ฮิคารุ
นพ. วิโรจน์ ตระการวิจิตร

แล้วเราจะอยู่ได้อีกนานสักเท่าไหร่ ?


แล้วเราจะอยู่ได้อีกนานสักเท่าไหร่ ?

 

ประสบการณ์หนึ่งที่มักจะเกิดความลำบากใจระหว่างแพทย์และผู้ป่วยก็คือ  “การแจ้งข่าวร้ายให้กับผู้ป่วยทราบ” ซึ่งมักจะพบได้ในเคสที่ป่วยหนัก รักษาไม่ได้ หรือ ใกล้ถึงวาระสุดท้ายแล้ว ผมมีเคสตัวอย่างที่ได้รับการเล่าจากนักเรียนแพทย์ลูกสาวที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งลูกสาวบอกว่ามีส่วนช่วยทำให้มุมมองชีวิตของเธอดีขึ้น

 

ณ คลินิกผู้ป่วยนอกมะเร็ง  เบ็ตซี่ สาวใหญ่อายุ 72 ปี แพทย์ให้การวินิจฉัยว่าเธอเป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดีระยะแพร่กระจาย และได้รับการรักษาด้วยการใส่สเต็นท์ถ่างท่อน้ำดีให้ระบายได้ ร่วมกับการฉายแสงและเคมีบำบัด แต่จากการติดตามผลการรักษาพบว่า โรคทีเบ็ตซี่เป็นนั้นไม่ตอบสนองต่อการรักษาเลย ยังพบการแพร่กระจายของมะเร็งไปที่ตับมากขึ้น

 

เบ็ตซี่เป็นสตรีมี่ร่างเริง เธอมักคุยกับแพทย์ถึงการวางแผนที่จะไปเที่ยวของเธอไว้อย่างสวยหรู เธอมีความหวังว่าโรคที่เธอเป็นจะหาย และเธอจะได้ใช้ชีวิตบั้นปลายท่องเที่ยวในสถานที่ๆเธอฝันอยากไป

 

อาจารย์แพทย์ได้คุยกับนักเรียนแพทย์ว่า เคสของเบ็ตซี่นี้คงอยู่ได้อีกไม่กี่เดือน แต่อาจารย์ก็กำชับว่า การบอกข่าวร้ายเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก แพทย์ต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับคนไข้ แต่แพทย์เองก็ไม่อาจรู้แน่ชัดไปหมดทุกเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำถามที่ว่า “คุณหมอคะ เเล้วฉันจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานซักเท่าไหร่” 

 

มีอยู่รายนึงที่แพทย์บอกกับผู้ป่วยว่าจะอยู่ได้ไม่เกิน 5 ปี และเมื่อ 5 ปีผ่านไป ผู้ป่วยรายนี้ก็โทรมาต่อว่าคุณหมอว่าตัวเองยังสบายดี ไม่มีแนวโน้มว่าจะตายเลย คุณหมอก็บอกว่า  “ก็ดีนี่ที่ยังไม่ตาย” แต่ผู้ป่วยก็ตอบย้อนกลับด้วยความโกรธว่า “จะดีไปได้อย่างไร ฉันได้ขายบ้าน ขายทุกสิ่ง เพื่อเอาเงินไปใช้หมดแล้ว ตอนนี้ฉันไม่มีทรัพย์สมบัติเหลือยู่เลย”

 

นักเรียนแพทย์ลูกสาวได้รับรู้ถึงความรู้สึกของเบ็ตซี่ เกิดความสงสารและเห็นใจขึ้นมาทันที แล้วพลันก็หันมามองตัวเอง สำนึกว่าตัวเราเองก็เช่นกัน อาจจะตายจากอุบัติเหตุหรือโรคร้ายเมื่อไหร่ก็ได้ และคนอื่นๆก็คงเช่นเดียวกัน ทำให้ขณะนั้นเกิดความรู้สึกสงสารและเห็นใจตัวเองและผู้อื่นขึ้นมาอย่างมากทีเดียว

 

ลูกสาวเล่าต่อว่า ต่อแต่นี้ไปคำถามที่ตัวเธอเองจะต้องถามตัวเองอยู่เสมอก็คือ

 

“ฉันจะมีโอกาสใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้อีกนานสักเท่าไร?”  เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติให้ตัวเองใช้ชีวิตทุกๆวันอย่างมีคุณค่า

 

เพื่อนๆครับ ผมเองก็เช่นเดียวกัน ยามใดที่เกิดความรู้สึกใดๆที่เป็นอกุศล แล้วมีสติระลึกได้ อารมณ์กรรมฐานที่ผมมักนำมาใช้แล้วก็ได้ผลคือ  “มรณสติ” มันช่วยทำให้ผมกลับคืนสู่สภาพเดิมที่เป็นปกติได้ดีทีเดียว ผมขอจบด้วยปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้า ซึ่งก็ได้สอนให้ลูกสาวฟังด้วยว่า

 

“สังขารทั้งหลายมีความสิ้นสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด” ... สาธุ สาธุ สาธุ

คำสำคัญ (Tags): #มรณสติ
หมายเลขบันทึก: 546010เขียนเมื่อ 19 สิงหาคม 2013 18:20 น. ()แก้ไขเมื่อ 19 สิงหาคม 2013 18:20 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (2)

ตายก่อนตายนะคะ คุณหมอ อ่านเรื่องราวจากว่าที่คุณหมอคนใหม่ของเราแล้วมีความสุขนะคะ เราจะได้คุณหมอที่มีจิตวิญญาณอ่อนโยน รักเพื่อนมนุษย์ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ควรมีอย่างยิ่งในคนที่ต้องดูแลสุขภาพคนอื่นนะคะ ขอบคุณเรื่องราวดีๆที่อ่านแล้วมีความสุข (ทั้งๆที่เรื่องราวที่เกี่ยวข้องหลายๆเรื่องน่าเศร้านะคะ)

สวัสดีครับคุณหมอ

อ่านบันทึกนี้ทำให้ ย้อนมองดูปัจจุบันขณะของตัวเอง บังเอิญมากเลย ที่วันนี้ มีคนถึง 2 คนโทร มาตอนเช้าๆ

...บอกให้รักษาสุขภาพด้วย อย่าคิดว่าตัวเองหาย แล้วโหมงานหนัก จนป่วยอีก...

ขอบคุณครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี