวดมนต์เย็นก่อน ค่ะ
บรรยากาศเหมาะสมกับเป็นแห่งเรียนรู้จริง ๆ จ้ะ
พี่ต้อยเกือบพลาด น้องนึกว่า อ่างทองที่จังหวัดอ่างทองครับ
555
ขอชื่นชมทั้งกิจกรรมและธรรมชาตินะคะ...ขอบคุณค่ะ
อ่านด้วยใจเป็นสุขมากๆ..ขอบคุณค่ะ
น้องครูอาร์ม
โรงเรียนและวัดของสังคมไทยนั้นเป็ฯของคู่กันมา วัดเกื้อหนุนให้มีแหล่งเรียนรู้
โรงเรียนเสริมบทบาทครูให้สามารถพัฒนาลูกหลานของชุมชน
ชุมชนเข้มแข็งได้เพราะมีสมาชิกของชุมชนเป็นคนดีมีคุณธรรมมีความรู้
คุณครูทุกท่านและพระสงฆ์ทุกรูปที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจึงเป็นกำลังสำคัญให้กับชุมชน
หากมีหน่วยงานอื่นๆอยู่ในชุมชนและได้ร่วมมือกันสร้างสรรค์สิ่งดีงาม
ความเจริญทั้งทางกาย ใจ ครอบครัว จิตวิญญาณ จิตส้งคม
สังคมนั้นจะน่าอยู่ และเจริญก้าวหน้าเพียบพร้อมคุณธรรม
ร่มเย็นเป็นสุข ขอบคุณ๕่ะที่แวะมาอ่าน
ขอบคุณค่ะ บรรยากาศของการเรียนรู้ที่สงบและร่มรื่น
นอกจากจะเป็นแหล่งเรียนรู้ตามธรรมชาติแล้ว ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เป็น coperation ด้วยค่ะ
ขอบคุณค่ะน้องอ.ดร.ขจิต
ค่ืะ เกือบไิปแล้วจริงๆ 55
พี่นึกอยู่นะว่าต้องมีใครสักคนเข้าใจว่า
เป็นจังหวัดอ่างทอง อิอิ
ขอบคุณค่ะ
ดร. พจนา แย้มนัยนา
เป็นกิจกรรมที่ได้รับความร่วมมือจากเพื่อน ต่อเพืื่อน ต่อเพื่อนค่ะ
ครูต้อยทำแบบนี้มานานถึง 15 ปี แล้ว แต่ระยะหลังเออรี่ได้ลงพื้นที่
แลกเปลี่ยนกับน้องๆครูอาจารย์ ช่วยให้อัลไซเมอร์น้อยลงค่ะ
ไม่งั้นคงแย่หากนั่งๆนอนๆอยู่กับโรคประจำตัวอย่างเดียวแน่เลย
ขอบพระคุณค่ะ พี่ใหญ่มาให้กำลังใจ
ชีวิตยังมีโอกาสเช่นี้ก็มีความสุขค่ะ
ตามอัตภาพ และความสามารถที่จ่ะช่ัวยสัง้คมได้ค่ะ
และขอบคุณดอกไม้กำลังใจจากทุกท่านนะคะ วันที่ 5 กลับมาจะได้นำภาพน่ารักๆของเด็กน้อยมาฝากค่ะ
สวัสดีค่ะ ครูต้อยติ่ง
เข้ามาอ่าน สิ่งที่ครูถ่ายทอด ช้าไปหน่อย แต่ อ่านแล้ว เข้าใจ และเห็นด้วยในหลายสิ่งอย่าง ที่ครูถ่ายทอด ค่ะ
- "อีกทั้งสังคมเมืองกึ่งชนบทก็ยังมีให้เห็นในปัจจุบัน รวมถึงสังคมชนบทจริงๆก็ยังปรากฏ โดยเฉพาะใกล้เคียงกทม."
ยืนยันว่าเป็น เช่นนั้นจริงแท้แน่นอนค่ะครู
นอกจากนั้นแล้ว ก็ยังมีสิ่งที่น่าเสียดายคือ
"สังคมชนบท ที่ถูกนำมาขาย ด้วยวิถีแห่ง สังคมเมือง"
อันนี้ พบเห็นได้จาก "สถานที่ท่องเที่ยว ที่เกิดเป็นดอกเห็ด" โดยเฉพาะ สารพัดตลาดน้ำ ข้าว-ของ แำพง ฝืนธรรมชาติ .....เริ่มจะบ่น ไปเรื่อย.....
จะคอย ติดตาม กิจกรรมดีดี ของครูต้อยติ่ง ต่อไปนะคะ
ขอบคุณค่ะ
Joy
ชอบประโยคนี้มากค่ะ
"สังคมชนบท ที่ถูกนำมาขาย ด้วยวิถีแห่ง สังคมเมือง"
เพราะเหตุนี้เราจึงมักพบชนบทเทียมเรียกแบบขำๆว่าชนบทลูกครึ่ง จะไปทางไหนก็ไม่ไป ครึ่งๆกลางๆ ดีนะที่ไม่เป็นสังคมแบบครึ่งผีครึ่งคน แต่นั่นก็คือพัฒนาการของความเจริญ ซึ่งแต่ละที่มีความแตกต่างกัน คงไม่ต่างจากที่พี่นำเสนอช้าไปหน่อย...นะคะ
สำหรับตลาดน้ำที่วัดนี้พี่ไม่เห็นนะคะ ไม่วุ่นวายชวนเวียนหัว ไม่หลอกประชาชนว่าเป็นฝีมือชาวสวนเพราะที่นี่เขาปลูกก้วยไม้แท้ๆไม่มีกล้วยไม้จากที่อื่นมาหลอกว่านี่ของจากสวนที่นี่นะจ๊ะ...