ขอนอบน้อมคารวะต่อท่านกัลยาณธรรม และรัตนมิตรทุกท่านของอีตาลุงเหมยครับ.....วันนี้เราจะมาคุยกันต่อนะครับ...คราวก่อนเราได้รับทราบแล้วนะครับว่า ขันธ์ ๕มีอยู่ใน พองหนอ ยุบหนอ คือมีทั้ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ.....จำไว้ให้มั่นนะครับ ต่อไปนี้จะมีอยู่ในพอง ในยุบ อีกรูปแบบหนึ่ง คือ สติปัฏฐาน ๔  ได้แก่
     -    การกำหนด พองหนอ ยุบหนอ เป็น กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน
     -    การกำหนดความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น  เป็น  เวทนาสุปัสสนาสติปัฎฐาน
     -    การกำหนดความคิดที่เกิดขึ้น  เป็น  จิตตานุปัสสนาสติปัฎฐาน
     -    การกำหนดนิวรณ์ ๕ ที่เกิดขึ้น  เป็น  ธรรมานุปัสสนาสติปัฎฐาน
สติปัฎฐาน ๔ จึงอยู่ในพอง ในยุบ ด้วยอาการอย่างนี้.....เมื่อเราปฏิบัติขณะที่กำหนดจิตลมหายใจเข้าออกด้วยการรำกพึงว่า ยุบหนอ พองหนอ อยู่นั้น จนกว่าการกำหนดนี้จะนิ่งและจะมีความรู้สึกเหมือนน้ำที่กลิ้งบนใบบอนเป็นหยดใส ๆ ก้อนเดียวนิ่ง ๆ แสดงว่าจิตเรากำลังเริ่มเข้าสู่สมาธิแล้ว...เมื่อจิตเป็นสมาธิ เมื่อจะทำกิจกรรมอะไรก็ให้มีความระลึกรู้สึกอยู่ทุกขณะจิตว่ากำลังทำอะไรซึ่งจะมาเกี่ยวพันกับเรื่องที่อีตาลุงจะพูดต่อไปนี้คือ..สัมมัปปธาน ๔ 
     คือการสำรวมระวังในการกำหนด..เรียกว่า..สังวรปธาน
     เมื่อมีการกำหนดอยู่แล้วเรารู้สึกว่าเราสำรวมระวัง กิเลสก็เกิดไม่ได้.. เรียกว่า..
                         ปหานปธาน
(อ่านว่า..ปะ - หา - นะ - ปะ- ธาน )
      เมื่อกิเลสไม่มี เราก็ปฏิบัติภารกิจต่อไปด้วยความตั้งใจ มีกำหนดจิตรู้สึกตัวตนเองอยู่ตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไร ถูกหรือผิด ควรหรือไม่ควร ดีหรือไม่ดีอย่างไร คือมีการกำหนดจิตรู้อยู่ตลอดเวลาในการปฏิบัติ..เรียกว่า
.. ภาวนาปธาน
      เมื่อเรากำลังปฏิบัติภารกิจอยู่นั้นเราได้มีการสำรวมระวัง มีการกำหนดรู้ มีจิตรู้ถึงการกระทำ และทั้งหมดนี้เราพึงรักษาอารมณ์ของเราในกากรปฏิบัติภารกิจ หรือในขณะใดก็แล้วแต่ ( หรือเรียกว่ามีการกำหนดรู้อยู่ทุกขณะจิต ) เราต้องพึงรักษษาสิ่งเหล่านี้ไม่ให้ฟุ้งไปด้วยสติ..เรียกว่า..อนุรักขนาปธาน

        เป็นอย่างไรครับท่านกลัยาณธรรม และท่านรัตนมิตร...คงเข้าใจแล้วสินะว่า เมื่อเราได้กำหนดจิตของเราอยู่ทุกขณะจิต(รู้ตนเองอยู้ตลอดเวลา) รู้ตนเองอยู่ว่าจะทำอะไร กำลังทำอะไร ถูกหรือผิดควรหรือไม่ควรผลทีจะเกิดขึ้นดีหรือไม่ดีอย่างไรแล้ว...แสดงว่าขณะนี้...ท่านมี สัมมัปธาน ๔ ในตัวตนของท่านแล้ว
         พูดกันให้ฟังง่ายเข้าไปอีกคือ ขณะนี้ท่านมีความพอใจในการปฏิบัติ....เป็น ฉันทะ
         เมื่อท่านพึงพอใจในการปฏิบัติแล้วท่านก็ปฏิบัติต่อไปด้วยความพากเพียรจนสำเร็จ
               เป็น...วิริยะ   
         ในขณะที่ท่านพึงพอใจต่อกากรปฏิบัตินั้นท่านได้กระทำด้วยการเอาใจใส่ รักษาอารมณ์ไม่ให้ฟุ้งซ่าน  เป็น...จิตตะ
          
ในขณะที่ท่านกระทำพ้วยความพึงพอใจ มีความพากเพียรต่องาน มีการเอาใจใจที่สำคัญท่านได้ใตร่ตรอง คิด พิจารณา หาเหตุผลในการกระทำ เป็น...วิมังสา  

          เออ.....พออีตาลุงพูดมาถึงตอนนี้ก็คงนึกได้แล้วสินะ เรื่องเหล่านี้เราก็รู้ เราก็ทราบจากคุณครูที่ท่านได้พร่ำสอนเราในขณะที่เราอยู่ที่โรงเรียนแล้วไงว่ามันก็เป็นเรื่องของ.....
อิทธิบาท ๔
ไงล่ะ พูดเสียยาวเลยมาถึงตอนที่ ๖ ก็เพื่ออยากให้รู้ถึงรากเหง้าของการเกิดอิทธิบาท ๔ ไงละครับผม.....คราวต่อไปเราก็จะเริ่มการปฏิบัติจิตกันละนะ  ขอให้ทุกท่านเตรียมใจเตรียมกายศึกษาและมีความพร้อมในกากรปฏิบัติภารกิจของจิตใจนี้ร่วมกันนะครับ...ขอกราบคารวะสาธุต่อท่านกัลยาณธรรม และรัตนมิตรทุกท่าน จงประสบสุข โชค ลาภ
ทุกเมื่อ...เทอญ...สาธุครับ....ลุงเหมย