แนวทางการพัฒนาทักษะและสมรรถนะของนิสิตนักศึกษาครูในศตวรรษที่ 21


แนวทางการพัฒนาทักษะและสมรรถนะของนิสิตนักศึกษาครูในศตวรรษที่ 21

 

เฉลิมลาภ  ทองอาจ[*]

 

บทนำ

          ศตวรรษหน้าเป็นศตวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลง  โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ประชาชนจะมีเครือข่าย ทั้งโลกจริงและโลกออนไลน์  ระบบสังคมออนไลน์จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้ของครู  อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เป็นแต่เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น  ครูในศตวรรษใหม่ จำเป็นจะต้องพัฒนาตนเองให้มีสมรรถนะด้านอื่น ๆ อีกหลายด้าน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมแห่งการเรียนรู้  และสังคมแห่งการเปลี่ยนแปลง บทความนี้มุ่งนำเสนอทักษะและสมรรถนะสำคัญที่จำเป็นสำหรับครูในศตวรรษใหม่  ที่จะเป็นฐานให้ครูพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะพื้นฐานเช่นเดียวกันกับตนได้ 

          แนวคิดที่ว่า จะสอนให้ผู้เรียนมีหรือเป็นสิ่งใด ครูจะต้องมีหรือเป็นในสิ่งนั้นเสียก่อน  เป็นแนวคิดพื้นฐานที่ดำรงอยู่ไม่เสื่อมคลาย  น่าสนใจที่ว่า  กระแสที่กำลังเกิดขึ้นในระบบการศึกษาปัจจุบัน คือ การมุ่งพัฒนาให้นักเรียนมีสมรรถนะสำคัญหรือจำเป็นในศตวรรษที่ 21 แต่ในขณะเดียวกัน เรากลับไม่เคยตั้งคำถามว่า แล้วครูที่จะสอนให้ผู้เรียนมีสมรรถนะเช่นว่า  ควรจะเป็นผู้มีสมรรถนะหรือทักษะเช่นว่านั้นก่อนหรือไม่   ถ้าควร จะมีวิธีการหรือแนวทางอย่างไร เพื่อให้ครูหรือนิสิตนักศึกษาที่จะเป็นครูเกิดทักษะหรือสมรรถนะดังกล่าว คำถามเหล่านี้คือประเด็นที่จะได้อภิปรายต่อไป 

ทักษะและสมรรถนะของนิสิตนักศึกษาครูในศตวรรษที่ 21

 

          ศาสตราจารย์วุฒิคุณ  ดร. Jyrki Loima  (adjunct professor Dr. Jyrki Loima)  ผู้อำนวยการบริหาร โรงเรียนการฝึกหัดครูวิกกิ  มหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ  ประเทศฟินแลนด์ ได้เดินทางมาจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถในการเป็นพี่เลี้ยง (mentoring) นิสิตนักศึกษาครู  ให้แก่คณาจารย์คณะครุศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างวันที่  26-30  สิงหาคม  2556  การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้  เป็นการประชุมสามประสาน เนื่องจากผู้เข้าอบรมคือคณาจารย์จากหน่วยงานหลักของคณะ 3 ส่วน  ได้แก่ คณาจารย์จากภาควิชา คณาจารย์จากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม และคณาจารย์จากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ฝ่ายประถม  การประชุมในครั้งนี้ คณาจารย์ได้เข้ากลุ่มอภิปราย  เพื่อนำเสนอร่างสมรรถนะสำคัญสำหรับนิสิตนักศึกษาครู ที่จะออกไปปฏิบัติงานครูในสถานศึกษา ซึ่งสามารถประมวลสมรรถนะที่สำคัญมาได้หลายสมรรถนะ ดังนี้ 

          1.   เจตคติที่ดีและความศรัทธาต่อวิชาชีพครู (positive  attitude and  faith  in  teacher  professional)  ภาระงานชองครู มิได้มีแต่การจัดการเรียนการสอนเท่านั้น แต่ยังมีภาระงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก การที่นิสิตส่วนหนึ่งออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ โดยที่มิได้ทราบ หรือมีประสบการณ์เกี่ยวกับงานครูในด้านอื่น ๆ มาก่อน อาจทำให้นิสิตนักศึกษาเกิดภาวะตกใจอย่างรุนแรง  (shock)  และอาจเห็นว่างานครูเป็นงานที่หนัก  ส่งผลให้ไม่ประสงค์ที่จะประกอบวิชาชีพนี้ในอนาคตได้  ดังนั้น  จึงต้องมีแนวทางให้นิสิตนักศึกษาเข้าไปสัมผัสงานครู ในส่วนอื่น ๆ นอกเหนือจากการสอน  ตั้งแต่ระยะเนิ่นๆ ของการเรียนด้วย เพื่อให้เห็นภาพรวมการทำงานทุกด้าน สำหรับเป็นข้อมูลในการตัดสินใจหรือวางแผนเกี่ยวกับอนาคตของตนเอง  นอกจากนี้ ยังจะต้องแสวงหาแนวทางเพื่อสร้างศรัทธาต่อวิชาชีพครู ให้เป็นสิ่งที่นิสิตนักศึกษามุ่งมาดปรารถนา และเห็นว่า อาชีพที่ตนเองกำลังจะก้าวเข้าไปนั้น เป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่ง 

          2.  คุณธรรม จริยธรรม จรรยา มารยาท  (morality  and  integrity) สังคมไทยให้ความสำคัญกับการเป็นแบบอย่าง (role model) ของครู แม้ว่าค่านิยมนี้จะคลี่คลายลงมา เพื่อให้ครูมีความยืดหยุ่นในการปฏิบัติตนมากยิ่งขึ้น  แต่ครูยังคงต้องเป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตนตามหลักคุณธรรม และมีจริยธรรมพื้นฐานในการปฏิบัติตน รวมถึงเป็นผู้มีมรรยาทดี ประพฤติตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามกาลเทศะ  แนวทางการพัฒนาสมรรถนะด้านนี้  ผู้เป็นพี่เลี้ยงจำเป็นจะต้องนำตัวอย่างเหตุการณ์ที่ท้าทายให้เกิดความครุ่นคิด เกี่ยวกับประเด็นเรื่องศีลธรรมต่าง ๆ ทั้งที่ปรากฏทั่วไป และที่ปรากฏในบริบทของการศึกษา มาให้นิสิตนักศึกษาศึกษาและวิพากษ์ เพื่อให้เกิดความตระหนักว่า งานครูเกี่ยวข้องกับประเด็นด้านคุณธรรมและจริยธรรมอยู่ตลอดเวลา 

          3.  ความสามารถในการสื่อสารและการแสดงออก (communication/expression skills)  คำว่าสื่อสาร มิได้หมายถึงการสื่อสารด้วยวิธีพูดหรือเขียนเท่านั้น แต่หมายรวมถึงการสื่อความในทุกรูปแบบ  และสื่อความในหลายวัตถุประสงค์ด้วยกัน  การสื่อสารเน้นไปที่การสื่อสารเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ สื่อสารอย่างเปิดใจ (open-minded) สื่อสารเพื่อแลกเปลี่ยน (sharing)  สื่อสารเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ  (trust)  สื่อสารเพื่อแก้ปัญหา ฯลฯ   ครูบางคนแม้จะมีรู้ในเชิงเนื้อหา แต่ขาดทักษะการสื่อสาร ก็ไม่อาจจะทำให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ได้ดีที่ควร  นอกจากนี้     ครูควรจะมีความสามารถในการแสดงออกซึ่งความคิด อารมณ์และความรู้สึกอย่างสร้างสรรค์       การแสดงออกนี้สามารถกระทำได้ในหลายรูปแบบ เช่น  การเขียน การเล่า การสนทนา  การวาดภาพ การทำแผนผัง  การแต่งเพลง การแต่งคำประพันธ์ การแต่งเรื่องราว รวมถึงการใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ เพื่อสื่อความหมายบางประการ ซึ่งในที่นี้เป็นเทคนิคที่เรียกว่า  การสอนด้วยการใช้เรื่องเล่า (narrative teaching)  อันเป็นการกระตุ้นความรู้และประสบการณ์ของผู้เรียน  นอกจากนี้ ผู้เรียนยังจะต้องสามารถสื่อสารด้วยภาษาที่นอกเหนือไปจากภาษาแม่ จึงจะช่วยให้ครูเกิดความเข้าใจสภาพ  ต่าง ๆ รวมถึงประเด็นด้านการเรียนการสอนของระดับสากลมากยิ่งขึ้น 

 

 

          4.  ความสามารถในการปรับตัวและการมีความยืดหยุ่น (adaptation skills and flexible)  กรอบหรือวินัยนำมาซึ่งความรู้สึกอึดอัด  ก่อให้เกิดความไม่สบายกายและไม่สบายใจ     การพัฒนาครูจึงไม่ควรทำภายใต้กรอบเช่นว่านั้น  พี่เลี้ยงจะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับลักษณะของนิสิตนักศึกษา  และจัดการเรียนการสอนรวมถึงการนิเทศการสอนด้วยความยืดหยุ่น  ตามสภาพปัจจัยต่าง ๆ เท่าที่มี รวมถึงการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ที่อาจจะมีอยู่อย่างจำกัดอย่างคุ้มค่า             โดยพิจารณาจากพื้นฐานความแตกต่าง ทั้งในเรื่องความต้องการ ความสามารถ ความพร้อมที่นิสิตนักศึกษามี การปรับตัวและการยืดหยุ่นนั้น สามารถใช้หลักการง่าย ๆ ว่า ใจเขาใจเราซึ่งจะช่วยให้พี่เลี้ยง เข้าใจและเห็นอกเห็นใจ ตลอดจนพยายามยืดหยุ่นทุกวิถีทาง เพื่อช่วยให้นิสิตนักศึกษาครูสามารถปฏิบัติงานครูต่อไปได้ตามศักยภาพ    

          5.  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ  (ICT skills) การสร้าง ชั้นเรียนนอก  ชั้นเรียน หรือชั้นเรียนเสมือน ที่ผู้เรียนสามารถสนทนากับผู้สอน ศึกษาหาความรู้ นำเสนอความคิดเห็นของตนในรูปแบบต่าง ๆ  หรือใช้โปรแกรมนำเสนอสำเร็จรูป และสะท้อนผลการเรียนของตนเองและผู้อื่นได้  เป็นสมรรถนะหลักที่ครูในศตวรรษที่ 21 ควรมี  ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศ     มีหลายรูปแบบ ทั้งสื่อที่ใช้ทั้งในการศึกษาค้นคว้า เช่น  search  engine ต่าง ๆ เว็บไซต์ หรือ         E-learning  ขององค์กรทางการศึกษา โปรแกรม แอพพลิเคชั่น สำหรับนำเสนอหรือแสดงออกซึ่งความคิดและความหมาย เช่น  instragram, Flickr  รวมถึงสื่อและแอพพลิเคชั่น ที่เน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์ เช่น  line, facebook, wikispace, blog  ฯลฯ  ซึ่งจะช่วยให้อาจารย์  (teachereducator)  และนิสิตนักศึกษาครู (teacher  student)  มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน และสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหา (content) ในลักษณะ 3 ฝ่าย  ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

          6. ความสามารถในการจัดการแบบบูรณาการ (integrated  management  skills)     ด้วยสภาพของงานครูที่ต้องเกี่ยวข้องกับศาสตร์และทักษะหลายประเภท ทั้งศาสตร์ด้านจิตวิทยา ทฤษฎีการเรียนรู้ ทฤษฎีหลักสูตร การสอน การวัดและประเมินผล ฯลฯ  และทักษะการสังเกตผู้เรียน การจัดการชั้นเรียน  การสื่อสารและการโน้มน้าว การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ฯลฯ เหล่านี้เมื่อมารวมอยู่ภายในครูเพียงคนเดียว  จึงจำเป็นที่ต้องเป็น    ผู้ที่เชื่อมโยงและบูรณาการศาสตร์และทักษะเหล่านี้  เพื่อนำไปใช้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้  ในการจัดการกับระบบของการจัดการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นระบบของการบริหาร  ระบบการควบคุมและติดตาม ระบบของการสนับสนุนให้เกิดการสร้างนวัตกรรม ก็จะต้องดำเนินการในลักษณะของ     การบูรณาการด้วย  เพื่อไม่เกิดการทำงานที่ซ้ำซ้อน  และสามารถที่จะพัฒนางานให้หลากหลายภายใต้พื้นฐานที่มีร่วมกัน 

 

          7.  ความสามารถในการทำงานเป็นทีม (teamwork  skills)  การทำงานเป็นทีม มิได้หมายถึงการเข้ากลุ่มเพื่อทำงานใดงานหนึ่งเท่านั้น  แต่ยังหมายถึงการที่กลุ่มมีความตระหนัก หรือมีจิตวิญญาณร่วม ที่จะพัฒนาสิ่งที่กลุ่มทำอยู่ให้ดียิ่งขึ้น  ในฐานะที่สมาชิกทุกคนรู้สึกว่า สิ่งที่กลุ่มทำอยู่นั้นคือหน้าที่หรือความรับผิดชอบที่ทุกคนร่วมตระหนักรับรู้  หลักการสำคัญที่จะพัฒนาวิชาครูให้สามารถทำงานเป็นทีมได้ คือ การพัฒนาเรื่องการยอมรับและเคารพ (respect)  ในเพื่อนร่วมกัน   รู้จักที่จะเปิดใจ (open minded)  ไม่อายที่จะร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (sharing)  ปรับเปลี่ยนทัศนคติ และพยายามที่จะสังเคราะห์  (synthesis)  แนวทางใหม่ ๆ เพื่อนำมาใช้ในการปฏิบัติงานครูและงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง  แนวทางที่จะทำให้นิสิตนักศึกษาครู สามารถทำงานเป็นทีมได้มากยิ่งขึ้น           คือ ส่งเสริมให้การทำกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งด้านการกำหนดเป้าหมายของการสอน กิจกรรมการเรียน   การสอน  และการวัดและประเมินผล มีผู้เรียนเข้ามามีส่วนร่วมในลักษณะเป็นทีม     

          8.  ความสามารถในการเป็นกัลยาณมิตรของนักเรียน  (Kalayanamitra skills)  แนวคิดการเป็นพี่เลียงแบบกัลยาณมิตร เป็นแนวคิดของทางตะวันออก ซึ่งเน้นการปรับเปลี่ยนบทบาทของพี่เลี้ยงจากเดิมที่เป็นครูหรืออาจารย์นิเทศ  ให้กลายมาเป็น เพื่อนที่ดีของนิสิตนักศึกษาครู   พี่เลี้ยงจะต้องสามารถปฏิบัติตนให้เป็นที่รัก  คือเห็นแล้วประสงค์ที่จะเข้าไปปรึกษาไต่ถามเรื่องการเรียน   การสอน  มีความน่าเคารพ ปฏิบัติตนได้สมฐานะ  เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ  มีภูมิปัญญาอันแท้จริง รู้จัก     การพูด รู้จักการให้เหตุผลในการแสดงความคิด ให้คำแนะนำปรึกษา มีความอดทน รู้จักรับฟัง      และสามารถอธิบายสิ่งที่ยุ่งยากซับซ้อนให้เข้าใจได้ง่าย สำหรับแนวทางฟากตะวันออกที่สอดคล้องสำหรับการทำตนให้เป็นมิตรหรือเพื่อนที่ดีก็คือ เทคนิคสนทนา (dialoge) พี่เลี้ยงสามารถนำเทคนิคนี้มาช่วยสร้างบรรยากาศแห่งการเปิดใจรับฟัง เมื่อต่างฝ่ายต่างเห็นอกเห็นใจกัน ต่างฝ่ายต่างก็จะเติมพลังใจให้แก่กัน และที่สุดแล้ว  มิตรภาพอันมั่นคงระหว่างพี่เลี้ยงและนิสิตนักศึกษาครูก็จะเกิดขึ้นได้

          9.  ความสามารถในการทำวิจัย  (research  skills)  งานครูเป็นงานของการพัฒนาคนและพัฒนางาน ซึ่งทั้งคนและงานต่างก็เกิดปัญหาต่าง ๆ เป็นระยะ การแก้ปัญหาในขณะปฏิบัติงาน        ในลักษณะของการลองผิดลองถูก  โดยใช้วิธีที่คิดขึ้นทันที  และอาจจะแสวงหาวิธีใหม่  เมื่อวิธีเดิมไม่ประสบผล  ทดลองไปเรื่อย ๆ เช่นนี้ เรียกว่า การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (action research)  นิสิตนักศึกษาครู จะต้องมีความสามารถในการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการ หรือวิจัยเพื่อแก้ปัญหาของการเรียนการสอน เพื่อทำความเข้าใจสภาพปัญหาต่าง ๆ หรือเพื่อนำผลการศึกษาไปใช้แก้ปัญหาอย่างใด   อย่างหนึ่งของการเรียนการสอน  การวิจัยนี้ ครูสามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นจะต้องอาศัยหลักวิชาที่ซับซ้อนแต่อย่างใด  ดังนั้น แนวทางการพัฒนาให้นิสิตนักศึกษาครูมีทักษะการทำวิจัย        ในชั้นเรียน ก็ควรเริ่มจากการให้สังเกตชั้นเรียน  สังเกตผู้เรียนและปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น  ด้วยการใช้เครื่องมือพื้นฐาน เช่น แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกข้อมูล  ซึ่งการทดลองใช้วิธีต่าง ๆ          หรือวิจัยวนรอบไปเรื่อย ๆ  จะก่อให้เกิดแนวทางการปฏิบัติดีที่สุด (best practice) สำหรับแต่ละปัญหาที่เกิดขึ้น

          10.  ความสามารถในการนำความรู้มาใช้ในการปฏิบัติวิชาชีพ (application skills)  สภาพปัญหาประการหนึ่งที่พบหลังจากที่นิสิตนักศึกษาครูสำเร็จการศึกษาแล้วไปประกอบอาชีพ คือ  นิสิตนักศึกษาครูไม่สามารถนำความรู้ แนวคิด หลักการและทฤษฎีต่าง ๆ ที่ได้เรียนไประหว่างฝึกหัดครูมาใช้ในการจัดการเรียนสอน หรือการปฏิบัติงานในชั้นเรียนจริง  นิสิตนักศึกษาครูจึงขาดทักษะ   การนำความรู้ไปใช้  ปัญหานี้ถือเป็นปัญหาที่สำคัญ เพราะจะทำให้นิสิตนักศึกษาไม่สามารถสร้างสมดุลระหว่างเนื้อหา (content)  กับการเรียนการสอนได้ (pedagogy) ได้ ผลที่ตามมาก็คือ นิสิตนักศึกษาครูก็จะสอนโดยมุ่งเน้นแต่เนื้อหา มิได้คำนึงกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน กลายเป็นการสอน หนังสือแต่ไม่ได้สอนให้ผู้เรียนเรียนรู้วิธีการเรียน (learn how to learn)  จากปัญหาดังกล่าว     จึงจำเป็นจะต้องพัฒนาทักษะการนำความรู้ไปใช้   ซึ่งสามารถกระทำได้ด้วยการจัดการเรียนการสอนนิสิตนักศึกษาครูที่เชื่อมโยงกับบริบทของชั้นเรียน กล่าวคือ นิสิตนักศึกษาครูไม่ควรจะเรียนแต่เฉพาะภาคทฤษฎีในคณะหรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่รายวิชาต่าง ๆ ที่สอนในคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ควรจะปรับปรุง โดยเพิ่มสัดส่วนของการฝึกปฏิบัติในสถาบันการศึกษาจริง ๆ (workplace education) อันจะก่อให้เกิดความเชื่อมโยง และเกิดความเข้าใจว่า หลักวิชาเมื่อนำมาใช้ในชั้นเรียน จะต้องปรับเปลี่ยนหรือยืดหยุ่นอย่างไรบ้าง  ทักษะหรือสมรรถนะข้อนี้ จำเป็นจะต้องอาศัยผู้จัด      คือ คณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ จะต้องดำเนินการปรับเปลี่ยนแนวทางที่ใช้อยู่เดิมโดยเร่งด่วน   

 

 

บทสรุป

          จากที่กล่าวมาข้างต้น นำมาสู่คำถามที่สำคัญว่า  การพัฒนาครูให้มีความสามารถต่าง ๆ ดังที่กล่าวมานั้น  หากจะต้องดำเนินการให้ครบถ้วน พี่เลี้ยง (mentoring) จะต้องทำอะไร (what) และทำ     อย่างไรบ้าง (how)   คณะครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์ ควรทำอย่างไร และฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมีใครบ้าง  ในส่วนนี้  ผู้เขียนขอนำเสนอแนวคิดสามประสาน (three coordination) อันเนื่องมาจากการที่  Loima เสนอว่า  แนวคิดของการเป็นพี่เลี้ยง คือ การพัฒนานิสิตนักศึกษาครู ให้สามารถสร้างสมดุลในสามส่วน ได้แก่ ครู  เนื้อหา และผู้เรียน  ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน  แนวคิดสามประสานดังกล่าวอาจเรียกว่า  สามประสานการนิเทศ  หลักการสำคัญของการนิเทศโดยพี่เลี้ยง คือ การให้  3 ฝ่าย ประกอบด้วย  นิสิตนักศึกษา  พี่เลี้ยง 1  (อาจารย์มหาวิทยาลัย) และพี่เลี้ยง 2 (ครูประจำการ)  มีส่วนร่วมในการกำหนดกิจกรรมการนิเทศ  รูปแบบของการนิเทศ และอาจารย์พี่เลี้ยง (mentor) ควรเสริมสร้างให้ทั้ง  3 ฝ่ายมีปฏิสัมพันธ์กัน ผ่านการใช้เทคโนโลยี   การสื่อสารสังคมออนไลน์รูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้ระหว่างการปฏิบัติงาน หรือการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ทั้งสามฝ่ายสามารถสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์เรื่องของการเรียนการสอนได้ตลอดเวลา ลักษณะของการสื่อสารควรเน้นไปที่การเปิดใจและการรับฟัง  การนิสิตนักศึกษาครูเล่าเรื่องหรือแสดงออกซึ่งความรู้ ความคิด ความรู้สึกและประสบการณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ตนเองประสบพบในชั้นเรียน สามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์และสะท้อนผลการปฏิบัติงาน อันจะนำไปสู่ปัญหาของการวิจัยในชั้นเรียน หรือการทำงานเป็นทีมร่วมกับเพื่อนนิสิตนักศึกษาครู เพื่อประสานความร่วมมือในการแก้ปัญหา  ในขณะเดียวกัน เมื่อนิสิตปฏิบัติงานสอน นิสิตก็สามารถที่จะใช้หลักสามประสานนี้กับผู้เรียนของตนเอง โดยนิสิตในฐานะครู ผู้เรียน  และอาจารย์พี่เลี้ยงในโรงเรียน สื่อสารและสร้างปฏิสัมพันธ์กันในเรื่องของการจัดการเรียนการสอน ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและเน้นการทำงานเป็นทีม  นี่จึงจะเรียกได้ว่า เกิด ก้าวเริ่มสู่เส้นทางแห่งพัฒนาวิชาชีพครูไปสู่ศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง

__________________________________________



[*] อาจารย์กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม

              อาจารย์พี่เลี้ยง สาขาวิชาภาษาไทย  คณะครุศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 



ความเห็น (5)
  • สวัสดีครับอาจารย์
  • มาศึกษาทักษะที่ว่าที่ครูอย่างผมควรจะเป็นครับ
  • จะได้เตรียมพร้อมและปรับปรุงครับ
  • ขอบคุณบทความครับ

น่าสนใจมาก

เหมือนใน 21st century skills เลยนะครับ

วิลาวัณย์ จารุอริยานนท์

น่าสนใจมากคะ

ดร.นีรนาท จุลเนียม

เรื่องน่าสนใจ ...เข้ากับยุค 4.0 คณะครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์  จะได้มีแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้น


พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี