เคยไปเที่ยวเกาะเกร็ดกันไหม?

สำหรับคนที่ยังไม่เคยไปที่นั่น เกาะเกร็ดเป็นแผ่นดินที่อยู่ห่างจากตัวอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ราว 150 เมตร โดยมีแม่น้ำเจ้าพระยากั้นกลาง ทำให้วิธีที่จะเดินทางไปที่นั่นได้โดยไม่เปียก มีอยู่วิธีเดียวเท่านั้นก็คือ นั่งเรือ

เรือที่จะพาไปเกาะเกร็ดมีหลายแบบ ต่างวัตถุประสงค์กันไป ถ้าเกิดใครเป็นนักท่องเที่ยวท่าทางทะเล่อทะล่า แววตาอ่อนโลก และแสดงความไม่มั่นใจในการเดินทางออกมาอย่างชัดแจ้ง คุณจะได้โดยสารไปกับเรือประเภทหนึ่ง เป็นเรือหางยาวขนาดเล็ก วิ่งฉิว พาวนรอบเกาะ และแวะตามจุดต่างๆ 4-5 จุด กินเวลาราวชั่วโมงครึ่ง-สองชั่วโมง ด้วยอัตราค่าโดยสาร 350 บาท/ลำ

ถ้าคุณเป็นนักท่องเที่ยวที่แก่กล้าขึ้นมาหน่อย มีแววตาแสดงความหวาดระแวงมนุษย์แปลกหน้าเป็นจุดเด่น และช่างสังเกตวิถีชีวิตของชาวบ้าน คุณสามารถข้ามแม่น้ำขึ้นอีกฝั่งที่อยู่เยื้องเกาะออกไปได้ในอัตรา 2 บาท/คน และนั่งเรือข้ามฟากไปเกาะเกร็ดในอัตรา 15 บาท/คน

ยกเว้นว่าคุณเป็นนักท่องเที่ยวที่มีประสบการณ์จริงๆ มันก็จะมีเรือประเภทที่สาม?

ตัวผม เคยพาแม่ไปเที่ยวเกาะเกร็ดครั้งหนึ่ง พาลุงไปเที่ยวอีกครั้งหนึ่ง ครั้งที่ไปกับแม่นั้นเป็นครั้งแรก ทุกอย่างบนเกาะจึงดูแปลกตาและน่าตื่นตา เราเดินเท้ากันไปตามเส้นทางแห่งหมู่บ้านช่างปั้นชาวรามัญ(มอญ) ในช่วงสายวันจันทร์ที่ค่อนข้างจะเงียบเหงา ทุกคนบนเกาะทำหน้าที่ของตัวเองเป็นปรกติ ใครถนัดปั้นก็ปั้น ใครถนัดผัดก็ผัด ก็คือมีทั้งร้านเครื่องปั้นและร้านอาหารผสมกลมกลืนอยู่บนเกาะในอัตราส่วนพอๆ กัน แต่วันนั้นไม่ใช่วันหยุด นักท่องเที่ยวก็เลยมีผมกับแม่เป็นประเดิม

เครื่องปั้นดินเผาบนเกาะเกร็ดมีรูปแบบที่หลากหลาย ต่างกันไปตามลักษณะใช้ประโยชน์ มีทั้งที่เอาไว้ตั้งโชว์ ใส่น้ำดื่ม เป็นโคมไฟ น้ำตก กระทั่งกล่องดนตรี(บรรเลงเพลงค้างคาวกินกล้วย) และที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือพวกเครื่องหอมไทยๆ ประเภทกำยาน น้ำปรุง น้ำอบ ซึ่งที่นั่นมีอยู่ครบ

แต่อะไรก็ไม่สามารถมัดใจผมได้เท่า “ทอดมันหน่อกะลา”

ความจริงแล้วทอดมันหน่อกะลาที่ว่าก็คือทอดมันปลากรายอย่างที่เรารู้จัก เพียงแต่ส่วนผสมที่เพิ่มเข้าไปมีหน่อกะลาซึ่งเป็นพืชผักท้องถิ่นรวมอยู่ด้วย เมื่อเคี้ยวแล้วทำให้ได้รสชาติกรุบกรอบ และได้น้ำหวานนุ่มลิ้นเหมือนเคี้ยวกระดูกอ่อน พอได้คลุกกับน้ำจิ้มรสถึงเครื่อง ผมจึงสามารถกลืนกินมันผ่านลำคอส่งตรงถึงหัวใจได้ทันที

บนเกาะเกร็ดมีวัดอยู่ด้วยกันหลายวัด วัดที่สำคัญอยู่หน้าเกาะ(ผมลืมชื่อ) ส่วนหนึ่งของวัดได้รับการจัดสรรไว้เป็นพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ที่น่าสนใจ และทำให้เห็นลึกไปถึงรากเหง้าของชาวมอญที่ยึดถือหลักธรรมในพุทธศาสนาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตอย่างเหนียวแน่น และสิ่งเหล่านั้นยังดำรงอยู่มาถึงปัจจุบัน ผ่านสถาปัตยกรรม หัตถกรรม และรอยยิ้มจริงใจของพวกเขา

ภาพประทับใจในครั้งแรกที่ไปดึงดูดให้ผมอยากเดินทางไปยังสถานที่นั้นอีกครั้ง และก็สมใจเมื่อได้มีโอกาสเดินทางไปกับลุง

แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าละครสดย่อมไม่แสดงซ้ำ ในสถานที่เดิมๆ ยังสามารถสร้างความประทับใจใหม่ๆ ขึ้นได้เสมอ

เพียงแต่ว่ามันจะเป็นความประทับใจแบบไหน?

ผมเป็นไกด์นำลุงเที่ยวในเส้นทางที่เคยไปมาแล้วอย่างแคล่วคล่อง พอเหนื่อยและร้อนก็แวะรับประทานข้าวแช่ ลุงเป็นคนปักษ์ใต้ ยังไม่เคยชิมข้าวแช่มาก่อน พอแกเห็นเจ้าของร้านเปิดฝาหม้อไฟฟ้าเอาทัพพีตักข้าวอุ่นๆ ขึ้นมา แกก็ยิ่งงงใหญ่ว่ามันจะต่างกับข้าวสวยที่บ้านอย่างไร กระทั่งเจ้าของร้านยกมาเสิร์ฟ แกก้มมองลงไปในถ้วย แล้วเงยขึ้นมายิ้มกับผม คล้ายกำลังขำตัวเอง

"ลุงก็นึกว่าอะไร นี่เอาน้ำเติมลงในข้าวสวย แล้วลอยน้ำแข็ง อย่างนี้ทำกินที่บ้านก็ได้" ว่าแล้วแกก็หัวเราะ ผมหัวเราะด้วย นึกค้านลุงอยู่หน่อยว่าแต่บรรยากาศรับประทานข้าวแช่ริมน้ำ รับลมเย็นๆ อย่างนี้ เราคงเอาหม้อหุงข้าวที่บ้านหุงขึ้นมาไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ผมมั่นใจว่านั่นจะเป็นข้าวแช่ถ้วยแรกและถ้วยสุดท้ายในชีวิตของลุง

มีเพื่อน 2 คนเคยให้ข้อมูลประการหนึ่งเกี่ยวกับเกาะเกร็ดในมุมมองที่ต่างกัน เพื่อนคนแรกบอกกับผมว่า ถ้าได้ไปเที่ยวที่เกาะเกร็ด จะต้องหาโอกาสเหมาเรือให้พาไปเกาะขนมหวานด้วย ไม่อย่างนั้นจะถือว่าไปไม่ครบ ส่วนเพื่อนอีกคนกลับบอกว่าไม่จำเป็น เพราะขนมหวานบนเกาะ(ที่จริงคือบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางน้ำ และเป็นที่รวมของขนมไทยหลากหลายชนิด) เป็นขนมชนิดเดียวกันกับที่วางขายอยู่ตามร้านอาหารที่เกาะเกร็ดนี้เอง ซ้ำราคาขายบนเกาะเกร็ดยังถูกกว่าด้วย ผมเห็นจริงอย่างที่เพื่อนคนที่สองบอก บนเกาะเกร็ดเองก็มีขนมไทยอยู่หลายชนิด ทั้งจ่ามงกุฏ กลีบลำดวน ทองเอก ฯลฯ การไปเกาะเกร็ดทั้ง 2 ครั้งของผม จึงไม่เคยเหมาเรือไปเที่ยวเกาะขนมหวานเลย

ความจริงแล้ว สิ่งที่น่าชื่นชมมากที่สุดบนเกาะก็คือ วิธีจัดการกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของชาวเกาะเกร็ดนั่นเอง หลายบ้านมีการสาธิตวิธีปั้นภาชนะดินเผา หลายบ้านเก็บรักษาเครื่องมือเครื่องใช้เก่าๆ เอาไว้และเปิดให้ชมฟรี ชาวบ้านดูมีความสุขตอนที่ผมพอลุงเข้าไปชมเครื่องปั้นดินเผาเก่าๆ ที่พวกเขาเก็บรักษาไว้ในบ้าน แม้พวกเราจะไม่ซื้ออะไรติดมือไปเลย เราก็ยังได้รอยยิ้มและคำชักชวนให้พาคนอื่นๆ กลับไปเที่ยวที่นั่นอีก มีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ รอผู้คนใส่ใจชื่นชมตลอดรายทาง ทั้งเขื่อนครก แกลอรี่ ผลไม้พื้นบ้านที่เราไม่รู้จัก

ในสิ่งเล็กๆ เหล่านั้น บางอย่างก็เกินที่จะประเมินคุณค่า ยิ่งถ้าใครได้เดินสำรวจเข้าไปในตรอกเล็กๆ ตรอกหนึ่ง ที่นั่นเป็นโรงปั้นที่มีงานปั้นของนักท่องเที่ยวจัดรวมกันอยู่มากมาย บ้างปั้นเป็นงู เป็นหนอน เป็นวัว เป็นหม้อบูดๆ เบี้ยวๆ แต่ด้วยฝีมือการปั้นระดับเริ่มฝึกหัดเช่นกัน มีรูปสัตว์ดินเผาเล็กๆ สองตัว ได้รับการจัดวางไว้อย่างเป็นพิเศษ ตัวหนึ่งเป็นช้างน้อย อีกตัวหนึ่งเป็นปลา ใครกี่คนจะรับรู้ งานทั้งสองชิ้นนั้นเกิดขึ้นจากฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดา สยามบรมราชกุมารี และ พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ตามลำดับ นับเป็นโอกาสสำคัญในชีวิต หากใครได้ลองเดินเข้าไปในตรอกคับแคบนั้น

สุดทางแล้ววกกลับ ที่นี้ยังจำเรื่องที่ผมกล่าวถึงเรือประเภทที่สามค้างเอาไว้ได้ใช่ไหม นั่นล่ะ เรือประเภทที่ว่าเป็นเรือข้ามเกาะสำหรับชาวบ้าน มันไม่ต้องข้ามเยื้องไปเกาะไหนเลย ตรงจากเกาะเกร็ดสู่ปากเกร็ด เพียงแต่ท่าเรืออยู่คนละท่ากับเรือท่องเที่ยวนิดหน่อย แล้วก็เก็บค่าโดยสารในอัตรา 2 บาทเท่านั้น กว่าจะรู้ว่ามีท่าเรือเช่นนี้อยู่ ผมต้องเดินทางอ้อมไปอ้อมมาอยู่ถึง 3 เที่ยว ซึ่งท่าเรือที่ว่าซุกซ่อนอยู่ตรงหน้าวัดหน้าเกาะนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม พ้นไปจากการค้นพบเรือข้ามฟากของผม ยังมีการค้นพบอีกสิ่งหนึ่งดูจะยิ่งใหญ่ยิ่งกว่า นั่นก็คือการค้นพบ "สุนัข"

หมาวัดที่เกาะเกร็ดไม่เหมือนหมาวัดที่อื่นๆ พวกมันกว่า 30 ตัว ต่างพากันโชว์กระดูกซี่โครงสลอน ภายใต้หนังกลับที่ถูกครอบครองไว้ด้วยโรคเรื้อน แม้แต่ลูกหมาเล็กๆ ที่ดูว่าเพิ่งเกิดใหม่ได้ไม่นานก็ไม่อาจหลีกพ้นวิบากกรรมขี้เรื้อนนี้ไปได้ มันแต่ละตัวเดินโย้เย้คล้ายหมดเรี่ยวแรงอยู่ตลอดเวลา มีอยู่จำนวนหนึ่งในนั้นนอนเฝ้าศาลาหลังเล็กๆ เอาไว้ ในศาลามีโต๊ะตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีตู้บริจาคและก้อนขนมปัง คล้ายกับว่าพวกมันกำลังรอคอยบางอย่างด้วยความหวัง

ถ้าชีวิตระกำลำบากของสุนัขขี้เรื้อนที่นี่กำลังได้รับการถ่ายทอดผ่านแผ่นฟิล์มอยู่ตอนนี้ล่ะก็ ผมคงกำลังได้ยินเสียงเพลงบรรเลงแสดงอารมณ์แห่งความสมหวังที่ยิ่งใหญ่ของโมสาร์ต เมื่อมีกลุ่มนักศึกษาหนุ่ม 5 คน ตรงเข้าไปหยอดเงินลงในกล่องบริจาค และหยิบขนมปังหลายก้อนบนโต๊ะออกแบ่งกัน แววตาวาวโรจน์ปรากฏขึ้นกับกองคาราวานขี้เรื้อนนั้น พวกแต่ละตัวพากันยืนขึ้นอย่างมั่นคง และก้าวตามกลุ่มเด็กหนุ่มไปยังท่าน้ำ มันเป็นภาพที่ยิ่งใหญ่และน่าจดจำเป็นอย่างมาก เสียดาย ไม่มีภาพยนตร์เรื่องนี้ และความจริงของชีวิตนั้นมักจะเจ็บปวดเสียมากกว่า

"เขตอภัยทาน" ป้ายอันนั้นประดิษฐ์ขึ้นอย่างแข็งแรง จัดวางไว้อย่างเหมาะเจาะตรงท่าน้ำ ผมเห็นฝูงสุนัขที่หิวโหยค่อยๆ กระดิกหางแผ่วลง เมื่อขนมปังก้อนแล้วก้อนเล่าถูกโปรยลงสู่แม่น้ำ เช่นเดียวกัน ฝูงปลาสวายที่อ้วนพีมากมายพากันว่ายเข้ามาแย่งฉีกทึ้งขนมปังอันโอชะจนอิ่มบุญไปทั่วหน้า

ฝูงสุนัขค่อยๆ หรุบไหล่ของตัวเองลงทีละน้อยๆ พร้อมๆ กับความหวังที่กำลังริบหรี่ลงทุกที ..ทุกที ก่อนที่พวกมันเกือบทุกตัวจะพากันนอนราบลงกับพื้นเช่นเดิม ทันทีที่ขนมปังก้อนสุดท้ายไม่ทันจมลงสู่ท้องน้ำ เพราะปลาสวายยักษ์ตัวหนึ่งพุ่งขึ้นมางุบตั้งแต่มันยังลอยอยู่กลางอากาศ เหลือแต่เจ้าลูกหมาเล็กๆ สองสามตัวที่ยังกระดิกหางร่าเริงอยู่ มันพวกนี้ยังเด็กเกินจะรู้ว่าความหวังจบลงแล้ว

ลุงบอกว่าน่าสงสารสุนัขพวกนี้ ถ้ามันสามารถว่ายข้ามไปอีกฟากได้ อย่างน้อยมันก็ยังได้มีอาหารอุดมสมบูรณ์ ลุงบอกว่ามันก็เหมือนคน บางพวกบางเผ่าชีวิตก็ว่าน่าลำเค็ญแล้ว แต่ถึงที่สุดเราก็จะเดินทางไปพบว่ามันมักจะมีชีวิตที่ลำเค็ญยิ่งกว่าซุกซ่อนอยู่ในอีกที่หนึ่งเสมอ ลุงแกบอกว่า ถ้าสุนัขพวกนั้นพูดได้ มันคงอยากบอกว่าให้จับพวกมันโยนลงน้ำให้ปลากินยังดีเสียกว่า เพราะคงไม่มีเรือลำไหนยินดีรับพวกมันข้ามไปส่งอีกฟาก

กล่าวสำหรับผม ตอนนี้กำลังคิดไปถึงสะพานยาว 200 เมตร ที่สามารถนำพาคนจากฝั่งถึงเกาะได้ โดยไม่ต้องเสียรู้พวกเอาแต่ได้แม้สักบาท นึกแปลกใจว่าทำไมจึงไม่มีสะพานที่ว่านั้น หรือมันจะทำให้คนเห็นแก่ได้บางคนไม่มีอาชีพ และสุนัขจากปากเกร็ดสามารถข้ามมาขย้ำสุนัขบนเกาะได้

ความจริง มันคงไม่ใช่เรื่องของงบประมาณอะไรหรอก เพียงแต่ว่าตอนนี้ เกาะทั้งเกาะอาจกลายเป็นเขตอภัยทานไปหมดแล้ว..