ถ้าคุณถามว่าชาติหน้ามีไหม ? 

อาตมาก็ถามว่า พรุ่งนี้มีไหม ? ถ้ามี ... พาไปดูได้ไหม?

อย่างนี้คุณก็พาไปดูไม่ได้ ถึงแม้ว่าพรุ่งนี้จะมีอยู่ แต่ก็พาไปดูไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น
ถ้าวันนี้มี พรุ่งนี้ก็ต้องมี แต่สิ่งนี้เป็นของที่จะหยิบยกเอามาเป็น วัตถุตัวตนให้เห็นไม่ได้
ความจริงแล้ว พระพุทธองค์ท่านไม่ให้เราตามไปดูถึงขนาดนั้น
ไม่ต้องสงสัยว่าชาติหน้ามีหรือไม่มี
ไม่ต้องไปถามว่า คนตายแล้วจะเกิดหรือไม่เกิด อันนั้นมันไม่ใช่ปัญหา
มันไม่ใช่หน้าที่ของเรา

หน้าที่ของเรา คือ เราจะต้องรู้จักเรื่องราวของตัวเองในปัจจุบัน
เราต้องรู้ว่า เรามีทุกข์ไหม ? ถ้าทุกข์ มันทุกข์เพราะอะไร?
นี้คือสิ่งที่เราจะต้องรู้ และเป็นหน้าที่โดยตรงที่เราจะต้องรู้ด้วย 

พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เรา ถือเอาปัจจุบันเป็นเหตุของทุกอย่าง
เพราะว่าปัจจุบันเป็นเหตุของอนาคต คือถ้าวันนี้ผ่านไป
วันพรุ่งนี้มันก็กลายมาเป็นวันนี้ นี่เรียกว่าอนาคต คือ
พรุ่งนี้ มันจะมีได้ก็เพราะ วันนี้เป็นเหตุ

ทีนี้ อดีตก็เป็นไปจากปัจจุบัน
หมายความว่า ถ้าวันนี้ผ่านไป มันก็กลายเป็นเมื่อวาน นี้เสียแล้ว
นี่คือเหตุที่มันเกี่ยวเนื่องกันอยู่ ฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้เราพิจารณาเหตุทั้งหลายในปัจจุบัน เท่านี้ก็พอแล้ว 

ถ้าปัจจุบันเราสร้างเหตุไว้ดี อนาคตมันก็จะดีด้วย อดีต คือ วันนี้ที่ผ่านไป มันย่อมดีด้วย
และที่สำคัญที่สุด คือ ถ้าเราหมดทุกข์ได้ในปัจจุบันนี้แล้ว อนาคต คือ ชาติหน้าก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพูดถึง

 

ผมประทับใจหลวงพ่อ ในแง่ของความปราดเปรื่อง ... และเมตตา

หลวงพ่อ เป็นมนุษย์ที่ ปราดเปรื่องมาก มาก จริงๆ ครับ