อาจารย์จิรพร สุเมธีประสิทธิ์

[email protected]

สกุลเงินที่เป็นแกนหลักในระบบการเงินและการทำธุรกิจระหว่างประเทศในอนาคต ที่ทุกสำนักพยากรณ์ออกมาแล้วไม่แตกต่างกัน คือ ยูโร ดอลล่าร์สหรัฐ และหยวน แต่เงินสกุลหลักแต่ละสกุลก็ยังคงเผชิญหน้ากับการปรับตัว ทั้งโครงสร้างภายในและสิ่งที่ยังเป็นข้อจำกัดในการรับบทบาทในตลาดโลก

 

สกุลยูโร

ยังคงมีปัญหาในด้านโครงสร้างการกำกับดูแล วินัยในด้านการบริหารที่อ่อนแอ โดยเฉพาะจากสถานการณ์หนี้สินภาครัฐบาล และแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงในอนาคต

ดอลล่าร์สหรัฐ

ยังคงต้องปรับฐานะทางการคลังเพื่อเรียกความเชื่อมั่นในระดับโลกคืนมา พร้อมทั้งปรับสถานการณ์ขาดดุลการค้ามหาศาล ควบคู่กับภัยจากการก่อการร้ายที่คุกคามความสงบสุขของการดำเนินชีวิต

หยวน

มีแนวโน้มที่จะเพิ่มสัดส่วนในตลาดโลกเพิ่มขึ้น จีนต้องทำให้มั่นใจว่าจีนจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องและสม่ำเสมอ หาทางแก้ไขจุดอ่อนของระบบการเงินโดยรวม และผ่อนปรนประเด็นที่เป็นข้อจำกัดด้านการควบคุมการไหลเข้าของเงินทุนระหว่างประเทศ

ความไม่แน่นอนของเงินสกุลหลักมีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ประกอบการธุรกิจระหว่างประเทศ ที่กำลังเตรียมตัวจะออกสู่ตลาด AEC ทั้งในส่วนของต้นทุน การกำหนดราคาขาย และรายรับจากการดำเนินงาน การขยายการลงทุน การจ้างงาน

เมื่อไม่นานมานี้ World Economic Forum ได้ออกรายงานด้าน WorldScenario Series ชื่อEuro, Dollar, Yuan  Uncertainty –Scenario On The Future of The International Monetary System ในข้อคิดที่น่าสนใจแก่ผู้ประกอบการธุรกิจระหว่างประเทศ

ประการที่ 1

ในการดำเนินกิจการภายใต้เศรษฐกิจที่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันข้ามประเทศ และข้ามภูมิภาค การไหลของเงินระหว่างประเทศจำเป็นต้องเป็นไปอย่างราบรื่นและคล่องตัว

เมื่อใดที่กระแสการไหลของเงินระหว่างประเทศมีความไม่แน่นอน หรือมีความเสี่ยงต่อการหยุดชะงัก จะกระทบต่อการดำเนินธุรกรรมระหว่างประเทศทันที

วิกฤติการณ์ทางการเงินในสหรัฐและในกลุ่มยูโรโซนเริ่มมีปัญหาไร้เสถียรภาพและขาดดุลยภาพ ทำให้เกิดความจำเป็นต้องปรับระบบการเงินระหว่างประเทศ และฐานของเงินสกุลหลักของโลกใหม่อีกครั้ง เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต

ประการที่ 2

การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ การเพิ่มขึ้นของปริมาณการค้าและการไหลของเงินทุนได้พิสูจน์มาจากอดีตแล้วว่ามีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก

ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ถึง 2018 มูลค่าการค้าโลกเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว ขณะที่การไหลของเงินทุนระหว่างประเทศก็เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า

กระนั้นก็ตาม ความร่วมมือ การมีส่วนร่วมระหว่างประเทศในการกำกับการไหลของเงินทุนยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ขณะที่ระบบการเงินระหว่างประเทศยังคงไม่เปลี่ยนแปลงเป็นส่วนใหญ่จากจุดที่เริ่มมีการวางระบบขึ้น

สิ่งที่เป็นความวิตกทั่วโลกตอนนี้คือ ระบบการเงินระหว่างประเทศที่ไม่เหมาะสมอาจจะเป็นแรงส่งให้วิกฤติการณ์ทางการเงินที่จะเกิดขึ้นในอนาคตรุนแรง และคาดหมายล่วงหน้าไม่ได้ เพราะประเทศผู้นำของโลกยังไม่ได้แสดงท่าทีจะออกมารับผิดชอบเพื่อปรับระบบการเงินระหว่างประเทศในอนาคต และเยียวยาวิกฤติการณ์ทางการเงินอย่างไร หากเกิดขึ้นอีกในอนาคต

ประการที่ 3

แนวโน้มที่จะเห็นได้ชัดในขณะนี้คือ อนาคตของโลกคงต้องพึ่งพาเงินสกุลหลักอย่างน้อย 3 สกุล คือยูโร ดอลล่าร์สหรัฐ และหยวน ที่กำลังจะแข่งขันกัน เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศของประเทศต่างๆ

ประเทศเจ้าของเงินสกุลหลักของโลกทั้ง 3 สกุล จะต้องรับผิดชอบหนักกว่าประเทศอื่นในด้านความระมัดระวังปัจจัยทางลบที่จะเข้ามากระทบ และต้องพยายามรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจ และตัวเลขสำคัญที่จะสะท้อนเสถียรภาพของค่าเงิน

การที่จะเป็นเช่นนั้นได้ แต่ละประเทศเจ้าของสกุลเงินหลักจะต้องใส่ใจและมีความยืดหยุ่นในการปรับโครงสร้าง เงื่อนไขภายในประเทศ และกฎเกณฑ์ที่ใช้กำกับการปริวรรตเงินตราให้อำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในด้านการผ่อนคลายความเข้มงวด

ประการที่ 4

ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการที่ระบบการเงินของโลกไร้เสถียรภาพต่อผู้ประกอบธุรกิจระหว่างประเทศมีหลากหลายมุม ได้แก่

(1)   ความไหวตัวของผู้ประกอบการต่อความผันผวนของค่าเงินจะต้องเพิ่มขึ้น จากการที่ประเทศต่างๆ เปิดเสรีการเคลื่อนย้ายสินค้าและเงินทุนระหว่างประเทศ

(2)   ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมจะได้รับผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินแรงกว่าผู้ประกอบการขนาดใหญ่ เพราะมีศักยภาพและความสามารถน้อยกว่าในการเข้าถึงเครื่องมือและรูปแบบการป้องกันความเสี่ยง (Hedging)

(3)   กิจการขนาดใหญ่ที่มีการดำเนินกิจการกระจายออกไปในหลากหลายธุรกรรมอาจจะไม่เพียงพอ แต่ต้องมีความสามารถในการย้ายจากสกุลเงินสกุลหนึ่งได้ทันท่วงที เพื่อตอบโต้กับการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินสกุลหลักในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ

(4)   ผู้ประกอบการมีความกังวลต่อสถานการณ์เลวร้ายสุดขั้ว (Extreme event) ที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย หรือไม่ควรเกิดอย่างยิ่งมากขึ้น และเป็นความไม่แน่นอนที่มาจากประเทศเจ้าของสกุลเงินแต่ละสกุล ที่ไม่เหมือนกัน

ประการที่ 5

หลังสงครามโลกครั้งที่2 โลกพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ ในการขับเคลื่อนธุรกรรมการค้าและการเงินของโลก และยังเป็นเงินสกุลหลักในทุนสำรองระหว่างประเทศ เป็นสกุลเงินที่มีการซื้อขายกันมากที่สุดในตลาดค้าเงินตรา

แต่มาถึงวันนี้ โลกพยายามหนีออกห่างจากดอลลาร์สหรัฐ สู่เงินสกุลอื่น แม้ว่าจะเป็นสกุลเงินของประเทศกำลังพัฒนาก็ตาม และจากระบบการเงินพึ่งพาเงินสกุลเดียวสู่สกุลเงินหลายสกุลแทน โดยเฉพาะเงินยูโรและเงินหยวน

เงินสกุลยูโรถือกำเนิดมาตั้งแต่กำเนิดของระบบการเงินยุโรปเมื่อปี 2001 โดยเงินสกุลยูโรได้เติบโตเป็น 24% ของเงินสำรองของโลก และคิดเป็นสัดส่วนราว12% ของเงินที่ชำระหนี้ทางการค้าของโลก

นับจากต้นปี 2009 ทางการจีนเริ่มส่งเสริมให้มีการใช้เงินหยวนเป็นสกุลชำระหนี้การค้ากับคู่ค้าหลักของจีน พร้อมกับส่งเสริม Offshore Yuan ในฮ่องกงอย่างต่อเนื่อง

การเกิดวิกฤติการณ์หนี้สินในยูโรโซน ทำให้โลกสั่นสะเทือนและไม่แน่ใจว่าควรจะพึ่งพาเงินยูโรเป็นหลักสกุลเดียวอย่างที่วางแผนไว้หรือไม่ ซึ่งทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐยังคงครองตำแหน่งเงินสกุลหลักที่ปลอดภัยที่สุดของโลกต่อไป

ประการที่ 6

ในอนาคตต่อจากนี้ ทั้งประเทศในยูโรโซน สหรัฐและจีน ต่างก็มีปัญหาและความท้าทายในเชิงนโยบายที่จะต้องหาทางออก ต้องตัดสินใจว่าจะใช้ทางเลือกใด ทั้งประเด็นที่เป็นเรื่องภายในประเทศและประเด็นระหว่างประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าค่าเงินของตนจะเข้าสู่ภาวะดุลยภาพ และสามารถรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินของโลกได้

ความท้าทายที่ ทั้ง 3 ประเทศต้องประสบ คือ มีความเป็นไปได้เพียงใดที่เงินสกุลใดสกุลหนึ่งจะสามารถรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินของโลกได้ และด้วยวิธีการใด

ทั้งนี้เพราะ รัฐบาลเจ้าของเงินต้องพร้อมที่จะตอบโต้ รับมือ ต้านทานต่อสภาวะทางลบ วิกฤติการณ์ใดๆที่อาจจะเกิดขึ้นให้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และต้องการศักยภาพและความสามารถในระดับสูงสุด

ประการที่ 7

สัจธรรมที่เกี่ยวข้องกับการให้การยอมรับเงินสกุลใดสกุลหนึ่งเป็นเงินสกุลหลักของโลกเช่นเดียวกับดอลลาร์สหรัฐมีหลายประการ ได้แก่

(1)   ขนาดของเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงกับสังคมเศรษฐกิจโลก

ประเทศที่จะเป็นแกนนำของโลกด้านสกุลเงินหลักจะต้องมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เพียงพอที่จะสร้างเครือข่ายและความเชื่อมโยงในระดับโลก สามารถดึงประเทศต่างๆเข้ามามีส่วนร่วมได้ ดึงดูดประเทศอื่นได้

(2)   ความเกี่ยวข้องกันทางธุรกรรมและการค้า

ประเทศต่างๆมีแนวโน้มและความต้องการที่จะถือครองทุนสำรองระหว่างประเทศเป็นสกุลเงินที่เกี่ยวข้องกับตนในเชิงพาณิชย์

(3)  พัฒนาการของตลาดการเงิน

ตลาดการเงินต้องการสกุลเงินที่มีสภาพคล่อง และมีเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย และในเชิงลึก รวมทั้งขนาดของตลาดที่ต้องใหญ่เพียงพอ และสามารถเติบโตได้ทันกับความต้องการของตลาด

(4) นโยบายทางการเงินและการคลัง

สกุลเงินหลักของโลกต้องมีความเสี่ยงต่ำ ในด้าน(ก) ภาวะเงินเฟ้อ (ข) การอ่อนตัวของค่าเงิน

ประเทศเจ้าของสกุลเงินจะต้องมีนโยบายด้านงบประมาณที่ยั่งยืนและมีนโยบายการเงินที่เน้นการรักษาเสถียรภาพราคา

(5)ความเชื่อถือได้ทางกฎเกณฑ์ การกำกับ และสถาบัน

นักลงทุนต้องการให้ประเทศเจ้าของสกุลเงิน มีความน่าเชื่อถือและคงเส้นคงวาสามารถคาดหมายได้ล่วงหน้า

(6)   ปัจจัยที่ไม่ใช่ปัจจัยทางเศรษฐกิจ

การที่ ประเทศใดประเทศหนึ่งจะถือครองเงินตราใดเป็นสกุลหลักและทุนสำรองระหว่างประเทศก็ต้องมาจากเหตุผล (ก) เชิงกลยุทธ์ (ข) เชิงการเงิน ประกอบกัน

ประการที่ 8

ความท้าทายที่ประเทศยูโรโซนต้องปรับตัว

แม้ว่าทุกวันนี้ ยูโรจะสามารถพัฒนาตนเองจนเป็นเงินสกุลหลักอันดับ 2 ของโลกแล้วจากการที่สหภาพยุโรปสามารถรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมาได้ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา และยังคงมั่นคงแม้ว่าจะมีประเทศสมาชิกจากยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกมาร่วมอยู่ในอียูก็ตาม

วิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ ปี 2009 จากภาระหนี้สินของรัฐบาลกรีซที่ส่งผลต่อเนื่องไปสู่ประเทศอื่นอีก 4-5 ประเทศ ได้สะท้อนว่าอียูยังมีโครงสร้างการกำกับดูแลสมาชิกในกลุ่มไม่เพียงพอที่จะต้านทานและตอบโต้ ตลอดจนช่วยเหลือประเทศที่ประสบภาวะวิกฤติ

กลไกและโครงสร้างการกำกับภายในกลุ่มเพื่อรักษาเสถียรภาพของเงินสกุลยูโร เป็นจุดที่อ่อนแอที่สุดของการที่เงินยูโรจะมีบทบาทเป็นแกนนำของโลกการเงินต่อไปในอนาคต

ปัจจุบัน European Central Bank :ECB มีหน้าที่เพียงกำกับนโยบายการเงินให้แก่ประเทศยูโรโซน แต่การกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างยังคงเป็นอำนาจและอิสระของประเทศแต่ละประเทศเอง

ประเทศในอียูจะต้องหันมาหารือกันเพื่อกำหนดเกณฑ์การกำกับดูแลสมาชิกในภาวะที่เกิดวิกฤติให้ชัดเจนและเพียงพอ เพื่อพลิกฟื้นความน่าเชื่อถือของโลก

นอกจากการรวมตัวทางการเงินของยุโรป ไม่ได้รวมตัวตลาดพันธบัตรรัฐบาลด้วย แม้ว่าขนาดของตลาดจะสูสีกับตลาดพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐ แต่ก็ยังคงกระจัดกระจายจากนโยบายของแต่ละประเทศเอง ทำให้สภาพคล่องและความลึกของสกุลยูโรจึงเล็กกว่าตลาดพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐอย่างมาก จนไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นสกุลสำรองระหว่างประเทศในอนาคตได้อย่างมั่นใจ

การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอีกส่วนหนึ่งของความท้าทายในการคงสถานะเงินยูโรเป็นสกุลเงิน เพราะหากกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กลับมามีเสถียรภาพและเติบโตอย่างต่อเนื่องได้ ก็อาจจะทำให้เงินยูโรได้รับการยอมรับอย่างมั่นใจอีกครั้ง

ประการที่ 9

ความท้าทายที่ดอลลาร์สหรัฐต้องปรับตัว

ปัจจุบันเงินดอลลาร์สหรัฐคิดเป็นสัดส่วน 84.9% ของธุรกรรมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และยังคงเป็นเงินสกุลทางเลือกอันดับแรกของตลาดการเงิน

ดอลลาร์สหรัฐ ใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศในสัดส่วน 61% ของทุนสำรองระหว่างประเทศทั้งหมด และราว 39% ของตราสารหนี้ทั้งหมดเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ

ความท้าทายสำคัญที่สหรัฐยังคงเผชิญหน้าอยู่มีหลายประการ ได้แก่

(1)   สถานะทางการคลัง

สหรัฐต้องตัดสินใจว่า จะเลือกที่จะเข้มงวดด้านการควบคุมสถานะด้านหนี้สินภาครัฐหรือยังคงระดับของหนี้สินสูงเกินระดับที่ยอมรับของตลาดโลกต่อไป

ทั้งนี้เพราะสถานะทางการคลังของสหรัฐสร้างความไม่แน่นอนต่อโลกในฐานะของเงินสกุลหลักของโลก ควบคู่กับการยอมรับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในฐานะที่เป็นวิธีการลงทุนที่ปลอดภัยที่ดี และเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง ราคาไม่ตกต่ำจาการที่ขาดดุลการคลังสูงมากอีกต่อไป

(2)   สถานะขาดดุลทางการค้า

มีความคาดหวังว่า การปรับโครงสร้างบริหารจัดการใหม่น่าจะทำให้ยอดการขาดดุลการค้าสหรัฐลดลงได้ หรือว่าสหรัฐจะเลือกที่จะให้สหรัฐบริโภคสินค้าและบริการที่มาจากการก่อหนี้ มากกว่าการส่งออกสินค้าและบริการ

ในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐมีมูลค่าการนำเข้ามากกว่ามูลค่าการส่งออก และการไหลข้าวของเงินทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้และสินทรัพย์ทางการเงินของสหรัฐ มากกว่าจะพยายามลดช่องว่างของการขาดดุลการค้า