จากความทรงจำของย่าในสงครามโลกครั้งที่สอง

โดย ปัฐมานันท์ แสงพลอยเจริญ (แต่งสมัยม.5ค่ะ)

         เมื่อคุณย่าของข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าพเจ้ามักจะไปคุยกับท่านเสมอ ๆ โดยจะให้ท่านเล่าเรื่องต่าง ๆ ในอดีตที่ท่านประทับใจหรือได้ประสบพบเห็นมาให้ฟัง ดังเช่นในเรื่องนี้ท่านได้เป็นผู้เจอเหตุการณ์โดยตรงเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง ที่จังหวัดนครสวรรค์ สงครามที่คนนครสวรรค์ไม่อาจลืมได้

          ในตอนนั้นคุณย่าเพิ่งจะแต่งงานกับอากง (ใช้สำหรับเรียกปู่เป็นภาษาจีน) ได้ไม่นานนัก ซึ่งอากงนั้นมาหางานทำจากเมืองจีน และในตอนนั้นท่านทั้งสองมีลูกด้วยกัน 3คน และพ่อของข้าพเจ้าก็ยังเล็กอยู่มาก ต้นสายปลายเหตุที่ก่อให้เกิดสงครามมีอย่างไรคุณย่าไม่ทราบ ทราบแต่เพียงว่ามีประกาศออกมามากมายถึงเรื่องที่ว่าจะมีสงคราม หรือไม่ก็ญี่ปุ่นจะบุกเข้ามา ในครั้งนั้นคนนครสวรรค์ประหวั่นพรั่นพรึงกันมากต่างคนก็ต่างรวบรวมสเบียงเก็บข้าวเก็บของ เพื่อให้พออยู่พอกินในยามสงคราม บางคนก็ขุดอุโมงค์ทำเป็นหลุมหลบภัยพอที่จะอยู่กันได้ครอบครัวหนึ่ง ๆ ซึ่งจะขุดอยู่ใกล้ ๆ กับบ้านของตน หรือถ้าไม่อยากขุดหรือขุดไม่ทันก็สามารถไปอาศัยหลุมหลบภัยรวมก็ได้ ภายในหลุมหลบภัยนั้นก็อาศัยกันอยู่คล้ายบ้านแต่มีข้อจำกัดเพียงว่า ห้ามจุดไฟสำหรับปรุงอาหารบนพื้น และห้ามทำอาหารที่มีควัน ส่วนการเข้าห้องน้ำนั้นก็อาศัยจังหวะ อาศัยช่วงที่ไม่มีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดก็เป็นใช้ได้ ซึ่งจะไปกันตามทุ่ง กกไม้ หรือตามริมแม่น้ำทั่วไป คุณย่าของข้าพเจ้าได้ไปอยู่ในหลุมหลบภัยรวมเพราะไม่สามารถขุดหลุมหลบภัยได้ อากงพยายามอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จเพราะดินมันพังลงมากลบหมด ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงต้องมาอยู่รวมกันกับครอบครัวอื่นอย่างเบียดเสียดและลำบาก จะหายใจก็ไม่ใคร่สะดวก จะคุยเสียงดังหรือทำกิจกรรมอะไรตามใจตัวเองก็ไม่ได้เพราะต้องเกรงใจคนอื่นเขา คุณย่าต้องทนอยู่กับสภาพอย่างนี้จนกระทั่งสงครามเลิกไป
           สัญญาณแห่งสงครามได้เริ่มขึ้น เมื่อวันหนึ่งที่คุณย่าไปจ่ายตลาด ท่านได้ยินเสียงประหลาดดังมาแต่ไกล ใช่แล้ว! มันเป็นเสียงของเครื่องบินที่กำลังทิ้งระเบิดอยู่ไกล ๆ นั่นเอง และมันกำลังมุ่งหน้ามาทางตลาดที่คุณย่ากำลังจับจ่ายซื้อของอยู่ เสียงหวอประกาศเตือนภัยดังขึ้น ผู้คนในตลาดต่างวิ่งกันกระจัดกระจายพลางทิ้งสิ่งของกันเกลื่อนกลาด บ้างร้องโวยวาย บ้างอุ้มลูกจูงหลานวิ่งกระเตงกันไปอย่างจ้าละหวั่น บ้างก็ทิ้งของขายวางไว้ตรงนั้น บ้างก็วิ่งหนีจนผ้านุ่งหลุดรุ่ย ส่วนพระเณรเองก็วิ่งออกมาจากวัดกันจีวรเปิดปลิวเพื่อมุ่งหน้าสู่หลุมหลบภัย แม้ภาพนั้นออกจะไม่น่าดูแต่ถ้าหากพูดถึงสถานการณ์ในตอนนั้น ทุกคนก็มีสัญชาติญาณที่จะต้องรักษาชีวิตของตนให้อยู่รอด ไม่มีใครสนใจใคร แม้คุณย่าก็เช่นเดียวกันวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตของในตระกร้าพลัดหกตกหายไปจนเกือบหมดสิ้น และในตอนนั้นไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นอีก ทราบแต่เพียงว่าสามีและลูกทุกคนกลับมาอย่างพร้อมหน้าในหลุมหลบภัยก็พอใจที่สุดแล้ว หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาคุณย่าก็จำเป็นต้องไปอยู่ในหลุมหลบภัยรวมนั่นเอง
            เวลาผ่านไปไม่นานคุณย่าก็ได้ยินเสียงเครื่องบินทิ้งระเบิดจนกลายเป็นเรื่องปกติ และเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้ดีว่าถ้าหากออกไปทำธุระนอกหลุมหลบภัยแล้วได้ยินเสียงนี้แล้วละก็ ทุกคนจะกระวีกระวาดกลับมายังหลุมหลบภัยให้เร็วที่สุด และในวันหนึ่งก็มีเรื่องหวาดเสียวที่เกิดขึ้น เมื่ออากงออกไปเอาของใช้บางอย่างในบ้าน ซึ่งพอดีกันในขณะนั้นเครื่องบินก็ได้ทิ้งระเบิดลงมาอีกครั้ง แรงกระแทกของระเบิดได้ผลักอากงไปชิดฝาผนังบ้านอีกด้านหนึ่ง ตอนที่อากงกำลังจะวิ่งหนีออกประตูไป ดังนั้นอากงจึงต้องอยู่ในบ้านเป็นเวลานานเพราะไม่กล้าลงไปด้านล่าง เนื่องจากมีสะเก็ดระเบิดอยู่ใต้บ้าน 4-5 แผ่นใหญ่ ๆ และแผ่นเล็กอีกมากมาย และถ้าหากอากงกระโดดลงไปเหยียบสะเก็ดระเบิดเมื่อไรก็หมายความว่าต้องจบชีวิตลงไปกับบ้านที่ระเบิดเป็นจุณแน่ ทั้งคุณย่าและลูก ๆ ต่างหวาดเสียวกันมากจึงได้แต่ภาวนาขอให้อากงปลอดภัย ในขณะเดียวกันทุก ๆ คนก็พยายามหาทางที่จะช่วยอากงออกมาจากตัวบ้านให้ได้ และในที่สุดอากงก็คิดออก จึงค่อย ๆ เดินลงบันไดมา แล้วนับ "ขั้นที่หนึ่ง สอง สาม สี่" อึ้บ! อากงกระโดดตัวลอยปลิวหวือออกมานอกตัวบ้านท่ามกลางเสียงร้องโวยวายของทุกคน แต่ประจวบเหมาะพอดีที่อากงเหยียบอยู่บนพื้นเนินดินซึ่งอยู่ตรงข้ามประตูบ้าน ซึ่งที่ตรงนั้นห่างจากบ้านพอสมควรต้องใช้แรงอย่างมากจึงจะกระโดดมาถึงได้ และท่ามกลางความโล่งใจของทุกคนไม่นานก็พบว่ารอบ ๆ เนินดินก็มีสะเก็ดระเบิดอยู่บ้างเหมือนกัน อากงจึงตัดสินใจค่อย ๆ ย่องฝ่าสะเก็ดระเบิดนั้นออกมาอย่างปลอดภัย เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้ากันอีกครั้ง ทุกคนก็ดีใจระคนกับความโล่งอก แต่ที่เป็นมากที่สุดเห็นจะไม่มีใครเกินคุณย่า และต่อมาจึงไม่มีใครที่จะกล้าไปทำธุระที่เสี่ยง ๆ อย่างนั้นอีก
           สงครามกินเวลานานเท่าไรคุณย่าไม่ได้ระบุ เพียงแต่รู้ว่ามันกินเวลายาวนานพอสมควร มีบางช่วงที่ทหารญี่ปุ่นผ่านเข้ามาในตัวเมืองนครสวรรค์ พวกนั้นหน้าตากราดเกรี้ยว น่ากลัวมากแม้แต่เด็กเล็ก ๆ เห็นก็ยังต้องร้องกระจองอแง และคุณย่าได้เล่าว่าสะพานเดชาติวงศ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ในทุกวันนี้ไม่ใช่สะพานที่สร้างในครั้งแรก เพราะสะพานเดิมนั้นได้สร้างก่อนสงครามโลกครั้งที่สองและได้ถูกระเบิดทำลายไปแล้วโดยฝ่ายญี่ปุ่นแต่รัฐบาลไทยและชาวนครสวรรค์ได้บูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ แต่ก็ถูกทำลายอีกเป็นเช่นนี้หลายครั้งจนครั้งสุดท้าย สร้างเมื่อสงครามเสร็จสิ้นลงและพวกเราก็ได้เห็นมันตั้งตระหง่านอยู่ทุกวันนี้
           สงครามในครั้งนั้นได้คร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย หลายคนต้องสูญเสียญาติพี่น้องและมิตรสหายไปอย่างไม่มีกลับ บ้านเมืองนครสวรรค์เสียหายมากจนต้องบูรณะซ่อมแซมกันใหม่ ทั้งทหารก็ต้องมากู้ระเบิดกันเนือง ๆ แต่ก็ยังไม่วายมีคนเสียชีวิตเพราะสะเก็ดระเบิดจนได้ โศกนาฏกรรมในครั้งนั้นยังเป็นสิ่งที่ชาวนครสวรรค์ในสมัยนั้นไม่เคยลืม แต่ก็ยังคงเลือนลางหายไปกับกาลเวลาและผู้คนในสมัยนั้นที่ล้มหายตายจากไป ทิ้งไว้แต่เพียงแผ่นดินที่เราเหยียบย่ำและเคยเกิดสงครามมาแล้วเท่านั้น ซึ่งสงครามในครั้งนั้นได้สอนบทเรียนอันเจ็บแสบแก่คนไทยว่า "ไม่มีสงครามและการต่อสู้ใด ๆ ที่จะแลกมาด้วยความสงบสุข และการไม่สูญเสียเลือดเนื้อ" และบทเรียนอันล้ำค่าบทนี้ก็ยังคงเป็นอุทธาหรณ์สะท้อนอยู่ในจิตใจคนไทยอยู่เรื่อยมา

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สารคดี



ความเห็น (1)

สงครามโหดร้ายทารุณมากครับ..ขออย่าได้มีขึ้นอีกเลย..

หมายเลขบันทึก

546285

เขียน

22 Aug 2013 @ 20:55
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 3, ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก