เรื่องเล่าระหว่างวันที่ ๑๖ - ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๖(เวียดนาม)

 

๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๖

เรียน เพื่อนครู ผู้บริหาร และผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน

วันศุกร์ที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๖ ตื่นตั้งแต่ตี ๓ เพื่อเตรียมตัวเดินทางให้เรียบร้อย เวลา ๐๔.๓๐ น. ทีมงานหน้าห้องและเต้ย มารับที่บ้านไปส่งสนามบินสุวรรณภูมิ ตามเวลานัดหมาย ๐๕.๓๐ น. ทราบจากท่านปลัด อบจ. ปทุมธานี คุณเดชา พวงงาม ว่านายก อบจ. นายชาญ พวงเพ็ชร จะเดินทางพร้อมกับทีมนักเรียนในตอนบ่าย เพราะที่นั่งของการบินไทยเที่ยวเช้าได้เพียง ๕๐ ที่นั่ง แลกเงินดอลล่าร์ใส่กระเป๋าไว้เพียง ๑๕๐ ดอลลาร์ เพราะเขาบอกว่าสามารถแลกเงินบาทและซื้อของด้วยเงินบาทได้ที่ฮานอย การบินไทยเที่ยวบินที่ TG ๕๖๐ เหิรฟ้าจากสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อเวลา ๐๗.๔๕ น. ถึงสนามบินนอยไบของเวียดนามเวลา ๐๙.๒๕ น. บรรยากาศภายในสนามบินได้มาตรฐานสากลทั้งความสะอาด ความโอ่อ่าโดยเฉพาะห้องน้ำดีกว่าครั้งที่มาเมื่อปี ๒๕๕๑ แบบหน้ามือเป็นหลังมือทีเดียว ด้านนอกสนามบินร้อนอบอ้าวมาก บริษัททัวร์และไกด์มารับไปขึ้นรถบัสเดินทางเข้าตัวเมืองฮานอย ระยะทางประมาณ ๖๐ กม. ใช้เวลาเกือบ ๒ ชั่วโมง ไกด์เป็นชายสูงวัยอายุ ๖๔ ปี ชื่อควา หรือธงชัย มีความรู้แตกฉานเรื่องราวของเวียดนามและประเทศไทยมาก โดยเฉพาะการใช้ภาษาไทย เคยเป็นทหารเวียดนามเหนือสมัยสงคราม รถข้ามแม่น้ำแดงไปฝั่งตะวันตก วิ่งตามคันกั้นน้ำลงทางฝั่งขวาของแม่น้ำแดง เพื่อชมวิหารแห่งวรรณกรรม หรือวัดแห่งวรรณกรรมก็เรียกเป็นจุดแรก ที่ขายตั๋วอยู่ซ้ายมือของประตูทางเข้า และจะต้องผ่านประตูเข้าไปเป็นชั้น ๆ ประมาณ ๓ ชั้น ฝั่งซ้ายและขวาเป็นสระน้ำที่เลี้ยงบัวออกดอกสะพรั่ง สนามหญ้ามีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ให้ร่มเงา สำหรับชั้นที่สำคัญคงหนีไม่พ้นชั้นที่มีป้ายหินสลักรายชื่อผู้สอบผ่านเป็นจอหงวน พยายามหาชื่อตัวเองแต่เสียที่อ่านไม่ออก ด้านในมีศาลเทพเจ้าขงจื้อและศานุศิษย์ ส่วนท้ายสุดก็เป็นของที่ระลีกขายตามธรรมเนียม เข้าห้องน้ำต้องเสียเงินไป ๑๐๐๐ ดอง (ประมาณ ๑.๕๐ บาท) ออกจากชมวิหารแห่งวรรณกรรม ไปทานอาหารเที่ยงกันที่ภัตตาคารเวียดนาม มื้อนี้มีก๋วยเตี๋ยวหลอดมะละกอ ปอเปี๊ยะ ไก่สับ ปลาผัดพริกแกง ซุปผัก ผัดผัก กุ้งทรงครื่อง และข้าวสวย อิ่มแล้วมาเช็นอินเข้าพักที่โรงแรม Muong Thanh Hotel อยู่ชานเมืองออกมาหน่อย แต่สภาพดีสี่ดาว พักห้อง ๑๔๐๗ กับ รอง ผอ.สพป.ปทุมธานี เขต ๒ มองนอกหน้าต่างออกไปมีตึกสูง ๆ กำลังก่อสร้างไกด์เล่าว่าเป็นเมืองใหม่ที่ขยายจากตัวเมืองดั้งเดิมที่ขยายไม่ออกเพราะรัฐบาลอนุรักษ์อาคารเก่า ๆ สมัยฝรั่งเศสปกครองไว้ ประกอบกับที่ดินในฮานอยแพงมาก ประชาชนจึงสร้างบ้านกล่องเป็นพื้น คือใช้พื้นที่ทั้งหมดก่อเป็นกล่องขึ้นไปในอากาศ ไม่ต้องเปิดหน้าต่าง ไม่ทาสีด้านข้าง ฟังเขาเล่าแล้วราคาที่ดินสูงกว่าบ้านเรา แต่รายได้ของเขาจะน้อยกว่า เวลา ๑๗ นาฬิกาไปสมทบกับทีมนายกชาญ พวงเพ็ชร ที่ร้านอาหารแนวสันเขื่อน อาหารหลักมื้อนี้ี่อร่อยที่สุด คือผัดผักบุ้ง อิ่มแล้วกลับโรงแรมที่พัก

 

 วันเสาร์ที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๖ ตื่นเช้าอาบน้ำแต่งตัว เก็บกระเป๋าลงไปฝากไว้ที่ล็อบบี้โรงแรม ขึ้นไปกินข้าวที่ชั้น ๒ ได้ไข่ดาว ๒ ฟอง กาแฟ ๑ ถ้วยก็ถือว่าจบ เวลาเดินทางต้องไม่กินอะไรให้มากเพราะจะนำมาซึ่งความลำบากในภายหลัง ลงมาสนทนากับทีม สจ. เป็นเรื่องสัพเพเหระ ท่านนายก อบจ. นายชาญ พวงเพ็ชร บอกว่าได้ผู้รับจ้างสร้างอาคารสำนักงานเขตแล้ว เป็นบริษัทที่มีผลงานดี รายการเช้านี้ไปคารวะศพอดีตประธานโฮจิมินห์ ที่จตุรัสบาดิงห์(Badinh) บนถนนเดียนเบียนฟู สุสานโฮจิมินห์ เป็นอาคารหินอ่อนและหินเกรนิตใหญ่โตสวยงาม พวกเรามีการวางพวงมาลาคารวะอย่างเป็นทางการ คือ เดินแถวโดยมีทหารกองเกียรติยศประกอบพิธี ภายในสุสานเย็นฉ่ำ ตรงข้ามกับภายนอกที่ร้อนระอุ เดินขึ้นบันไดไปสองตอนเลี้ยวขวาก็จะเห็นร่างของท่านนอนอยู่ในโลงแก้วดูขาวโพลน เดินวนทวนเข็มนาฬิกาไปออกอีกด้านหนึ่งของสุสาน ทหารรักษาการณ์ไม่ยอมให้หยุดยืนดูกับที่ เราต้องเดินวนไปเหมือนสายพาน จากนั้นไปชมบ้านพักสมัยท่านมีชีวิตอยู่ทั้งที่เป็นทำเนียบประธานาธิบดีและบ้านส่วนตัว ๒ ชั้น มีสระน้ำขนาดย่อมอยู่ตรงกลาง ออกจากบ้านลุงโฮ ไปเดินดูเจดีย์เสาเดียวซึ่งอยู่ปากทางออก เรียกว่าเป็นศาลพระภูมิขนาดใหญ่คงไม่ผิดนัก คนไปไหว้ขอพรกันมาก เพราะเป็นของศักดิ์สิทธิ์ของคนเวียดนาม มีประวัติเล่าว่า เจดีย์เสาเดียว - จั่วโหมดโกด(One Pillar Pagoda - Chua Mot Cot) พระเจ้าหลีไทโต ทรงกลัดกลุ้มและเป็นทุกข์เนื่องจากทรงยังไม่มีรัชทายาทเพื่อสืบราชบัลลังก์ ต่อมาพระเจ้าหลีไทโต ได้ทรงสุบิน(ฝัน) เห็นเจ้าแม่กวานอัมนั่งอยู่บนใบบัวแล้วยื่นเด็กชายให้ (ชาวเวียดนามเรียกเจ้าแม่กวนอิม ว่า เจ้าแม่กวานอัม) หลังจากนั้นไม่นานพระองค์ก็ได้รัชทายาทดังที่ทรงสุบินไว้ พระองค์จึงสร้าง เจดีย์ขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บนเสาต้นเดียวกลางสระบัวเพื่อเป็นการถวายสักการะแด่เจ้าแม่กวานอัม ในปี คศ. ๑๐๔๙ ปัจจุบัน จะพบเห็นชาวฮานอยมาขอพรให้ได้บุตร-ธิดากับเจ้าแม่กวานอัมที่เจดีย์เสาเดียวนี้อยู่เสมอ เดินฝ่าเปลวแดดไปขึ้นรถบัสที่แอร์ไม่ค่อยจะเย็นเดินทางไปชมพิพิธภัณฑ์ทหาร มีการแสดงในตัวอาคารทั้งยุคต่อสู้กับฝรั่งเศสและต่อสู้กับอเมริกา ผมเคยมาชมแล้วจึงนั่งพักผ่อนที่ร้านขายของที่ระลึกเครื่องหมายทหาร ไปทานข้าวกลางวันที่ภัตตาคารริมสันเขื่อนกั้นแม่น้ำแดง

บ่ายเดินทางไปฮาลอง ระยะทาง ๑๗๐ กม. ต้องใช้เวลาเกือบ ๔ ชั่วโมง มาแวะศูนย์หัตถกรรมพื้นเมืองของอดีตทหารเวียดนามที่พิการจากสงคราม เป็นร้านใหญ่ มีหินอ่อน หินหยกเกะสลักเป็นเทพเจ้า สัตว์ในเทพนิยายมากมาย ล้วนแต่เป็นของชิ้นเดียวในโลก ด้านในอาคารเป็นสินค้าไม้เกะสลักเป็นชุดรับแขกเครื่องประดับมีเพชรนิลจินดา มุกและพลอย เสื้อผ้ามีทั้งแบบพื้นเมืองและแบบสากล ขนมนมเนยมีทั้งเวียดนามและฝรั่ง ราคาไม่แพงหากคิดเป็นเงินบาท แต่หากเป็นเงินดองก็เป็นแสนเป็นล้าน ผมทานไอศกรีมไป ๑ แท่ง ๒ หมื่นดอง ถึงฮาลองเย็นแล้ว พักที่โรงแรมเฮอริเธท ฮาลอง ทัวร์พาไปทานข้าวที่ร้านฮ่องกงเลยโรงแรมไปสัก ๑ กม. อิ่มแล้วมาลงรถปากซอยเข้าโรงแรมเดินตลาดกลางคืนของฮาลองเพื่อซื้อสินค้าพื้นเมืองประเภทของที่ระลึกทั้งหลาย ต้องต่อราคาลงมามาก ซื้อมาแล้วก็ไม่ต้องเปรียบเทียบราคากับคนอื่น เดี๋ยวจะเสียใจ wifi ของโรงแรมเพิ่งใช้ได้ เพราะถูกฟ้าผ่า แต่สัญญานไม่แรงนัก นอนเร็วประมาณ ๓ ทุ่ม

วันอาทิตย์ที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๖ ตื่นเช้าตามนาฬิกาปลุกของโรงแรมประมาณ ตี ๕ จัดของลงกระเป๋าเสื้อผ้า ลากลงมาฝากไว้ที่ล็อบบี้ ทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม อาหารมีหลายชนิดทั้งพื้นเมืองและฝรั่ง ได้โยเกิตกับผลไม้ จบด้วยกาแฟ ออกมาถ่ายภาพกันหน้าโรงแรม รถพามาท่าเรืออ่าวฮลองเพื่อไปชมมรดกโลกหมู่เกาะฮาลอง ที่มองเห็นตรงหน้าเหมือนกำแพงภูเขาสลับซับซ้อน อากาศดีไม่ร้อนเพราะยังเช้า เรือลำใหญ่สามารถขึ้นไปยืนบนดาดฟ้าได้ ชั้นล่างจัดโต๊ะแบบร้านอาหาร ใช้เวลาประมาณ ๓๐ นาทีก็ถึงเกาะที่จะขึ้นไปชมถ้ำสวรรค์ เป็นบันไดและทางเดินคดเคี้ยวไปมาตามซอกหิน มีจุดชมวิวเป็นระยะ ๆ ในถ้ำจะมีหินงอกหินย้อยสวยงาม ผมเคยขึ้นมาแล้วจึงนั่งพักผ่อนในเรือ ประมาณ ๔๐ นาทีพรรคพวกลงกระปรกกระเปรี้ยกันมาเพราะอากาศร้อนผนวกกับการใช้กำลังในการเดินขึ้นที่สูงบ้างต่ำบ้าง เรือพาวนชมหมู่เกาะฮาลอง ล้วนเป็นเขาหินปูนคล้ายที่เขื่อนรับประภาของเรา เรือพาไปจอดแวะให้ซื้อปลาในกระชังที่หมู่บ้านชาวเล ล้วนขี้โกงทั้งราคาและตาชั่ง ปลาช่อนทะเลตัวหนึ่งราคา ๗,๐๐๐ บาท ปลาเก๋าอย่างต่ำ ๒๐๐๐ บาท นายกชาญ พวงเพ็ชร ซื้อไปเกือบ ๓ หมื่นบาท ให้พ่อครัวในเรือปรุงอาหารสมทบกับอาหารที่สั่งไว้ เห็นแพงแล้วอยากจะกินทั้งก้างทั้งเกร็ด ทานอาหารในเรือพออิ่มก็ถึงท่าเรือฝั่งฮาลองพอดี

รถพามาแวะซื้อผลิตภัณฑ์พื้นบ้านระหว่างเส้นทาง ก่อนกลับเข้าฮานอยสินค้าก็เหมือนกับขามาเมื่อวาน ถึงฮานอยไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมกันที่โรงเรียนมัธยมประจำเมืองหลวงฮานอย ชื่อ CHU VAN AN NATIONAL HIGH SCHOOL แม้จะเป็นช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน แต่ครูใหญ่ คณะครูและนักเรียนมาร่วมกันต้อนรับ มีการแสดงฟ้อนรำ ดนตรี ละครประจำชาติแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันทั้งสองฝ่าย อยู่กันจนเกือบหกโมงเย็น จึงกลับไปกินข้าวเย็นที่โรงแรม Muong Thanh Hotel ซึ่งเคยมาค้างเมื่อคืนแรกที่มาถึงฮานอย หลังทานอาหารอิ่มแล้ว นายกชาญ พวงเพ็ขร แจกรางวัลนักเรียนทุกคน กลับขึ้นไปนอนประมาณ ๔ ทุ่ม

วันจันทร์ที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๖ ตื่นเช้าแต่งตัวลงมาทานข้าว รถพาไปชมการแสดงหุ่นกระบอกน้ำ ลักษณะเป็นโรงละคร มีที่นั่งเป็นอัฒจันทร์ลดหลั่นเพื่อสะดวกในการดู ส่วนเวทีใหญ่เป็นสระน้ำอยู่ด้านหน้าของฉาก ด้านซ้ายมือเป็นเวทีปกติสำหรับน้กดนตรีและนักร้องนั่ง การแสดงเชิดหุ่นกระบอกในน้ำนี้ถือเป็นวัฒนธรรมศิลปะการแสดงแห่งเดียวในโลก คือ เวียดนาม คนเชิดหุ่นต้องลงไปยืนในน้ำหลังฉาก ส่วนตัวหุ่นทำเป็นตัวมังกร สัตว์เลี้ยง ปลา คน และอื่น ๆ เวลาเชิดมีดนตรีและเพลงพื้นบ้านประกอบ คันชักหุ่นใช้ไม้ยาว ๆ บางตัวมีระบบปั้มน้ำด้วยมือเพื่อให้สามารถพ่นน้ำได้ เช่น ตัวมังกร ใช้เวลาแสดงประมาณ ๑ ชั่วโมง จากนั้น ผู้เชิดหุ่นได้ออกมาสาธิตและอธิบายในเรื่องที่พวกเราสงสัยอย่างละเอียด จากนั้นรถพาไปชมวัดหง็อกเซินในทะเลสาปคืนดาบ ตำนานเล่าว่าพระเจ้าหลีไทโต ทรงได้รับดาบมาจากเต่าศักดิ์สิทธิ เพื่อใช้ต่อสู้กับราชวงศ์หมิงที่ยกทัพมารุกราน เมื่อทรงชนะศึกที่ยืดเยื้อนานถึง 10 ปีนี้แล้ว พระองค์ก็เสด็จมายังทะเลสาบนี้เพื่อคืนดาบนี้ให้กับเต่าศักดิ์สิทธิ โดยเต่าศักดิ์สิทธิได้คาบดาบจากพระหัตถ์ของพระเจ้าหลีไทโตและดำน้ำหายไป วัดหง็อกเซิน (Ngoc Son) หรือ วัดเนินหยก บ้างเรียก วัดหยกขาว เป็นวัดบนเกาะเล็ก ๆ กลางทะเลสาบคืนดาบ ซึ่งนักท่องเที่ยวต้องข้ามสะพานเทฮุก (The Huc) หรือสะพานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นสะพานโค้งสีแดง ไปยังวัดนี้ นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาสักการะรูปเต่าศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้ง อนุสาวรีย์ของ ตรันคว็อกตวน แม่ทัพเอก ในการสู้รบกับกองทัพมองโกล และขับทัพมองโกลกลับไปได้สำเร็จ ในปี คศ. ๑๒๕๗ ผู้ที่เปรียบได้กับ ซุนวูแห่งเวียดนาม ทะเลสาบคืนดาบ ถือเป็นย่านศูนย์กลางของเมืองฮานอย มีอาคารสำคัญของทางราชการล้อมรอบ และติดกับ ย่าน ๓๖ เฝอเฟือง หรือเมืองเก่า ซึ่งเป็นย่านการค้าสำคัญที่สุดของฮานอยด้วย ตรงปากทางก่อนข้ามสะพานพระอาทิตย์มีเจดีย์อยู่องค์หนึ่งเรียกว่าเจดีย์พู่กัน ใช้น้ำในทะเลสาปคืนดาบเป็นน้ำหมีก เอาแผ่นฟ้าเป็นกระดาษ เขียนบรรยายบุญคุณบรรพบุรุษไม่จบสิ้น วันนี้เป็นวันราชการของฮานอยจึงดูคึกคักและคับคั่งไปด้วยยวดยานบนท้องถนน ทั้งจักรยานยนต์ รถยนต์บุคคล รถบัส และรถสามล้อถีบ การข้ามถนนสำหรับคนต่างชาติดูจะลำบาก แต่สำหรับคนเวียดนามเป็นเรื่องปกติ รถก็จะหลบหลีกเอาเอง การจราจรในเวียดนามใช้กฎผีเป็นหลัก กล่าวคือ รถใหญ่ต้องระวังรถเล็กลงไปตามลำดับ สินค้าย่านนี้เป็นของที่ระลึกและของฝากจำพวกกาแฟและผลไม้อบ เที่ยงไปกินข้าวร้านอาหารชื่อ sens เป็นอาหารแบบบุฟเฟ่ที่ใหญ่ที่สุดของฮานอย จัดอาหารเป็นซุ้มให้ลูกค้าเลือกกินตามใจชอบทั้งคาวและหวาน

 

หลังเที่ยงฝนเทลงมาอย่างหนักทีมนักเรียนและนายกชาญ พวงเพ็ชร เดินทางกลับไปสนามบินนอยไบ เพราะเที่ยวบิน QR Airline ออกก่อนสายการบินไทยที่พวกเรามา ตามโปรแกรมทัวร์จะพาไปพิพิธภัณฑ์ชนเผ่าและพระราชวังเก่าฮานอย แต่พอไปถึงปรากฎว่าปิดทั้ง ๒ แห่ง รถจึงไปทิ้งพวกเราที่ถนน ๓๖ สายอีกรอบ เป็นการเก็บตกสำหรับนักช็อปปิ้งทั้งหลาย จน ๑๖ นาฬิกาไปกินข้าวเย็นที่ร้าน THAVE (THAILAND+VEIT NAM)ของคนไทยที่มามีภรรยาเป็นคนเวียดนาม ติดกับร้านอาหารมีร้านขายของที่ระลึกและสินค้าเวียดนามให้พวกเราซื้อเป็นล็อตสุดท้าย

 

อิ่มแล้วเดินทางกลับไปสนามบินจัดแจงโหลดของ เช็คอิน ไปนั่งรอขึ้นเครื่องที่ประตูหมายเลข ๖ เดินดูราคาของที่พวกเราซื้อมาชนิดเดียวกันราคาในสนามบินสูงประมาณ ๓ เท่าของข้างนอก แปลว่าเราซื้อของถูกที่สุดแล้ว ทั้งที่ราคาซื้อของแต่ละคนไม่เท่ากัน เที่ยวบิน TG 565 ออกจากฮานอยประมาณ ๓ ทุ่ม ถึงสุวรรณภูมิ ๑๐.๕๐ น. กว่าจะถึงบ้านพักก็เลยเที่ยงคืนเล็กน้อย

ของฝากจากลุงควา หรือลุงธงชัย ไกด์อาวุโสแห่งเวียดนาม

๑. การศึกษาของเวียดนามเหมือนคนหลงป่า เดินไปทางเหนือคิดว่าเป็นหนทางที่ถูก สักพักไม่แน่ใจจึงกลับไปทางตะวันออก วนไปมาจนกลับที่เดิม แล้วก็เริ่มหาหนทางกันใหม่

๒. ตำรวจเวียดนามจะจับคนมีผม หมายความว่าจะเลือกจับเฉพาะคนมีฐานะ จะไม่จับคนหัวล้านเพราะจับแล้วไม่ได้อะไรขึ้นมา

๓. คนเวียดนามจะต้องหาหนทางชนะคนอื่นให้ได้แม้สักนิดก็ยังดี จึงเห็นการแทรกการแซงรถตลอดเวลา ได้เหนือคนอื่นสักนิ้วก็ยังดี หากไปไม่ได้กลับถึงบ้านจะคิดจนปวดหัวว่าทำไมเอาชนะคนอื่นไม่ได้

๔. คนเวียดนามไม่เคียดแค้นจดจำในเรื่องที่ผ่านไปแล้ว เอาประโยชน์ในปัจจุบันเป็นหลัก

๕. ศพคนเวียดนามมีค่าน้อยมาก เพราะหากไม่ยอมรับค่าทำขวัญในจำนวนที่เขาจ่าย คู่กรณียอมติดคุกก็ไม่ได้อะไรเลย

๖. เวลามีอุบัติเหตุรถชนคนตายบนท้องถนน คนทั่วไปก็จะเชื่อและพูดว่า คนนั้นมันถึงที่ตายตามที่ฟ้าลิขิต จะไม่โทษอย่างอื่น

 

 

กำจัด   คงหนู

ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๑

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน  "เรื่องเล่าจากเจ้าพระยา"



ความเห็น (2)

ของฝากจากเวียดนาม

ของฝากจากเวียดนาม